ภายในสถานที่ที่มืดสลัว ปรากฏเงาของเด็กหญิงราวๆ 8ขวบปี รูปร่างร่างบอบบางผิวขาวซีดชวนให้นึกถึงผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่ไม่เคยได้รับแสงเดดมาก่อน กำลังก้าวเดินด้วยสีหน้าเหม่อลอยดุจร่างไร้ิญญา ดวงตาสีน้ำตาลปนดำไร้ประกายฉายความโดดเดี่ยวคู่หนึ่ง จ้องมองไปในเงามืดสลัวที่ล้อมรอบอย่างเงียบๆ แม้แต่พื้นที่เธอกำลังย่างก้าวก็เป็สีดำสนิท
จุดกำเนิดแสงเพียงแห่งเดียวคือ ตัวของเด็กหญิงเองที่ส่องแสงเรือนรางออกมาเบาบางทว่าเมื่อเทียบกับความมืดมิดรอบตัว ตัวเธอราวกับแค่
หิ่งห้อยตัวเล็กๆ ส่องประกายแสงอย่างโดดเดี่ยวในค่ำคืนที่ไร้พระจันทร์..
ไม่มีสิ่งไดอยู่ที่นี้… มีเพียงความมืดอันวังเวง เงียบเหงาไร้สิ้นสุด
เด็กหญิงค่อยๆก้าวขาเดินออกไปทีละก้าว รองเท้าของเธอเหยียบลงบนความมืดมิดที่ดูเหนียวหนืดดุจโคลนตม ถึงกระนั้นเด็กหญิงผู้นี้ก็ยัง
ก้าวเดินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อแม้ว่าจะเหนื่อยล้าเพียงได
เป็เช่นนี้มาเนิดนาน
ไร้ทิศทาง
ไร้จุดหมาย
มีเพียงความมืดมิดเบื้องหน้า ราวกับกำลังเดินทางเข้าสู่ก้นบึ้งของขุมนรก
เวลาผ่านไป
ในที่สุดเด็กหญิงพลันหยุดเดินและทิ้งตัวนั่งลงชันเข่าและซุกศรีษะของเธอลงไปและร่างกายเล็กนั้นสั่นเครือราวกับรับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่น่ากลัวซุกซ่อนอยู่ในความมืดรอบตัว
ทันไดนั้น แสงสีขาวเรือนเลือนรางที่ล้อมรอบตัวเธอพลันวูบไหวและจางลงช้าๆราวกับเปลวเทียนที่ใกล้ดับ ในขณะเดียวกันความมืดรอบข้างพลันโพยพุ่งเข้ามาดั่งฝูงหมาป่าตาอันหิวโหย หมายจะกลืนร่างของสาวน้อยที่พลัดหลงเข้ามาในอาณาเขตของพวกมันให้มลายหายไปสิ้น
..หยุด..
..หยุดสักสักที เด็กสาวตัวน้อยกระซิบเบา ด้วยร่างกายที่สั่นเทา
“เฮือก” โลกพลันพลันเปลี่ยนเป็แสงสว่าง ความมืดรอบข้างพลันเลือนหายราวกับภาพลวงตา ลอร์เรนซ์พลันสะดุ้งตื่นจากความฝัน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองไปรอบข้างอย่างหวาดผวา ก่อนจะสงบลงเมื่อรู้ว่าอยู่ภายในห้องของตนเอง
“ฝันนี้อีกแล้ว..” ลอร์เรนซ์พึมพำพลางดึงผ้าห่มออกอย่างแรง เธอยกแขนทั้งสองกอดร่างกายที่สั่นเทาของตัวเองอย่างไม่รู้ตัว ตลอดระยะเวลา4ปีั้แ่อายุครบ 12ขวบปี เธอฝันเห็นความมืดมิดนี้นับครั้งไม่ถ้วน แม้ว่าลอร์เลนซ์ไม่ได้กลัวมันแล้วก็ตามเนื่องจากความเคยชินแต่ก็อดขนลุกไม่ได้เมื่อได้เห็นความฝันนี้อีกครั้ง
“ไม่เห็นมีบอกในหนังสือเล่มไหน ว่าฝันแบบนี้หมายความยังไง”เด็กสาวถอนหายใจยาวก่อนจะลุกจากที่นอนตรงไปที่กระจก มองดูถุงไต้ตาที่บวบฉึ่งและมีสีคล้ำของตัวเอง
“……..”
