“ปฐมนิเทศเป็ยังไงบ้างพี่เมิ่ง” หนิงลี่ถามลูกพี่ลูกน้องหญิงที่นั่งดื่มชานมไข่มุกอย่างเฉื่อยชา
วันนี้เป็วันปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ลู่เมิ่งก็มาแต่เช้าด้วยความตื่นเต้น แต่พอออกจากหอประชุมก็มีสภาพเฉยชามาก กระทั่งมีคนเดินตามเพราะอยากทำความรู้จักก็ไม่สนใจ
“ถึงจะน่าตื่นเต้น แต่พอไปนั่งฟังจริงๆ แล้วก็ไม่เห็นมีอะไรเลย” ลู่เมิ่งกัดหลอดเล่น
“ไม่ได้ทำความรู้จักกับคนอื่นเหรอ พี่จะได้มีเพื่อนใหม่ไง”
“ก็มีนะ เป็เป็กลุ่มเด็กหอ พวกเขาก็สนิทกันดี ก็คิดว่าสนิทกันได้แหละแต่อยู่กันคนละคณะก็เลยคิดว่าคงไม่ได้เป็เพื่อนหรอก ได้แค่คนรู้จัก”
“งั้นพี่จะไปหาเพื่อนในคลาสเหรอ”
“ก็คงงั้น แต่ที่จริงก็มีเพื่อนั้แ่เข้ามหาวิทยาลัยแล้วล่ะ”
“เอ๋! เป็ใครกัน”
“ลูกสาวที่แท้จริงของตระกูลเฉียน” ลู่เมิ่งโชว์หน้าจอวีแชตให้หนิงลี่ดู “และกำลังจะมาหาเนี่ยแหละ”
“พี่ไปเป็เพื่อนเขาั้แ่เมื่อไหร่เนี่ย” หนิงลี่มองอย่างตกตะลึง
ถึงขั้นแลกเปลี่ยนวีแชตคุยกันแล้วด้วย จากข้อความที่พิมพ์คุยกันก็ถือว่าสนิทสนมกันมากอยู่นะ คุยกันมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย
“ก็ั้แ่วันที่พี่เหวินพาไปเลี้ยงฉลองน่ะ ตอนเย็นก็ไปเจอเธอที่ร้านอาหารพอดี”
“ครอบครัวเฉียนพากันออกไปกินอาหารนอกบ้านก็เพื่อไปเลี้ยงฉลองให้กับลูกสาวที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เหรอ”
“ใช่ แต่ไม่ใช่ฉลองให้เสี่ยวหยูหรอกนะ ของลูกสาวตัวปลอมน่ะ เสี่ยวหยูเป็ตัวแถม”
“รู้สึกแย่แทนเลยแฮะ” หนิงลี่มีสีหน้ารังเกียจ
ลู่เมิ่งยิ้มโดยไม่พูดอะไร เื่นี้เธอมารู้ภายหลังเพราะเฉียนเสี่ยวหยูเล่าให้ฟังเหมือนกัน
คะแนนของเฉียนเสี่ยวหยูไม่สูงเท่ากับเฉียนเยว่เอ๋อร์ ถึงจะสามารถเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งได้แต่ก็เข้าได้แบบเฉียดฉิว ไม่อาจเอามาโอ้อวดได้เหมือนกับเฉียนเยว่เอ๋อร์ เมื่อทางพ่อแม่ของเธอรู้เข้าก็พาเธอมาเลี้ยงฉลอง ไม่ได้ถามเฉียนเสี่ยวหยูสักคำว่าได้คะแนนเป็ยังไง ถึงจะมารู้ตอนถึงร้านอาหารแล้วว่าเธอก็สอบผ่านเหมือนกันก็ไม่ได้สลักสำคัญนัก
แต่ก็มีข้อดีอยู่ เพราะอย่างน้อยเธอก็ได้เป็เพื่อนกับลู่เมิ่ง
“ก็ไม่ได้แย่อะไรหรอกค่ะ ตอนนี้ฉันชินแล้ว” เฉียนเสี่ยวหยูที่เพิ่งมาถึงพูดขึ้นแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ถึงจะไม่ได้ร่าเริงสดใสเท่ากับหนิงลี่แต่ก็ดูดีกว่าเมื่อก่อนมาก
“เอ่อ... สวัสดีค่ะ” หนิงลี่เพิ่งกำลังนินทาอย่างเพลิดเพลินสะดุ้ง ทักทายอย่างเลิ่กลั่ก
ลู่เมิ่งหรี่ตามองด้วยท่าทางขบขัน เฉียนเสี่ยวหยูก็ยิ้มให้เช่นกัน ทักทายกลับไป
“สวัสดีค่ะ นี่คือลูกพี่ลูกน้องของพี่สาวลู่สินะคะ ฉันเฉียนเสี่ยวหยูค่ะ”
“หนิงลี่ค่ะ จะเรียกว่าพี่หนิงก็ได้”
“งั้นเรียกฉันว่าเสี่ยวหยูนะคะพี่หนิง”
“ตกลง!”
