ตอนที่ 10 ผ้าเช็ดหน้าสีชมพูนำโชค
เรวัตรจัดการรวบถุงที่ใส่หนูตัวอวบอ้วนขึ้นมาได้ก่อนจะถือไปให้ลุงยงค์นำไปปล่อยป่าที่อยู่ไกลจากที่นี่ตามคำสั่งของป้าแจ๋ว
“โอย ให้ตายเถอะ ถ้าตัวขนาดนี้เข้ามาในครัวได้ล่ะก็ งานช้างแน่ ๆ” เจนเอามืออุดปากด้วยความใ นึกขนลุกเมื่อเห็นขนาดตัวหนูที่จับได้“พี่ชาย เก่งมากเลยอ่ะ จับหนูตัวเบ้อเริ่มได้หน้าตาเฉย”
ยกเว้นแต่คุณหนูของบ้านที่กรีดร้องเสียงลั่น พลางชี้มาที่ถุงดำที่ใส่ตัวร้ายที่เธอแสนชังไว้
“ทำไมไม่ฆ่ามันล่ะ ฆ่ามันเลยสิ”
“ผมว่าเอามันไปปล่อยเถอะครับ น่าสงสารออก”เรวัตรหันมามองดวงหน้าหวานที่กำลังเกาะแขนหญิงสาวอีกคนแน่น ท่าทางดูกลัวมาก
“คือว่าคุณหนูเขาเป็คนกลัวหนูมากน่ะค่ะ”
“นี่ เจน”พลันหญิงสาวก็ส่งสายตาเขียวปั๊ดใส่คนใช้รุ่นเยาว์ที่ตัวหงอในทันที
“ขอโทษค่ะ คุณหนู ปากไวไปหน่อย”
จนเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี อาชูก็ได้ส่งสัญญาณให้เขาเป็เชิงขอตัว
“นี่ไม่รู้ว่าจะมีลูก ๆ มันอีกไหม ไว้ยังไง คุณหนูนั่งอยู่ตรงนี้ก็ต้องระวังด้วยนะครับ”ทันทีที่ว่าจบร่างสูงใหญ่ก็ได้ขอตัวกลับ แต่ทว่าในตอนนั้นเอง หญิงสาวก็ได้เดินไปขวางเขาไว้
“ฉันจะจ้างคุณทำงานั้แ่วันนี้ล่ะ”
“ว่าไงนะ” พี่เลี้ยงสาวหันมามองคุณหนูของเธอหน้าเหวอ “ไม่ได้นะคะ คุณหนูเราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือคะว่าพวกเราจะไม่รับคนสวนผู้ชายอีก”
“แล้วพี่ฤดีจับหนูให้วิวได้หรือเปล่าล่ะคะ”
เสียงล้อรถบดถนนที่หน้าบ้านนั้นดังแว่วขึ้นมา คุณนายสร้อยระย้าขับรถมาถึงบ้านอย่างไวกว่าปกติร่างสมส่วนในวัยเกือบกลางคนเปิดประตูเข้ามาอย่างรวดเร็ว หลังจากได้รับสายจากฤดี
“น้องวิว หนูจะทำอะไรกันแน่ลูก”
บุตรีที่กำลังนั่งกอดหมอนอยู่บนโซฟานั้นเหลือบมองไปยังมารดาที่ส่งสายตาด้วยความสงสัยอย่างหนักจนกระทั่งต้องรีบขับกลับมาดูถึงที่บ้านว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาว
“คือเขาจัดการหนูได้ หนูเลยอยากให้แม่จ้างเขาน่ะค่ะ”
“แต่เราจะไม่รับคนสวนผู้ชายแล้วนะลูก”
“แต่เขาไล่หนูให้วิวได้นี่คะ”หญิงสาวว่าเสียงอ่อย ๆ
“พี่ฤดีก็ไล่ให้ลูกได้นะจ๊ะ ใช่ไหม ฤดี”
คนที่ถูกกล่าวถึงหน้าเหยเกเล็กน้อยก่อนจะโดนรินนรีสวนกลับไป
“ไล่อะไรล่ะคะ หนูต้องไปตามป้าแจ๋วมาไล่ตลอดเลยแถมตอนนี้คุณป้าก็กลับต่างจังหวัดด้วย หนูว่า อย่างน้อยจ้างเขาไปก่อนในขณะที่ป้าแจ๋วไม่อยู่ก็ได้นะคะ แม่”
“นี่ลูกแน่ใจนะ ไม่กลัวแล้วหรือ ลูก”