ร่างที่สะท้อนในกระจกคือเด็กสาววัยราว 16 ปี ส่วนสูง 171 เิเโดยประมาณ รูปลักษณ์งดงาม ผิวพรรณ์ขาวซีดจาง ผมสีดำเงางามดุจน้ำหมึก คิ้วสีดำเข้มเฉียบคมราวกับใบมีดคู่หนึ่งพาดอยู่บนใบหน้าที่ดูแล้วไร้ที่ติ จะมีก็แต่ดวงตาสีดำน้ำตาลที่ดูม่นหมองไร้ประกาย
และขอบตาสีเขียวช้ำทั้งสองข้างของตัวเอง
“เฮ้อ หวังว่าคงไม่มีความลือแย่ๆเพิ่มอีกนะ”เด็กสาวพึมพำก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นดวงตะวันบนท้องฟ้าสีครามเปล่งประกายเจิดจ้าบ่งบอกถึงเช้าวันใหม่อันสดใส ทว่าเมื่อลอร์เรนซ์สังเกตดูดีๆดวงตาก็พลันหลู่ลงเล็กน้อย ในใจคิดคำนวณตำแหน่งของพระอาทิตย์
ตำแหน่งนี้
องศานี้
ลอร์เรนซ์รู้ว่าตอนนี้เธอไม่ทันคาบเรียนตอนเช้าเสียแล้ว
“…...วันนี้พฤหัส คลาสแรกคือโฮมรูมขาดเรียนน่าจะไม่เป็ไร แต่คาบที่สองคือวิชาประวัติศาสตร์....”
‘รีบไปตอนนี้น่าจะทันคาบสอง’ ลอร์เรนซ์ครุ่นคิด
พลั่ก! ในทันทีเด็กสาวตัดสินใจพุ่งหยิบผ้าเช็คตัวที่แขวนไว้แล้ววิ่งเข้าห้องน้ำด้วยความเร่งรีบจนเตะข้าวของที่วางไประเกะระกะตามพื้นล้มระเนระนาด
--------------
สถาบันศึกษาจักรพรรดิแห่งที่ 2 กรุงซาเวียร์ สาธารณะรัฐอูเมอร์ร่า
“จากหลักฐานชิ้นสำคัญที่มีการค้นพบ เมื่อสองปีก่อน ซึ่งเป็กระดาษชนวนที่มีอายุมากกว่า2000ปี ในยุคโบราญของตำนานอาณาจักรเอสเตล ในปีที่731 กล่าวว่า มหาราชันย์ที่ถูกขนานนามว่าเป็เทพเ้าแห่งการเล่นแร่แปรที่สามารถเปลี่ยนดินให้กลายเป็ทองคำที่ไม่มีใครรู้จักนามที่แท้จริง ผู้ถูกเรียกขานว่า ‘อวาห์’ ผู้ซึ่งเป็รากฐานของวิชาเคมีและนักวิชาการในปัจจุบัน ไม่ได้ถูกลอบสังหารโดยพระราชเลขาคนสนิท แต่แท้จริงแล้วได้เดินทางเข้าสู่ดินแดนลี้ลับทางตะวัน เพื่อแสวงหาความจริงของชีวิตนิรันดร์ และได้หายตัวไป
จากคำกล่าวที่ถูกบันทึกไว้ในภาษาโบราญ าาอวาห์ ได้เสด็จเข้าสู่ดินแดนลี้ลับทางตะวันตก และสร้างสุสานของตนที่ไม่มีใครรู้จักไว้ลับๆ.....” บรรยากาศอันน่าหาวนอนแพร่กระจายตามลักษณะเสียงอันแหบแห้งและเชื่องช้าของชายชราที่กำลังง่วนงุงอยู่กับการใช้ช็อกเขียนกระดานดำ ทว่าแม้จะง่วงหาวนอนถึงเพียงได เหล่าเด็กนักเรียนในห้องร่วมกว่า 40ชีวิตก็ไม่กล้าทำตัวี้เี
ทุกคนต่างพยายามจดคำพูดทุกบริบทไม่ให้ขาดหายไปสักส่วนเดียว นี่ไม่ใช่ว่าพวกเขาเหล่านี้เป็เด็กแก่เรียนที่ตั้งใจทำเกรดที่ดีเพื่ออนาคต
ข้างหน้า แต่เพราะทราบดีถึงกิตติศักดิ์อันเลื่องลือของชายชราเบื้องหน้าของตนดี
ฉายา อาจารย์เสียงสั่งนอนแต่นอนไม่ได้
เพราะว่าอาจาร์ยท่านนี้ออกข้อสอบที่แสนจะยากบัดซบ
และไม่มีใครอยากมีเกรดแย่ในสถาบันแห่งนี้
‘เวรเอ้ย ง่วงชิบหาย’
‘สมุดจดไม่พอ...’