สองสาวเข้ากันได้อย่างรวดเร็ว ลู่เมิ่งไม่ต้องพูดอะไรพวกเขาก็แลกเปลี่ยนเบอร์และวีแชตกันเรียบร้อยแล้ว
คนร่าเริงนี่มันดีจริงๆ เลยนะ
“พี่สาวลู่คะ ่บ่ายว่างหรือเปล่าคะ” เฉียนเสี่ยวหยูถามอย่างเขินอาย ลู่เมิ่งคิดเลิกน้อยแล้วพยักหน้า
“ว่างสิ” เธอไม่มีกำหนดการ่บ่าย
“ถ้าอย่างนั้นเราไปร้านหนังสือกันไหมคะ?”
“ร้านหนังสือเหรอ?” หนิงลี่ถามอย่างสนใจ
“ใช่ค่ะ วันนี้หนังสือนิยายของนักเขียนโปรดจะวางขายวันนี้ฉันจะไปซื้อมาสะสมไว้น่ะ”
“เห~ เป็คนติดนิยายเหรอเนี่ย”
“พี่สาวลู่พาอ่านนิยายก็เลยติดน่ะค่ะ”
“โอ้...” หนิงลี่มองลู่เมิ่งอย่างไม่เชื่อสายตา ลู่เมิ่งกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา
“เป็งานอดิเรกที่เพิ่งมาตอนพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลน่ะ แล้วเสี่ยวหยูก็ไม่มีงานอดิเรกอะไรตอนอยู่ที่บ้านด้วยก็เลยชวนมาอ่านนิยายด้วยกัน”
“เข้าใจแล้ว” ถ้าเป็เพราะเหตุนี้เธอก็ยอมรับได้
อยู่ในโรงพยาบาลขยับอะไรมากไม่ได้ แต่ขยับนิ้วนิดหน่อยเพื่ออ่านนิยายออนไลน์ก็ไม่เป็ไร เธอแค่ประหลาดใจเพราะว่าลู่เมิ่งไม่ได้ติดอ่านนิยาย เมื่อก่อนเธอชอบฟังเพลงและออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกมากกว่า
สามสาวตกลงกันไปที่ร้านหนังสือด้วยกัน เฉียนเสี่ยวหยูได้หนังสือที่้ามาแล้ว แต่ก็ยังเดินดูเื่อื่นๆ ภายในร้านด้วยเผื่อจะเจอแนวที่ชอบ
“เสี่ยวหยูอ่านนิยายแนวไหนเหรอ”
“ลูกสาวตัวจริงย้อนอดีตกลับมาแก้แค้นค่ะ”
หนิงลี่ “...”
ลู่เมิ่งมองเพดานไม่สบตาใคร “...”
หนิงลี่หันไปมองทางลู่เมิ่งอย่างจับผิด เธอไม่คิดว่าอยู่ๆ เฉียนเสี่ยวหยูจะชอบแนวนี้โดยบังเอิญ
สำหรับผู้อ่านนิยายใหม่โดยไม่มีใครแนะนำมักจะอ่านนิยายติดอันดับขายดีก่อนอันดับแรก และท็อปห้าขายดี่นี้ก็ไม่มีแนวลูกสาวตัวจริงย้อนอดีตมาแก้แค้น
ใช่แล้ว นี่เป็การแนะนำโดยเจตนาจริงๆ
ลู่เมิ่งคิดว่าการพูดคุยเพื่อปรับทัศนคติของเฉียนเสี่ยวหยูนั้นต้องใช้เวลามาก และเธอก็เป็เพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จัก การไปพูดคุยให้แก้ไขความคิดต่างๆ นั้นไม่เหมาะ เธอจึงหาทางอื่นแทนที่ง่ายกว่าและอาจจะใช้เวลาน้อยกว่า นั่นคือส่งเสริมให้เด็กคนนี้อ่านนิยาย
แม้ว่านิยายจะเอามาเปรียบเทียบกับความเป็จริงได้ไม่มากนัก แต่ถ้าในเนื้อเื่มันก็สะท้อนอะไรหลายอย่างและก็มีบางฉากที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จะทำให้คนอ่านรู้สึกอินไปกับเนื้อเื่และอดไม่ได้ที่จะเปรียบตัวเองเป็ตัวละครหลักในนิยาย
ยิ่งมีหลายเหตุการณ์ที่คล้ายกันมากเท่าไหร่ก็จะเริ่มคิดมากขึ้น ถึงการอ่านจะเทียบกับสถานการณ์จริงไม่ได้ แต่มันก็ถือเป็ประสบการณ์เช่นกัน เหมือนอย่างหนังสือชีวประวัติที่วางขายนั่นไงล่ะ