รินนรีชะงักเล็กน้อย ไม่รู้สิไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงรู้สึกไว้ใจชายคนนั้นขึ้นมาได้ง่ายดายเพียงนั้น
“แต่หญ้าขึ้นรกเสียจนหนูเข้ามาแบบนี้หนูเองก็อยู่ไม่ได้เหมือนกันนะคะ นะคะ คุณแม่ ยังไงหนูสัญญาเลยว่าจะระวังตัวจะล็อคประตูห้องให้แน่น ยังไงก็ในระหว่างรอป้าแจ๋วกลับมาจากงานศพลูกชายป้าเขาน่ะค่ะ”
เมื่อทนลูกอ้อนไม่ไหว เธอจึงต้องยอมตามเคยก่อนจะเดินเข้าไปหาชายทั้งสองที่ยืนรออยู่ข้างนอก
“แล้วนี่ดูงานที่อื่นไว้หรือเปล่า”
“เปล่าครับ”
“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เดี๋ยวจะหาว่าฉันใจแคบใจดำ ฉันจะให้เธอมาทดลองงานสัก่นึงโอเคไหม”
เขากับอาชูหันหน้ามามองกันอย่างงง ๆ ที่จู่ ๆ คุณนายก็เปลี่ยนใจ
“งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้มาเริ่มงานได้เลย เธอพักไกลจากที่นี่มากไหม”
เขานิ่งนึกไปชั่วครู่ ลืมไปเสียสนิทเลยว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไร
“นอกตัวเมืองไปนิดนึงครับ”
“โห อยู่ไกลเลยนะน่ะ” เจนว่ากับฤดีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กัน
“อยู่ตั้งไกลแบบนี้จะมาทำแต่เช้าทุกวันไหวหรือ” คุณนายตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เอ๊ะ แล้วบ้านอยู่ตั้งไกล ทำไมไม่ทำแถวบ้านล่ะ” ในตอนนั้นเอง รินนรีก็ได้เอ่ยถามขึ้นบ้าง
“พอดีว่าลูกผมเขาอยากจะหารายได้เสริมช่วยทางบ้านอีกทางด้วยนะครับ คือวันก่อนพอดีมาส่งของแถวนี้ก็เห็นป้ายประกาศเข้าก็เลยมาสมัครวันนี้น่ะครับ” ชายสูงวัยจัดการพูดตามแผนที่เตรียมมาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
“งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้มาเริ่มงานได้เลย แล้วก็ที่พักคนสวน เธอก็มาพักที่นี่เลยก็แล้วกันนะบ้านพักอยู่ข้างหลังนี้ล่ะ”
“หางานทั้งที แต่ถ่อมาซะไกลเชียว” รินนรีพึมพำอย่างแปลกใจ
“ขอบพระคุณมากเลยนะครับ คุณนาย” เรวัตรพยักหน้ารับ
“แล้วเธอชื่ออะไรงั้นหรือ” สร้อยระย้าเอ่ยถาม
“ผมชื่อเรวัตรครับ เรียกสั้น ๆ ว่าเรย์ก็ได้ครับ”
ด้วยเหตุนี้ การสัมภาษณ์สั้น ๆ จึงได้จบลงในสวนที่เขาต้องทำงานในวันพรุ่งนี้
เมื่อขึ้นมาบนรถกระบะอาชู ชายหนุ่มก็ฮัมเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดีในขณะที่ชายสูงวัยยังคงถามกลับมาด้วยความรู้สึกกังวลอยู่ลึก ๆ
“คุณเรย์แน่ใจนะครับว่าจะทำแบบนี้จริง ๆ”
“โอกาสมาถึงขนาดนี้แล้ว มั่นใจมาก ๆ ครับ”
เขาคงต้องขอบคุณหนูตัวนั้นจริง ๆ
ขณะที่ในบ้านนั้น เจนก็ได้แอบกระซิบกับฤดี
