เมื่อ เซินหลางเหอ ทรุดตัวสลบลงในอ้อมแขนของ อวี๋เยว่ฉี ร่างที่ยังเปรอะเปื้อนฝุ่นหินและหยาดเหงื่อกลับดูสงบประหนึ่งเด็กน้อยผู้เหนื่อยล้าจากการวิ่งเล่น
บัณฑิตหนุ่มในชุดขาวก็ก้าวมาหยุดยืนเคียงใกล้ เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวล
“คุณหนู... ผู้าุโได้ฝากข้อความมาบอกว่า คืนนี้ให้เขาได้พักผ่อนให้เต็มอิ่ม ภารกิจต่อไป....จะเริ่มในยามรุ่งอรุณวันรุ่งขึ้น”
อวี๋เยว่ฉีชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ก่อนที่รอยยิ้มบางจะผุดขึ้นบนใบหน้า “ตาเฒ่าผู้นี้...ถึงจะดูเ็าราวกับน้ำเเข็งพันปี แต่ในใจยังมีความเมตตาอยู่บ้าง”
แม้คำพูดจะแฝงความขบขัน แต่แววตาของนางกลับเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนยิ่งนัก นางโน้มกายลง โอบร่างของเซินหลางเหอแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย ราวกับปรารถนาจะปกป้องเขาให้พ้นจากทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้
ในตอนนั้นเอง ชายชราแซ่ไป่ ก็ก้าวเข้ามาช้า ๆ “ปล่อยให้บ่าวนำเขาไปพักเถิดขอรับ” ก่อนจะยื่นแขนทั้งสองไปรับร่างของเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม ไม่ต่างจากบิดาอุ้มบุตรอันเป็ที่รัก
“ข้าน้อยขอตัวก่อน” บัณฑิตหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางประสานมือคารวะด้วยท่วงท่านอบน้อม แล้วหันกายเดินจากไปสู่ม่านรัตติกาลอันเงียบสงัด แสงสีส้มอบอุ่นจากโคมไม้ไผ่ที่แขวนเรียงรายตามแนวเรือนไม้ริมทาง สาดส่องเส้นทางเบื้องหน้าเขา กระทั่งร่างนั้นค่อยๆ จางลง หลอมรวมเข้ากับเงาไม้และความมืดมิดแห่งยามราตรี
อวี๋เยว่ฉีจ้องมองตามร่างนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแ่เบา แล้วหันกลับมามองเด็กชายในอ้อมแขนของลุงไป่ เเววตานางอ่อนโยนอย่างที่สุด “ฝันดีนะ หลางเหอ...เ้าทำได้ดีมากแล้ว”
บรรยากาศยามค่ำคืนนี้เงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดร้องระงมขับกล่อมราตรี และสายลมเย็นเยียบที่พัดเอื่อย พาไอหนาวมาััผิวกาย ดวงจันทร์ดั่งไข่มุกเม็ดงามลอยเด่นอยู่กลางนภา สาดแสงนวลนุ่มลงมาอาบไล้หุบเขา ราวกับโอบล้อมผืนดินให้กลายเป็ดินแดนแห่งความฝันอันลี้ลับ
...
เมื่อรุ่งอรุณได้มาถึง
กาลเวลาผันผ่านดุจสายลม ดวงตะวันฉายแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ สาดความอบอุ่นลงสู่หุบเขา ปลุกทุกสรรพชีวิตให้ตื่นรับวันใหม่ด้วยพลังแห่งแสงสว่าง
และเเล้วเเสงอรุณอันอบอุ่นก็ลอดผ่านบานหน้าต่างกระดาษของเรือนไม้ สาดลงมาด้วยััแ่เบา กระทบแก้มซีดของเซินหลางเหอที่ยังหลับใหลบนฟูกฟางหอมสะอาด
เปลือกตาน้อยๆ ของเซินหลางเหอกระพริบช้าๆ ราวกลีบดอกไม้ที่คลายตัวในยามเช้า ดวงตาคู่เล็กค่อยๆ ลืมขึ้นเผยแววตาใสซื่อต้อนรับแสงแรกของวัน และในวินาทีถัดมา เมื่อสติกลับมาอย่างฉับพลัน ดวงตานั้นก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก!
“ข้า...ข้าสลบไปหรือ!?”
เขารีบลุกพรวดขึ้นมาจากเตียงทันที ร่างกายที่ยังคงเ็ปจากการปีนเขาเมื่อวานนี้ถูกละเลยสิ้น เขารีบวิ่งตรงไปยังประตูเรือนพักด้วยใจที่เต็มไปด้วยความร้อนรน
ทันทีที่เปิดประตูออก เขาก็พบภาพที่ทำให้เขาชะงักฝีเท้า
อวี๋เยว่ฉี ยืนอยู่ไม่ห่าง มือเรียวของนางยกถาดไม้อย่างมั่นคง บนถาดมีชามโจ๊กหอมกรุ่น ข้างๆ คือถั่วเหลืองนึ่งที่ยังคงมีไอร้อนลอยขึ้น และผักดองสีสันสดใส รสชาติเปรี้ยวหวาน ถูกจัดเรียงไว้อย่างงดงาม
“พี่หญิง...” เสียงของเขาแ่ลง เจือด้วยความใและความสับสน
อวี๋เยว่ฉีปรายตามามอง แล้วคลี่ยิ้มอย่างละมุน “เ้าตื่นแล้วหรือ?”