มันก็เคยมีใช่ไหมผู้ที่ประสบความสำเร็จได้เพราะอ้างอิงประสบการณ์ชีวิตของผู้ที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อนน่ะ
ลู่เมิ่งอยากให้เฉียนเสี่ยวหยูมีการเปลี่ยนแปลง แม้ไม่รู้ว่านิยายที่คัดเลือกให้อ่านจะทำให้เธอเปลี่ยนไปในทิศทางไหน แต่คงไม่เกิดอะไรร้ายแรงจนถึงขั้นเกลียดชัง ก็แค่ปรับปรุงตัวเองให้เข็มแข็งขึ้นทั้งกายใจ พึ่งพาตัวเองมากกว่าพึ่งพาคนที่บ้าน
เธอเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงเมื่อไม่นานนี้ ในวีแชตที่เฉียนเสี่ยวหยูส่งหาเธอเพื่อปรึกษา อย่างการทำงานพิเศษ ย้ายออกมาอยู่หอพักนักศึกษาและข้อมูลเกี่ยวกับชนชั้นสูงที่ควรรู้ ลู่เมิ่งก็บอกในเื่ที่รู้และช่วยเหลือเท่าที่ช่วยได้
นี่เป็สัญญาณที่ดี
กว่าจะออกจากร้านหนังสือก็เย็นแล้ว ทั้งสามคนไปกินอาหารเย็นด้วยกันหนึ่งมื้อ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
เฉียนเสี่ยวหยูอยู่หอพักนักศึกษา ลู่เมิ่งและหนิงลี่กลับบ้านด้วยรถส่วนตัว
หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วก็ขึ้นเตียงกดเปิดโทรศัพท์และ...
“เหวอ!!”
ข้างเตียงมีชายหนุ่มสองคนในชุดขาวดำยืนกอดอกมองหน้าเธออยู่ คนหนึ่งยิ้มอีกคนหน้าบึ้งตึง
เฮยไป๋อู่ฉาง!
ใหมดเลย!!
“ใง่ายกว่าเมื่อก่อนนะเสี่ยวเมิ่ง” ไป๋อู่ฉางหัวเราะขบขันเมื่อเห็นลู่เมิงสะดุ้งเกือบตกเตียง
“คงเคยชินกับชีวิตบนโลกมนุษย์แล้วสินะ” เฮยอู่ฉางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“ก็ไม่ได้ััโลกิญญาใน่เวลาที่ผ่านมาเลยน่ะสิคะ เกือบจะใช้ชีวิตเป็คนธรรมดาได้แล้วด้วย” ลู่เมิ่งมองค้อนพวกเขา ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ อย่างรู้สึกไม่ถูกต้อง “เดี๋ยวค่ะ ฉันยังผนึกดวงตาหยินหยางอยู่นี่นา ทำไมมองเห็นพวกคุณได้เนี่ย!?”
แล้วมาในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนทันสมัยดูหล่อเหลาเกินกว่าเหตุอีก
“พวกเราตั้งใจแสดงตัวน่ะ” ไป๋อู่ฉาง
“รู้อยู่แล้วว่าเ้าต้องผนึกดวงตาหยินหยาง” เฮยอู่ฉาง
“แล้วมาที่นี่กันทำไมไม่ทราบคะ? มีเื่อะไรก็ติดต่อทางวีแชตสิ” ลู่เมิ่งกลอกตา
“ติดต่อทางวีแชตแต่เ้าไม่ค่อยได้เข้าไปอ่านในกลุ่มน่ะสิ ที่มานี่ก็คือจะถามเื่ที่เ้าถามค้างไว้ในกลุ่มน่ะ ติดต่อเยว่เหล่าแล้วหรือยัง?” ไป๋อู่ฉางมีสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
ั้แ่ตอนนั้นลู่เมิ่งก็ไม่มีการพูดคุยอะไรในกลุ่มอีกเลย มีรู้ว่าคลี่คลายสถานการณ์ไปแล้วหรือว่าลืมมาเล่าให้ฟังกันแน่
“ไม่ได้ติดต่อไปน่ะ เพราะว่าจัดการปัญหาไปแล้ว” ลู่เมิ่งตอบ
“สถานการณ์ตอนนั้นมันเป็ยังไง เล่าสิ” เฮยอู่ฉางมองอย่างสอดส่อง
“มีอะไรให้เล่ากัน ไปเปิดบัญชีชีวิตก็รู้เื่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“ถ้าเปิดได้ก็ดีน่ะสิ ั้แ่เ้ากลับมาใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์บัญชีชีวิตของเ้าก็ถูกเข้ารหัส สิทธิ์การเข้าถึงของพวกเราไม่เพียงพอ ถ้าไม่ใช่ยูเซอร์ระดับหวางเย่ก็เข้าถึงไม่ได้”