“คนสวนคนใหม่หล่อล่ำมาก น่ากินสุด ๆ พี่ว่าป่ะ”
“แหม เจอผู้ชายหล่อ ๆ ไม่ได้เลยนะยะ แล้วนี่ยังไงเราก็ต้องจับตาดูคนสวนคนใหม่นี้ให้ดี อย่าให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมได้อีก”
“ค่ะ หนูยินดีที่จะทั้งจับทั้งดูให้ดีเลยค่ะ”เด็กสาวพูดพลางทำไม้ทำมือประกอบคำพูดด้วยท่าทีจริงจัง
“นี่ ๆ เข้าใจความหมายที่พี่พูดใช่ไหมน่ะ”
“ฉันก็พูดเล่น เข้าใจน่า พี่ นี่ เมื่อก่อนนะหนูก็เคยคิดว่าคุณหนูน่ะ โชคดี๊โชคดีที่เกิดมาสวยแต่ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองต่างหากที่โชคดี”
“ที่ไม่สวยเหมือนคุณหนู”
“ที่สวยแบบนี้แต่ไม่มีใครเอาต่างหากล่ะพี่”
“โอ๊ย ยัยบ้า” ฤดีอดหมั่นไส้ปนขำออกมาไม่ได้
ส่วนรินนรีนั้นก็แอบมองชายหนุ่มไปจนถึงขึ้นรถพลันก็แอบแปลกใจถึงอาการวูบไหว ใจสั่นแปลก ๆ เมื่อได้เห็นและพูดคุยกันแบบชัด ๆ
‘นี่เราเป็อะไรไปนี่ อาการแปลก ๆ นี้’
แต่เมื่อยิ่งพยายามลืม ใบหน้าคมคายกรามเป็สันนูน ผิวดูขาวต่างจากชาวไร่ชาวสวน ตัวสูงใหญ่มีหนวดเคราประปรายดูเซ็กซี่ แถมแผงอกก็ใหญ่น่าซบนั้นก็ยิ่งวนไปวนมาแถมยังรู้สึกคุ้นเคยแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูกอีกต่างหาก
“เฮ้อ ก็แค่หล่อล่ำตามสไตล์พวกคนออกแรงบ่อย ๆ เท่านั้นเอง”มือบางเอามือทั้งสองข้างแปะหัวไปมาเพื่อให้ลืม ก่อนจะชะงักเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ “แต่นี่ยังมาอยู่หลังบ้านอีกโอ๊ย ใจเย็น ๆ ยัยวิว อย่าไปฟังเจนกับพี่ฤดีมาก”
-----------------------------------------------------------------------------------------------
ที่ลานจอดรถของโรงแรม รถกระบะคันเก่า 4 ที่นั่งขนาดย่อมได้ปรากฏร่างลูกน้อง2 คนของเจษฎายืนรออยู่ที่รถ จนกระทั่งลูกน้องได้ยินเสียงแหลมเล็กที่ดังลั่นไปทั่วลานจอดรถก่อนที่คนหนึ่งจะเห็นเจษฎาลากถูลู่ถูกังปานรุ้งมาที่รถกระบะคันดังกล่าว
“นี่นายจะพาฉันไปไหน ปล่อยฉันนะ ไอ้บ้า”
แต่ชายหนุ่มที่อุ้มร่างเธอเดินตัวปลิวมากลับไม่สนใจจนกระทั่งมาถึงรถจากนั้นจึงกล่าวสั่งด้วยเสียงค่อนข้างดัง
“ขึ้นรถ”
“ไม่ ว้าย”
และการกระทำนี้ก็เป็สิ่งที่เขาคิดไว้แล้วเช่นกันเขาจึงจัดการอุ้มเธอขึ้น ก่อนจะโยนเข้าไปข้างใน แล้วรีบปิดประตูในขณะที่ลูกน้องเหมือนรู้งาน รีบล็อครถทันที
“ออกรถ”
เสียงเครื่องดังกระหึ่ม ก่อนจะแล่นออกไป ตามด้วยเสียงกรีดร้องไม่พอใจของปานรุ้งที่ดังขึ้นตามมา