‘ไม่ไหวแล้ว พูดไม่หยุดมาครึ่งชั่วโมงแล้วสมองของเรารับไม่ไหวแล้ว’
เหล่าเด็กนักเรียนที่กำลังขะมักเขม้นจดจ่อกับการเขียนสรุปองค์ความรู้ใส่ลงไปในสมุดจดของตน ในใจต่างสบถออกมาทอดๆ ยิ่งเมื่อเห็นอาจารย์ชราหยุดมือของตนและหันมาพูดอย่างเดียวเนื่องจากกระดานดำไม่มีพื้นที่มากพอยิ่งสบถในใจมากกว่าเดิมเพราะจดตามไม่ทัน เด็กนักเรียนดีบางคนที่เตรียมหนังสือมาก่อนถึงกับแสดงสีหน้าข่มขื่น
ั้แ่20นาทีที่แล้ว เนื้อหาที่ได้รับมันไม่มีอยู่ในหนังสือเรียนตามหลักสูตรระดับชั้นปีของพวกเขา...
และแน่นอนสำหรับชายชราวัย60 ท่านนี้ ข้อสอบที่ออกในวิชาประวัติศาสตร์ย่อมยากบัดซบสำหรับคนที่ไม่ค่อยตั้งใจฟังในห้องเรียนหวังจะอ่านหนังสือก่อนสอบ
ดังนั้นทุกคนจึงต้องตังใจอย่างจริงจังในการซึมซับความรู้ แม้ว่าจะรู้สึกง่วงนอนมากแค่ไหนก็ตาม
ทันไดนั้นเสียงกระทบของรองเท้าก็ดังสนั่นมาจากทางเดินหน้าห้องเรียน ทุกต่างหันไปสนใจรวมถึงอาจารย์ชราที่มักทำสีหน้าสงบทรงภูมิยังต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ก้มลงไปดูนาฬิกาข้อมมือของตัวเอง ที่แสดงเวลา10นาฬิกา.47 นาที ก่อนที่จะทำสีหน้ามืดมน
ปกติคลาสของเขาจะเริ่ม10 นาฬิกาตรง ไปจนถึง 11นาฬิกา 45นาที
สายเกือบ1ชั่วโมง ถ้ามาตอนนี้ ไม่สู้โดดเรียนแล้วรอมาบ่าย ดีกว่าไหม?
