สิบวันต่อมา
ลานด้านหน้าสำนักศึกษาชิงเหวิน ลมอ่อนพัดผ่าน เสียงใบไม้เสียดสีกันแ่เบา หลันอี้เฟิงยืนอยู่ข้างบิดามารดา ใบหน้ายิ้มกว้างจนแทบปิดไม่มิด แววตาเปล่งประกายไปด้วยความตื่นเต้น
มารดาของอี้เฟิงยื่นมือขึ้นลูบศีรษะบุตรชายอย่างเอ็นดู
“อี้เฟิง เ้าไปเมืองหลวงก็ต้องทำตัวดี ๆ ตั้งใจสอบให้ได้เป็ขุนนาง เข้าใจหรือไม่”
“ท่านแม่ท่านพูดเป็ครั้งที่ร้อยแล้ว” หลันอี้เฟิงหัวเราะเบา ๆ
นางยื่นห่อผ้าเล็ก ๆ ให้ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นี่คือเงินที่แม่เตรียมไว้ให้”
อี้เฟิงรับมาอย่างว่าง่าย ก่อนจะแอบแง้มดูภายในเล็กน้อย
“หากไม่พอ ข้าจะให้คนเอาไปให้เ้าเพิ่ม” มารดารีบกล่าว แม้เงินในห่อนั้นจะมากมายเกินความจำเป็ไปมากนักแต่อี้เฟิงก็คือบุตรชายเพียงคนเดียวของนาง
บิดาของเขามองไปที่บุตรชายก่อนจะพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ จากนั้นก็หันไปมองเทียนหลงเฉินซึ่งยืนเงียบอยู่ด้านข้าง
“หลงเฉิน ลุงฝากอี้เฟิงด้วยนะ”
บิดาของอี้เฟิงกล่าวเสียงอ่อนโยน “เด็กคนนี้หัวร้อน ไม่ค่อยคิดก่อนทำ เ้าเป็คนสุขุมกว่าเขามาก อย่าให้เขาก่อเื่ล่ะ”
หลงเฉินประสานมือคารวะ
“ท่านลุงวางใจเถิด ข้าจะดูแลอี้เฟิงให้ดี”
อาจารย์เซียวก้าวเข้ามาใกล้ สีหน้าสงบนิ่งดังเช่นเคย ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับมิได้เ็า หากแฝงความห่วงใย
“หลงเฉิน” เสียงเรียบแต่หนักแน่นเอ่ยขึ้นอย่างสุขุม
“เ้ามิใช่เด็กที่ต้องให้ข้าห่วงใยมากนัก เ้าเฉลียวฉลาด รอบคอบ ย่อมรู้ว่าควรจัดการปัญหาเช่นไร”
อาจารย์เซียวยื่นห่อผ้าเล็ก ๆ ให้ก่อนจะวางลงที่มือเล็กของเด็กชาย
“ส่วนนี้เป็เงินเล็กน้อยจากข้า เก็บไว้ เ้าจะต้องใช้มันที่เมืองหลวง”
หลงเฉินกำมือแน่น ดันห่อผ้ากลับไปหาอาจารย์
“อาจารย์ ข้ารับไว้ไม่ได้”
อาจารย์เซียวส่ายหน้าเบา ๆ พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน
“เ้าอายุเท่านี้ พ่อแม่ก็ไม่มี ข้าก็เปรียบเสมือนพ่อแม่ของเ้าแล้ว เหตุใดเ้าต้องเกรงใจ?”