“นายไม่มีสิทธิ์ทำกับฉันแบบนี้ ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ” ปากก็ขยับ มือก็เช่นกันหญิงสาวทุบไปที่ไหล่เขาอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าคนตัวใหญ่กลับนั่งนิ่งไม่พูดอะไรราวกับไม่สะดุ้งะเืกับน้ำหนักมือที่ลงมานั้นเลย“ไอ้คนพาลสันดานหยาบ”
และเมื่อด่าจนเหนื่อย เธอจึงนั่งนิ่งไปตลอดทาง ใบหน้างามนั้นงอง้ำก่อนจะหันไปมองวิวนอกหน้าต่างแทน
“คิดอะไรอยู่” ในตอนนั้นเอง ใบหน้าของเขาก็ได้โน้มลงมาข้างหูเธอ “คิดถึงจูบของฉันเมื่อวานอยู่ล่ะสิ” พร้อมกับบีบแก้มเธอเบา ๆ แต่ทว่าหญิงสาวสะบัดหน้าหนีพร้อมกับหันมามองด้วยแววตาแสนชัง
“หมาเลียปากยังฟินกว่านี้อีก”
จนในขณะที่เขาคว้าตัวเธอเข้ามาเพื่อกำลังจะจูบ หญิงสาวกลับหันหน้าหนีจนริมฝีปากหนาไปโดนแก้มนิ่มแทน
“แน่จริงลองด่าอีกสิ” ริมฝีปากหนานั้นยกยิ้มหยัน ในขณะที่หญิงสาวได้แต่กัดฟันกรอด นึกสาปแช่งในใจ
ในขณะที่รถขับไปเรื่อย ๆลูกน้องที่นั่งข้างคนขับก็ได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่างเข้า
“นายครับ”
แต่ผู้เป็นายกลับไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้มออกมานิดๆ เหมือนรู้กัน
“แล้วนายว่าไง”
เพราะก่อนหน้านี้ สายของเขารายงานมาว่าลูกน้องของเสี่ยนั่นยังคงตามปานรุ้งไม่เลิกเขาจึงได้วางแผนกับเรวัตร ยืมใช้ห้องทำงานเสียหน่อย
ส่วนปานรุ้งเมื่อได้ยินแบบนั้นก็มองทั้งสองอย่างงุนงง แต่ยังไม่ทันที่จะมีใครพูดอะไร ก็ได้มีรถเก๋งสีดำคันนึงขับมาปาดหน้าอย่างรวดเร็วจนต้องเบรกกะทันหันทำให้หัวของปานรุ้งเกือบจะกระแทกเบาะหน้าถ้าไม่ได้เจษฎาคว้าร่างเธอมาหาเขาก่อน
“นี่มันอะไรเนี่ย” หญิงสาวรู้สึกงุนงงไปหมดและยิ่งใมากขึ้นเมื่อเห็นชายฉกรรจ์สองคนลงมาจากรถพร้อมอาวุธครบมือ “แล้วพวกนักเลงนี่ใครกัน”
แต่ทว่าบทสนทนาต่อมายิ่งราวกับกีดกันเธอออกจากวงเสียแบบนั้น
“ดูแล้วไม่น่าต้องถึงมือนายหรอกครับ”
“ระวังตัวด้วยแล้วกันนะ” เมื่อคำกำชับเตือนจากผู้เป็นายจบลงลูกน้องคนดังกล่าวก็ลงจากรถไป พร้อมกับคนขับรถด้วยเช่นกัน
จากนั้นเขาก็ดูจะไม่ได้สนใจอะไรอีก นอกจากกินอาหารจากปิ่นโตตรงหน้าต่อไปอย่างเอร็ดอร่อย จนเมื่อปานรุ้งเห็นว่าไม่มีใครสนใจก็ชักโมโห
“นี่นาย” แต่เขากลับจุ๊ปากใส่เธอ
“เธอนี่ไม่มีมารยาทเลย ไม่เห็นหรือว่าคนกำลังกินข้าวอยู่”
“เออ กับนายน่ะไม่มีย่ะ แล้วว่าแต่นายพาฉันมาทำบ้าอะไรตรงนี้”
“สวีทมั้ง” ปากหนาพูดไปก็เคี้ยวข้าวไปด้วย โดยการกระทำดังกล่าวเป็ที่น่าขยะแขยงสำหรับเธอเป็อย่างยิ่งจนต้องเบ้หน้า
“สวีทบ้า สวีทบออะไร ปัญญาอ่อน”