ปัง! เสียงประตูกระแทกขอบ พร้อมกับร่างเด็กสาวผมดำที่กำลังใช้มือเกาะประตูโอนเอนตัวจากอาการเหนื่อยหอบโผล่มา
“ขะ ขอโทษที่มาสายค่ะ!” ลอร์เรนซ์กล่าวพลางก้มหน้าสูดหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เนื่องจากวิ่งมาเป็ระยะทางไกลั้แ่ห้องพักของเธอจนถึงที่นี้ ‘ั้แ่ฝันเมื่อเช้าแล้ว รถจักรไอน้ำที่ตรงมาที่นี้ยังเสียอีก วันนี้มันอะไรกันเนี่ยซวยจริงๆ’เด็กสาวคิดก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองอาจารย์ชราตรงหน้าที่กำลังทำสีหน้ามืดครึ้ม
“เอ่อ อรุณสวัสดิ์ตอนเช้าค่ะ อาจารย์เฮอร์แมน”
“อีก1ชั่วโมงก็เที่ยงแล้ว..”อาจารย์ชรา หรือเฮอร์แมนพูดนิ่งๆสายตาไม่ไหวติ่ง แต่ทุกๆคนในห้องสามารถรับรู้ได้ว่าตอนนี้ชายชราเบื้องหน้าตนของขึ้นแล้ว โดยปกติอาจารย์เฮอร์แมนมักจะชอบทำตัวสุขุมเรียบๆ แม้น้ำเสียงจะนิ่งๆแต่ก็มีความอ่อนโยนอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อสักครู่น้ำเสียงกลับต่างออกไปนิดหน่อยรวมไปถึงสายตาที่นิ่งๆที่เหมือนจะมีความเ็า
ทว่าลอร์เรนซ์ดูเหมือนจะไม่สะทบสะท้านหรือไม่ทันสังเกตก็ไม่ทราบ ค่อยๆหันตัวเดินช้ามุ่งตรงไปที่ว่างหลังของชั้นบนสุดที่ไม่มีค่อยมีใครนั่ง
“ใครบอกให้เดินเข้ามาได้เหรอ ลอร์เรนช์ อินโนเจนท์”
กึก
เด็กสาวค่อยๆหันไปสบสายตากับอีกฝ่ายด้วยความสับสน
“เอ่อ ขออณุญาติเข้าห้องค่ะ”ลอร์เรนซ์ตอบกับไป เฮอร์แมนที่กำลังทำสีหน้าดำทะมึนทึ้งยิ่งมืดลงไปอีกเมื่อได้ยินคำตอบของเธอ และดูเหมือนเสียงของทั้งห้องจะเงียบลงเมื่อเธอพูดจบ
สายตาของทั้งห้องจับจ้องมาที่เด็กสาวโดยส่งเสียงไดๆ
‘นี่เราทำอะไรผิดอีกแล้วเหรอ’ลอร์เลนช์ไม่ใช้คนหัวช้ารับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงรอบข้างของตนได้ในทันที จึงก้มสีหน้าลงเล็กน้อยหลบเลี่ยงสายตาที่มองจากรอบข้าง ดูเหมือนคนทั้งห้องจะจ้องมาที่เธออย่างเงียบๆและแอบกระซิบกระซาบกัน
เธอรู้สึกงุนงงไม่เข้าใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจตนเอง
อันที่จริงเื่พวกนี้เกิดขึ้นเกือบทุกวัน เธอมักตกเป็เป้าสายตาและการนินทาของคนอื่นๆเสมอ ลอร์เรนซ์ทราบว่าตัวเองเป็แกะดำของห้องเรียนนี้ ั้แ่สอบชิงทุนการศึกษาจนได้เข้าเรียนที่นี้ก็1ปีเต็มแล้ว ด้วยสาเหตุบางอย่างเธอมักไม่ค่อยเข้ากับคนอื่นได้ดีนัก และเธอมักมีความคิดที่แตกต่างจากคนอื่นๆอยู่เสมอแถมยังพูดไม่ค่อยเก่ง ลอร์เรนซ์ไม่ได้โทษคนรอบข้าง แม้ว่าเธอจะโดนนินทา แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้โดนกลั่นแกล้ง
และอีกเหตุผลหนึ่งที่เธอเดาออก คือ เธอและคนอื่นไม่ได้อยู่ใน 'สถานะเดียวกัน'
แม้ในปัจจุบันจะมีการยกเลิกชนชั้นทางสังคมมาเกือบ80ปีแล้ว
แต่ที่สถาบันจักรพรรคดิที่2 นั้นไม่เหมือนสถานศึกษาแห่งอื่น แต่ที่นี้คือโรงเรียนที่เศรษฐีในเมืองหลวงจะส่งบุตรหลานของตนเองเข้าเรียน นอกจากนั้นส่วนใหญ่แล้วก็ครอบครัวที่มีฐานะเป็ชนชั้นกลางค่อนไปทางบนที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า800 เหรียญทองต่อปี หรือมีรายได้72เหรียญเงินต่อสัปดาห์เป็อย่างน้อย ซึ่งแตกต่างจากเธอที่มีฐานะยากจน อยู่บรรทัดล่างสุดของชนชั้น