“ระดับหวางเย่มันก็ระดับสูงสุดไม่ใช่เหรอ อ้อ แต่แบบนี้ก็ดีนะ” ลู่เมิ่งพยักหน้าอย่างพอใจ
ถ้าบัญชีชีวิตของเธอไม่สามารถอ่านได้ก็ไม่ต้องกลัวว่าข้อมูลจะรั่วไหลไปถึงมือผู้มีพลังิญญาคนไหนเลย
“ดีสำหรับเ้าแต่ไม่ดีสำหรับพวกข้าน่ะสิ อยากรู้อยากเห็นจะแย่ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ดูจนต้องขึ้นมาบนโลกมนุษย์เพื่อสืบความเอาเองอีก” เฮยอู่ฉางเบ้ปาก
งานเก็บิญญาทุกวันนี้ก็ยุ่งมากแล้ว ยังจะต้องให้เขาไปสืบหาเอาเองอีก เวลาพักผ่อนที่มีอยู่น้อยนิดก็แทบไม่เหลือแล้ว
“อ้อ ก่อนเล่าเปิดดวงตาหยินหยางด้วย คงสภาพร่างกายแบบนี้นานๆ แล้วเปลืองพลัง”
“ได้ค่ะๆ” ลู่เมิ่งตอบรับคำก่อนจะเปิดดวงตาหยินหยางและปล่อยให้ยมทูตกลับไปอยู่ในสภาพิญญา ชุดที่สวมใส่ก็เป็ชุดประจำของเฮยไป๋อู่ฉางเดินที่เคยเห็น
ลู่เมิ่งเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้กับยมทูตทั้งสองฟัง ในตอนแรกถ้าปฏิเสธครอบครัวโจวไม่ได้จริงๆ เธอคิดจะให้เซียนเฒ่าจันทราดูด้ายแดงของโจวจื่อชิงให้ ถ้ามันไม่ได้คู่กันก็ให้จับคู่เขากับเลขาฯ ของเขาไปเลย
โชคดีที่คุณโจวเป็คนพูดคุยง่ายจึงผ่านไปได้โดยไม่มีอุปสรรค และหลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้เห็นโจวจื่อชิงอีกเลย
“โจวจื่อชิง... เดี๋ยวหาข้อมูลก่อนนะ” ไป๋อู่ฉางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเข้าแอปพลิเคชันบัญชีชีวิตและความตายของยมโลกเพื่อหาข้อมูลบุคคล
ลู่เมิ่งก็มองด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เป็ยังไงบ้างคะ?”
“โจวจื่อชิง บุตรชายคนเดียวของโจวเฉิงเค่อและเจียวหรงหรง... ข้ามไปดูบันทึกชีวิตเลยดีกว่า ตอนนี้ได้หมั้นหมายกับบุตรสาวตระกูลจิวแล้ว กำลังมีบุตรกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่คู่หมั้น แต่ถูกลิขิตว่าเด็กจะไม่ได้เกิด...”
“หา? เด็กไม่ได้เกิดเหรอ!?”
“ใช่แล้ว เพิ่งมีบันทึกของเมื่อสองวันก่อนว่าเด็กคนนั้นเสียชีวิตแล้วจากอุบัติเหตุ” ไป๋อู่ฉางพยักหน้ายืนยัน บันทึกของยมโลกไม่ผิดพลาดแน่นอน
“สองวันก่อนเหรอ... แล้วทำไมไม่เห็นมีข่าว แม้แต่พี่เหวินก็ไม่ได้มีรายงาน หรือว่าโจวจื่อชิงปิดข่าว?” ลู่เมิ่งครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้
“เ้าจะไปสนใจทำไม เขาไม่ใช่บุรุษที่เ้าชื่นชอบเสียหน่อย” เฮยอู่ฉางเลิกคิ้ว เด็กน้อยคนนี้ดูจะคิดมากเกินไป
“มันก็ใช่ นั่นสินะ เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเราสักหน่อย” แล้วลู่เมิ่งก็โยนเื่นี้ออกจากสมองไป
“แต่พวกข้ามีเื่ที่เกี่ยวกับเ้าอีกเื่นะ”
“อะไรเหรอ?” เธอร็สึกถึงลางไม่ดี
“งานน่ะ”
“ไม่!!!”
ได้โปรดอย่าพูดถึงงาน
ฉัน ลาออก แล้ว!!