ในตอนนั้นเอง เจษฎาก็ได้วางชามปิ่นโตตรงหน้าลง ก่อนจะหันมาจ้องเธอพร้อมกับหรี่ตามอง เสียงเยียบเย็นดังขึ้นชวนให้เธอใไม่น้อย
“เธอนี่มันไม่เคยเข็ดเลยนะ รุ้ง”
กว่าจะรู้ว่าตัวเองเผลอทำอะไรผิดไปก็สายไปเสียแล้ว เมื่อจู่ ๆร่างสูงใหญ่ก็จับร่างเธออุ้มขึ้นตักของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มลงจูบร่างเล็กนั้นอย่างรวดเร็วจนเธอที่กำลังใตั้งตัวไม่ติด
ส่วนข้างนอกลูกน้องของเขากับชายฉกรรจ์อีกกลุ่มนึงกำลังสู้กันอย่างโรมรันพันตู
ปานรุ้งพยายามหลบจุมพิตที่เขาคอยป้อนแต่ทว่ากลับไม่ทันความช่ำชองที่คนตรงหน้าปรนเปรอซ้ำยังถูกมอบความเร่าร้อนมากขึ้นจนมือทั้งสองข้างที่กำลังทุบและดันอกหนานั้นต้องอ่อนแรงลงในที่สุด และกว่าเขาจะผละจากริมฝีปากนุ่ม ก็เล่นเอาเธอต้องเกาะแขนเขาแน่นหอบหายใจแทบไม่ทัน
“มันจะมากไปแล้วนะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เจษฎาก็ยิ้มแสยะ ยักคิ้วหลิ่วตาพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงยียวน
“เอาสิ ไปฟ้องครูเลย เหมือนเมื่อก่อนไง”
“พอเห็นคนอื่นอ่อนแอกว่าก็ข่มเอา ๆ นายมันไม่เป็ลูกผู้ชายเอาเสียเลย”
“ฉันชายทั้งแท่ง”พูดพลางมือหนาก็ลูบคางมนนั้นเบา ๆ พร้อมกับยื่นสีหน้าไปใกล้ “เอาตรงไหนมาบอกว่าไม่ใช่หรือว่าที่ฉันทำมันยังไม่ชัดเจนดีพอ หรืออยากจะให้ฉันทำมากกว่านี้ดีล่ะ”
ยิ่งโดนคนตรงหน้ากวนประสาท ซ้ำยังดูถูกมาแบบนั้นใบหน้างามก็เปลี่ยนเป็สีแดงจัดด้วยความโกรธขึ้ง ก่อนจะลุแก่โทสะ ตวาดแหว
“ไอ้เลว”
ใบหน้าคมกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มพรายดวงตาวาววับ
“ได้ เธอพูดเองนะว่าฉันเลว งั้นเรามาเล่นอะไรสนุกๆ กันดีกว่า ลองทายสิระหว่างที่พวกนั้นไปจัดการธุระกับฉันจูบเธอ ใครจะเสร็จก่อนกันเธอจะได้รู้ว่าฉันน่ะเป็ ‘ลูกผู้ชาย’ พอหรือเปล่า”
ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไรเขาก็ก้มลงแนบปากอิ่มเธอจนสนิทอีกครั้ง
--------------------------------------------------
“นี่พี่ทำอะไรอยู่ครับเนี่ย แล้วนี่ผมจะโทรไปรายงานพ่อกับแม่ว่ายังไงล่ะทีนี้” พลระพีก็รัวใส่ในสายอย่างต่อเนื่อง“โอย ถ้ารู้ว่าเื่จะยุ่งและนานแค่ไหนไม่รู้แบบนี้ ผมน่าจะห้ามพี่ไว้”
“เอาน่า ต่อจากนี้ก็แค่เล่นละครตามที่ฉันกำหนดไว้ให้แค่นั้นเองก็บอกพ่อกับแม่ไปว่าฉันจะขอพักที่นี่สักพัก เดี๋ยวจะกลับไปทำงานต่อ เมื่อไหร่เมื่อนั้น”
จากนั้น ผู้เป็พี่ชายก็วางสาย ปล่อยให้เขายืนงงอยู่ในห้องทำงานไม่รู้ว่าจะเอายังไงดี