อันที่จริงเมื่อก่อน ครอบครัวของลอร์เรนซ์ไม่ได้มีฐานะยากจน แต่เป็ชนชั้นกลางที่มีรายได้ราว200-300เหรียญทองต่อปี แม้ไม่ได้มีทรัพย์สินมากนักแต่ก็ไม่ลำบาก พ่อของเธอเป็พนักงานบริษัทผลิตเครื่องจักรแห่งหนึ่ง ส่วนแม่ของเธอทำเป็เ้าหน้าที่รัฐระดับล่าง
ทว่าคืนหนึ่งเมื่อ5ปีก่อน พ่อและแม่ของเธอถูกฆ่าตายขณะเดินทางกลับจากที่ทำงานอย่างกระทันหัน ทำให้เธอกลายเป็เด็กกำพร้า
สิ่งที่น่าเจ็บแค้นที่สุดคือตำรวจกลับปล่อยคนร้ายคนนั้นลอยนวลมาตลอด3ปีนี้
ลอร์เรนซ์ไม่มีญาติพี่น้องไดๆพ่อและแม่ของเธอเป็ผู้อพยพจากประเทศอื่นและเด็กสาวก็ไม่รู้จัก ครอบครัวของทั้งพ่อแม่ในต่างแดน ดังนั้นเธอจึงใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวคนเดียวในสาธารณะรัฐอูเมอร์ร่าแห่งนี้
ั้แ่นั้นมาลอร์เลนช์จึงต้องอาศัยอยู่ด้วยตัวคนเดียวด้วยเงินจากประกันจากพ่อแม่ และเงินที่หน่วยงานภาครัฐให้ความช่วยเหลือ จึงทำให้เธอสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ด้วยเงินก้อนหนึ่งที่ได้รับมา
แต่ถึงกระนั้นลอร์เลนช์ก็ต้องทำงานเสริมและสอบชิงทุนเพื่อให้เข้ามาเรียนในที่นี้เพื่อจุนเจือรายจ่าย
เมื่อเห็นเด็กสาวก้มหน้างุดและสถานการณ์ภายในห้อง ชายชราจึงถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“เอาล่ะ ถ้าเธอตอบคำถามของชั้นถูก2ข้อ ฉันจะให้เธอนั่งลงได้ แต่ถ้าผิดแม้แต่ข้อเดียวก็เดินออกจากห้องไปซะ จะไปพักเที่ยงรอเรียนคาบบ่ายก็เื่ของเธอ”
“ค่ะ อาจารย์” ลอร์เรนซ์กล่าวรีบซ่อนสีหน้าอมทุกข์เมื่อสักครู่ เฮอร์แมนเห็นท่าทีของเด็กสาวที่กลับมานิ่งสงบเหมือนเคย ก็พยักหน้าพลางหยิบหนังสือสำหรับสอนนักเรียนของตนขึ้นมาเปิดผ่านๆครู่หนึ่ง แต่เหมือนจะไม่เจอสิ่งที่น่าพอใจจึงวางมันลงไปดั่งเดิม นึกคิดคำถามอยู่ในหัวครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียงในลำคอเล็กน้อยและกล่าวว่า
“อะแฮ่ม พร้อมหรือยัง”
ลอร์เรนซ์พยักหน้า
“ ในยุคโบราณของอาณาจักรเอสเตล หลังจากการขึ้นครองราชของาาอวาห์ ได้มีการเปลี่ยนศักราชดวงดาวเจิดจรัส เป็ชื่ออะไร แล้วมีเหตุผลอย่างไรถึงเปลี่ยนการนับปีศักราชใหม่”
ลอร์เรนซ์ที่ได้ยินครุ่นคิดเล็กน้อย คำถามข้อนี้นำว่าจากเนื้อหาที่เรียนเมื่อคาบที่แล้ว ดูเหมือนว่าอาจารย์เฮอร์แมนตั้งใจจะตรวจสอบว่าเธอได้
ตั้งใจเรียนหรือไหม ทั้งยังเป็การทบทวนให้กับคนอื่นๆไปในตัว
“ปีศักราชแห่งท้องฟ้า เหตุผลเป็เพราะว่า าาอวาห์ผู้เป็ต้นแบบของนักประดิษฐ์ ได้นำผู้ค้นเข้าสู่ยุคแห่งการสำรวจโลกกว้าง โดยได้เริ่มทำการสำรวจความกว้างของโลกและความสูงของท้องฟ้า เพื่อลบล้างความเชื่องมงายของทวยเทพผู้สถิตอยู่บนผืนผ้า ซึ่งเป็ความเชื่อทางศาสนาคะ”
เฮอร์แมนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเบาๆก่อนจะเอ่ยคำถามข้อที่สองทันที
“ทำไมอารยธรรมพริมาสถึงล่มสลายและสูญหายไปตามสายธารแห่งการเวลา”
ฟืด..