ถ้อยคำนั้นราวกับสายลมอุ่นที่พัดผ่านหัวใจ จิตใจที่เคยแกร่งดั่งเหล็กของเด็กชายสั่นเครือ
หลงเฉินไม่พูดอะไรอีก เขาคุกเข่าลงทันที ก้มศีรษะลงกับพื้นอย่างเต็มใจ ก่อนจะโขกหัวคำนับลงพื้น อาจารย์เซียวคือผู้ที่มีบุญคุณที่มากยิ่งกว่าบิดาผู้ให้กำเนิดเสียอีก
“อาจารย์…ข้าจะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง”
อาจารย์เซียวเหรินอันมองศิษย์ทั้งสองก่อนกล่าวขึ้นเบาๆ “พวกเ้าออกเดินทางได้แล้ว”
“ศิษย์ขอลา” หลงเฉินและอี้เฟิงกล่าว ก่อนจะประสานกำมือคารวะอย่างนอบน้อม
อาจารย์เซียวพยักหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มจาง ๆ ยังประดับอยู่บนใบหน้า
อี้เฟิงะโขึ้นรถม้าสีเข้มที่จอดรออยู่อย่างสงบนิ่งอย่างตื่นเต้น ส่วนหลงเฉินหันกลับมองสำนักศึกษาชิงเหวินเป็ครั้งสุดท้ายไม่นาน รถม้าก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากเมืองอวี้หาน มุ่งหน้าไปยังเมืองต้าโจวอันกว้างใหญ่
หนึ่งเดือนผ่านไป
ในที่สุดรถม้าค่อยๆ เคลื่อนผ่านประตูเมืองต้าโจว เสียงแว่วของสารถีรถม้าก็ดังขึ้น
“พวกเรามาถึงต้าโจวแล้ว”
คำกล่าวนั้นทำให้อี้เฟิงที่หลับอยู่แทบดีดตัวออกจากที่นั่ง เขาโผล่หน้าออกไปนอกรถด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเบิกกว้างราวกับเด็กที่เพิ่งเห็นโลกใบใหม่
“หลงเฉิน หลงเฉิน พวกเรามาถึงต้าโจวแล้ว เ้าเปลี่ยนเสื้อเร็ว! ข้าเตรียมมาให้เ้าพวกเราต้องใส่เสื้อใหม่อย่าให้พวกคนเมืองหลวงดูถูกเราได้!”
ยังไม่ทันที่หลงเฉินจะได้ปฏิเสธ อี้เฟิงก็จัดแจงยัดชุดใหม่ราคาแพงลงบนตักของเขาเสียก่อน สีหน้าเคร่งจริงจังเกินกว่าจะทำให้เขาปฏิเสธได้อีก เด็กหนุ่มผู้สุขุมจึงทำได้เพียงถอนหายใจอย่างจนใจ เปลี่ยนชุดใหม่โดยที่ไม่อาจต่อต้านความดื้อรั้นของสหายได้
รถม้าแล่นไปอีกไม่นานก็หยุดลงตรงหน้าประตูใหญ่ของสำนักศึกษาไท่เหอ เมื่อก้าวลงมาจากรถม้า ภาพตรงหน้าทำให้อี้เฟิงแทบหยุดหายใจ กำแพงหินสูงตระหง่าน เสาแกะลายัขนาดใหญ่ตั้งเรียงราย สวนพฤกษาที่จัดอย่างงดงาม บ่อน้ำใสที่สะท้อนตัวตำหนักอย่างงดงาม ทุกอย่างล้วนโอ่อ่าจนเกินกว่าจะเปรียบกับสำนักศึกษาชิงเหวินที่พวกเขาจากมา
อี้เฟิงยืนอ้าปากค้างอยู่ข้างรถม้า ดวงตาทั้งสองเป็ประกายราวกับเห็น์บนดิน
“เหมือน…เหมือนสำนักเซียนเลยหลงเฉิน ข้าเกิดมาก็ไม่เคยเห็นสิ่งใดใหญ่โตเช่นนี้เลย!”
หลงเฉินสะพายสัมภาระขึ้นบนบ่า ก่อนกวาดสายตามองไปรอบด้านอย่างเงียบงัน ใบหน้าเรียบนิ่งไม่ปรากฏอารมณ์ใดเป็พิเศษ
หากเทียบกับความโอ่อ่าเกรียงไกรของแดนเทพแล้ว สถานที่แห่งนี้ย่อมมิอาจเรียกได้ว่างดงามหรือยิ่งใหญ่
ทว่าหากมองด้วยสายตาของผู้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ เบื้องหน้าของเขาคือทิวทัศน์ก็อาจจะเป็สถานที่ที่ทุกคนต่างใฝ่ฝันก็เป็ได้
บนขั้นบันไดที่ทอดยาวขึ้นไปสู่ประตูหลัก มีเหล่าศิษย์ใหม่จากตระกูลผู้ดีในเมืองหลวงยืนจับกลุ่มกันอยู่ เสื้อผ้าของพวกเขาเป็ผ้าเนื้อดี ปักลวดลายละเอียด พัดในมือแต่ละคนราคาแพงพอจะซื้อของในตลาดที่เมืองอวี้หานได้หลายเดือน
ทันทีที่สายตากลุ่มนั้นเห็นหลงเฉินกับอี้เฟิง บรรยากาศรอบ ๆ ก็เปลี่ยนไปในพริบตา สายตามากมายจับจ้องเข้ามา ไม่ใช่ด้วยความสนใจ แต่เต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นโดยรอบ
“ดูสองคนนั้นสิ แต่งกายเหมือนพวกหลังเขา”
คำพูดดูิ่ไหลทะลักเข้าหูทั้งสองไม่หยุด ก่อนที่อี้เฟิงจะได้พูดอะไร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจาก้าขั้นบันได เป็เสียงของเด็กชายผู้แต่งกายหรูหรา และถือพัดงาช้างแกะลายโบกไปมาอย่างอวดดี รอบตัวเขามีเด็กชายสามสี่คนยืนล้อมราวกับเป็ผู้ติดตาม ให้เห็นชัดว่าเขาเป็บุตรหลานตระกูลใหญ่ในต้าโจว
เขาหันมองทั้งสองด้วยแววตาเ็า ริมฝีปากยกยิ้มเหยียดอย่างตั้งใจให้ดูต่ำต้อย
“พวกหลังเขามาจากที่ใดกัน…บังอาจมาเดินขึ้นบันไดเดียวกับข้ากัน?”