ในขณะที่เรวัตรหันมายิ้มกับอาชูอย่างอารมณ์ดีที่บ้านพักของเขา ณรีสอร์ทริมหาดหลังหนึ่งรีสอร์ทหลังนี้เป็อีกกิจการของเขาเองที่อยากจะมีรีสอร์ทริมหาดเล็ก ๆ เป็ของตัวเองโดยปัจจุบันได้รับการดูแลโดยหุ้นส่วนอย่างลูกพี่ลูกน้องของเขาที่สนิทกัน
จนเมื่ออาชูเดินถืออวนออกมา เขาที่กำลังซึมซับบรรยากาศริมทะเลเพลิน ๆก็ได้สังเกตเห็นเข้า
“จะไปไหนครับ”
“จะไปเย็บอวนเสียหน่อยครับ มันขาดมาหลายวันแล้วไม่มีเวลาเย็บเสียที”
“เดี๋ยวผมช่วยครับ” เขาอาสา
ในขณะที่เย็บอวนอยู่นั้นเอง อติพจน์ที่กินน้ำมะพร้าวจากลูกก็ได้เอ่ยถามขึ้น
“ทำไมถึงคิดทำอะไรแปลก ๆ แบบนี้กันครับ คุณเรย์ อันที่จริงฐานะของคุณก็ดีกว่า ถ้าคุณเรย์ชอบลูกสาวคุณนายสร้อยจริง ๆ ทำไมไม่เข้าหาตรง ๆ ไปเลยล่ะครับทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย”
เรวัตรที่กำลังดูชายสูงวัยเย็บอวนอยู่นั้นก็เผยยิ้มออกมานิดๆ
“ฉันอยากลองใจน่ะ เข้าหาตรง ๆ ถ้าเธอรู้ว่าฉันรวยเธอก็อาจจะปกปิดนิสัยจริง ๆ ของเธอไว้ก็ได้ แต่ถ้าฉันปลอมตัวเป็คนยากไร้เข้าไปถึงตอนนั้นล่ะ นิสัยจริง ๆ ของเธอก็จะปรากฏ นายเคยได้ยินไหมว่าคนเรามันดูกันได้ในยามยากแบบนี้ก็เหมือนกันแหละ”
“อ้อ ลืมไปอีกอย่าง พ่อครับ นี่คุณวิวยังเรียนอยู่ไม่ใช่หรือถ้าแบบนั้นคุณเรย์อาจโดนข้อหาพรากผู้เยาว์ได้เลยนะครับ”เลขาฯหนุ่มหันไปถามผู้เป็พ่อ
“ไม่หรอก” เรวัตรว่าด้วยน้ำเสียงกลั้วขำ “เธอเรียนใกล้จบแล้วเดี๋ยวพอถึงตอนนั้น ฉันก็คงได้รู้ว่าตัวตนของเธอเป็ยังไง”
“พอถึงตอนนั้น ก็ระวังนะครับ”
“ระวังอะไรหรือครับ อาชู”
“ก็ถ้าเธอรู้ความจริงปรากฏว่าคนที่เธอรักคือเรวัตร คนสวนของบ้าน ไม่ใช่คุณเรวัตรลูกชายเ้าของโรงแรมธาราอันตราขึ้นมา จะยุ่งเอานะครับ ขอเตือน”
“แค่เวลาไม่นานหรอกครับและอีกอย่างยังไม่มีอะไรรับประกันเลยนะครับ อาชู ว่าเธอจะนึกมารักมาชอบผม” เขาว่าพลางนึกท่าทางที่ดูไว้ตัวของเธอ
“ก็ถ้าเป็อย่างงั้นก็ดีไปนะ คุณเรย์ แต่อย่าประมาทความรู้สึกของผู้หญิงนะครับขอเตือน” อติพจน์เตือนด้วยความเป็ห่วง จนเมื่อเห็นแบบนั้น เรวัตรก็หัวเราะร่วนแต่ในใจก็ครุ่นคิดว่าถ้าถึงเวลา ยังไงเขาก็จะบอกเองล่ะแต่ตอนนี้ขอศึกษานิสัยเธอไปก่อน
จนเมื่อเรวัตรกลับถึงห้องพักของเขาที่รีสอร์ทนอกเมืองเขาก็ได้คว้าเอาผ้าเช็ดหน้าผืนชมพูที่ใส่ตรงกระเป๋าเสื้อขึ้นมา
‘คิดไม่ผิดจริงๆที่พกมาด้วย’
----------------------------------------------------------------------------------------