ทันทีที่ชายชราพูดจบหลายคนในห้องแสดงสีหน้างุนงง อารธรรมพริมาส คือ? มีในโลกด้วยหรือ บางคนที่รู้จักมาบ้างถึงกับแสดงสีหน้าขมปร่าสูดหายใจแรงๆออกมาแล้วมองใบหน้าที่มีริ้วรอยของชายหน้าห้อง ไม่เว้นแม้กระทั้งลอร์เรนซ์ที่ดวงตามืดครึ้มลงไปนิดหน่อย ดูเหมือนว่าอาจารย์เฮอร์แมนตั้งใจจะไล่เธอออกไปจากห้องนี้จริงๆ อารยธรรมพริมาส อันที่จริงคำถามนี้ไม่ควรปรากฏในหัวข้อการสนทนาวิชา
ประวัติศาสตร์สำหรับเด็กอายุ16-17 ปีอย่างพวกเธอ แต่เป็หัวข้อสำหรับสายนักโบราณคดีในระดับชั้นมหาวิทยาลัย
ในปัจจุบันนักโบราณคดีต่างก็ยุ่งอยู่กับการไขความลับประวัติศาสตร์ของยุคอาณาจักรเอสเตลที่รุ่งเรืองเมื่อ2000ปีก่อนก็ยุ่งมากพอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงอารยธรรมพริมาสที่ล่มสลายซึ่งคาดว่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า5000ปี
และมันยังเป็ปริศนาทางประวัติศาสตร์ด้วยว่า ยุคอารยธรรมนี้มีอยู่จริงหรือไม่?
โชคดีที่ลอร์เรนซ์เป็คนเก็บตัวและมักเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดสาธารณะเพื่อฆ่าเวลา แม้จะไม่มีความรู้ที่แน่ชัดนัก แต่ก็เคยอ่านเจอ
บทความที่เกี่ยวข้องในหนังสือเกร็ดประวัติศาสตร์บางเล่ม
ลอร์เรนซ์ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เธอทราบจะถูกต้องสำหรับอาจารย์เฮอร์แมนหรือเปล่าเพราะไม่มั่นใจในคำตอบของตัวเอง และเธอค่อนข้าง ‘ทราบว่า’ชายชราเป็คนแบบไหน แต่ในตอนนี้ถ้าเธอไม่ตอบออกไป เธอจะต้องออกไปจากคาบเรียนซึ่งจะทำให้เธอพลาดหัวข้อในวันนี้ไป
“เอ่อ เป็เพราะโรคระบาดและภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ที่ทำให้อารยธรรมล่มสลาย ส่วนทำไมถึงสูญหายไป....หนูไม่ทราบค่ะ” ชายชราเฮอร์แมนหรี่มองเธอเล็กน้อย ลอร์เลนซ์ถอนหายใจเตรียมเดินออกไปจากห้อง ยิ่งตอนนี้เธอตกเป็เป้าสายตาของคนทั้งห้อง ลอร์เรนซ์จึงเริ่มรู้สึกว่าต่อให้ข้ามคาบเรียนนี้ก็ไม่แย่เท่าไหร่นัก
“ดี เธอไปนั่งได้”
เอ้ะ
เด็กสาวเกิดอาการงุนงง จากที่เธอเข้าใจ อาจารย์เฮอร์แมนที่เป็คนเข้มงวดและมีอาการทางจิตเมื่อพูดถึงเื่ประวัติศาสตร์ จะต้องไล่เธอออกจากห้องนี้แน่ นี้เป็เพราะเธอจะค่อนข้างรู้จักกับอีกฝ่ายดี จึงค่อนข้างแปลกใหม่ ด้วยความลอร์เลนซ์จึงหลุดโพล่งออกไปอย่างช่วยไม่ได้
“เอ่อหนูไม่ต้องออกไปจากห้องเหรอค่ะ?”