อี้เฟิงแทบลืมลมหายใจ เขาชี้หน้าเด็กชายผู้นั้นทันที สีหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
“เ้า!”
เด็กชายคนนั้นปรายตาเฉื่อยชาใส่ราวไม่เห็นความสำคัญ
“ข้าทำไม?” เด็กชายผู้นั้นเอ่ยเสียงเรียบ แต่เต็มไปด้วยความเยาะหยัน ก่อนจะโบกพัดเบา ๆ แล้วพูดอย่างชัดเจนให้ทุกคนได้ยิน
“ดูแค่ชุดก็รู้…พวกเ้ามาจากหลังเขาที่ไหนสักแห่ง ไม่ต้องให้ข้าบอกก็รู้ฐานะแล้ว”
ประโยคสุดท้ายไม่แม้แต่จะรอให้ทั้งสองตอบ เขาเพียงสะบัดพัดในมือเบา ๆ หมุนตัวอย่างสง่างามเกินวัย แล้วเดินขึ้นบันไดต่อราวกับพวกเขาไม่มีตัวตน บริวารรอบตัวเขาหัวเราะเยาะ ก่อนจะเดินตามขึ้นไปอย่างภาคภูมิในฐานะผู้สูงกว่า
อี้เฟิงกัดฟันแน่น มือเล็กกำจนสั่น
“ข้าจะ!”
แต่ทันก่อนเขาจะพุ่งเข้าใส่อีกฝ่าย หลงเฉินแตะไหล่เขาเบา ๆ เสียงของเขานิ่ง สงบ และมั่นคงเหมือนเดิม
“อย่า…ก่อเื่”
“พวกเรายังไม่ได้รายงานตัวด้วยซ้ำ” หลงเฉินกล่าวเหมือนเตือนสติ
อี้เฟิงหันมามองสหายอย่างไม่ยอมแพ้
“แต่พวกมันดูถูกเรา!” อี้เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
แต่ทว่าสีหน้าราบเรียบของหลงเฉิน ไม่มีความโกรธ ไม่มีความสั่นไหว มีเพียงประกายลึก ๆ ที่เหมือนกำลังมองปัญหาอย่างคนที่อยู่เหนือสิ่งนั้น
หลงเฉินรู้ดีว่าคนแบบนี้มีอยู่ทั่วไป และการตอบโต้กับคนพวกนี้…มีแต่จะสร้างปัญหาไม่รู้จบ เขายกสายตาขึ้นมองประตูใหญ่ของสำนักไท่เหอ แผ่นไม้สลักลวดลายเก่าแก่ตั้งตระหง่านราวพยานแห่งกาลเวลา แววตาของเขาเย็นลงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ
“ไปรายงานตัวกันเถิด”
อี้เฟิงมองสหายครู่หนึ่ง แม้ในใจจะยังรู้สึกขัดอยู่บ้าง แต่ก็รู้ดีว่าคำพูดของหลงเฉินนั้นมิใช่สิ่งที่ควรโต้แย้ง เขาจึงได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ
“ก็ได้...ข้ารู้แล้ว”
ทั้งสองสบตากันเพียงครู่ ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นบันไดหินทอดยาวทีละขั้น เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังแ่เบาในความเงียบสงบ