เมื่อเฮอร์แมนเห็นสีหน้างุนงงของเด็กสาวซึ่งไม่ต่างจากคนอื่นๆรอบข้าง มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อย ก่อนจะอธิบาย
“สิ่งที่เธอพูดมาถือว่าถูกต้อง ในบันทึกของอาณาจักรเอสเตลที่กล่าวถึงตำนานของอารยธรรมพริมาส บอกเหล่าถึงคำว่าโทษทัณฑ์ที่ ชาวพริมาสได้รับทำให้อารยธรรมล่มสลายภายในชั่วข้ามคืน นักวิชาการส่วนใหญ่วิเคราะห์ว่าเกิดจากโรคทมิฬหรือไข้หวัดสายพันธ์โบราญบางชนิดและภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ส่วนสาเหตุที่อารญธรรมนี้ไม่มีหลักฐานอื่นนอกจากการบันทึกบอกเล่าในยุคต่อๆ การที่ไม่มีแม้แต่เศษซากสถาปัตยกรรม ทำให้มันเป็ปริศนาที่ไม่มีคำตอบ ซึ่งเธอตอบว่าไม่รู้นั้นถือว่าถูกต้องแล้ว”
โอ...
หลายคนในห้องรวมถึงลอร์เลนซ์พยักหน้าไปมา
“เธอไปนั่งได้แล้ว.....แล้วคนอื่นๆก็ไม่ต้องจดด้วย! เมื่อกี้ไม่ได้ออกข้อสอบ!”ชายชราะโอย่างเหลืออดเมื่อเห็นหลายคนตั้งหน้าตั้งใจจดสิ่งตนกล่าวเมื่อสักครู่ลงไปในสมุด พลางรู้สึกสงสัยว่าตนเองเป็แบบไหนในสายตาเหล่านักเรียนกันแน่
แน่นอนต้องเป็อาจารย์ผู้นิ่งสงบดั่งปัญญาชนเป็แน่แท้.....
ชายชราคิดก่อนจะเหลือบมองกระดานดำมองเห็นกรอบกล่องข้อความสี่เหลี่ยมที่ถูกตีเส้นไว้หลายๆชั้นด้วยชอล์กหลากสีสรร ด้านในกรอบมีคำและวันเวลาเขียนอยู่
“เอาล่ะ ไหนๆพวกเธอหลังสอบก็จะไป ทัศนศึกษาที่เมืองหลวงเก่าอยู่แล้ว เราพักเื่เรียน มาทบทวนประวัติศาสตร์ของสาฐารณรัฐของเรากันเถอะ”
เหล่านักเรียนต่างทำสีหน้าบิดเบี้ยวเมื่อได้ยิน
‘นี่มันก็ไม่ต่างจากเรียนไม่ใช่หรือไง ’หลายคนสบถในใจ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ต้องจดล่ะนะ เพราะเื่นี้พวกเขาหรือคนทั่วไปส่วนใหญ่ต่างรู้กันอยู่แล้วต่างกันแค่ว่ารู้ลึกรู้น้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง
ลอร์เรนซ์ที่ได้ยินก็เหลือมองไปที่กระดานดำ นอกจากเนื้อหาประวัติศาสตร์แล้วมีกล่องข้อความประกาศเขียนไว้อยู่มุมหนึ่ง
อีก 14 วัน ถึงเวลาเวลาสอบปลายภาคเรียน
วัน 17 เดือน 3 ปีศักราชแห่งแสงที่ 473
อีก21 วันถึงวันทัศนศึกษา ณ กรุงฟรีเดลล์
วันที่25 เดือน3 ปีศักราชแห่งแสงที่ 473
เด็กสาวอดถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้เมื่ออ่านมัน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและเบื่อหน่าย
‘ต้องอ่านหนังสือให้มากขึ้นอีก’