นางเหลือบตาลงมองสำรับในมือ ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่มว่า “มานี่สิ ข้านำอาหารเช้ามาให้เ้าด้วยตัวเอง โจ๊กถ้วยนี้ต้มกระดูกจนหอมละมุน ถั่วเหลืองนุ่มลิ้นละลายในปาก ส่วนผักดองนี้... เ้าชอบไม่ใช่หรือ?”
เซินหลางเหอกลับมีสีหน้าทุกข์ใจ เขาเบือนหน้าหนีเล็กน้อย สูดลมหายใจลึกก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำ
“พี่หญิง...ข้า...ข้าสลบไปเมื่อคืนใช่หรือไม่? แล้ว... แล้วบททดสอบที่สองล่ะ? ข้าทำไม่ทัน ข้าถูกตัดสิทธิ์ไปแล้วหรือขอรับ?”
คำถามที่พรั่งพรูออกมานั้นเต็มไปด้วยความวิตก เด็กชายผู้นี้แม้ยังเยาว์วัย แต่กลับตั้งใจและถือมั่นในหน้าที่ของตนราวกับนักรบที่เพิ่งล้มลงกลางศึกา
อวี๋เยว่ฉีหัวเราะเบาๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ นางยกมือขึ้นลูบศีรษะเขาเบาๆ นิ้วเรียวยาวแตะลงบนเส้นผมอันกระเซิงด้วยความอ่อนโยน “เ้ามิจำเป็ต้องห่วงไปขนาดนั้นหรอก เมื่อคืน... ผู้าุโข่งฝากข้อความมาบอกว่า ให้เ้าพักผ่อนเสียก่อน บททดสอบถัดไปจะเริ่มในวันนี้แทน”
ดวงตาของเซินหลางเหอเบิกกว้างอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เต็มไปด้วยประกายแห่งความดีใจ “จริงหรือขอรับ!?”
อวี๋เยว่ฉียิ้มตอบ “จริงสิ รีบมาทานข้าวกันก่อนเถิด” พร้อมเดินนำเข้าเรือนไปโดยไม่พูดสิ่งใดอีก
เซินหลางเหอเพียงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง...ก่อนจะสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วรีบก้าวตามนางไปทันที
แม้กล้ามเนื้อจะยังคงตึงเครียดจากการปีนเขาอย่างหนักเมื่อคืน แต่ในใจของเขาตอนนี้นั้น...สว่างไสวยิ่งกว่ายามใด ดุจต้นกล้าที่ได้รับน้ำค้างยามรุ่งอรุณ...พร้อมจะแตกยอดใหม่อีกครั้ง!
...
ภายในเรือนไม้หลังเล็กกลางหุบเขา ท่ามกลางไออุ่นของแสงอรุณที่ส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้เก่า เสียงช้อนกระทบถ้วยดังกังวานแ่เบาเป็จังหวะ เซินหลางเหอ เด็กน้อยในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบกำลังกินอาหารเช้าอย่างเอร็ดอร่อย ร่างเล็กซดโจ๊กร้อนๆ ด้วยความหิวโหยจนใบหน้าจิ้มลิ้มเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบข้าวและหยดน้ำซุปคล้ายลูกแมวน้อยที่มัวแต่กินจนลืมสำรวมตน
อวี๋เยว่ฉี นั่งอยู่ตรงข้าม มองภาพนั้นด้วยสายตาอ่อนโยน ดวงตาของนางเปล่งประกายอบอุ่นดั่งสายลมฤดูใบไม้ผลิ ไม่มีคำตำหนิ ไม่มีคำต่อว่า มีเพียงความเอ็นดูที่เปี่ยมล้น
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป เซินหลางเหอก็นั่งเอนหลังบนเบาะผ้านุ่ม ลูบท้องกลมป่องของตนพลางเรอออกมาอย่างไม่ประสีประสา
“อิ่มแล้วหรือไม่เ้าตัวน้อย?” อวี๋เยว่ฉีเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“อิ่มแล้วขอรับพี่หญิง!” เด็กน้อยตอบเสียงใส ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันสดใส
“ดีแล้ว เ้าจะได้มีแรงสำหรับบททดสอบวันนี้” อวี๋เยว่ฉีกล่าวเบาๆ ขณะรินชาให้เซินหลางเหอ “เมื่อคืนเ้าพักผ่อนเป็อย่างไรบ้าง เ็ปตรงไหนหรือไม่?”
เซินหลางเหอส่ายหน้าแรงๆ จนเส้นผมยุ่งเหยิงไปหมด “ไม่มีขอรับ รู้สึกเหมือนได้นอนบนปุยนุ่น สบายมากขอรับ” เด็กน้อยยืดเเขนเหยียดขา “ตอนนี้แข็งแรงกว่าเมื่อวานอีก!”
ขณะที่ทั้งสองสนทนากันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเเผ่วเบา ก็ดังขึ้นหน้าประตูเรือนไม้ พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มที่เปล่งออกมาอย่างนอบน้อม
“หนุ่มน้อย! ตื่นหรือยัง?”
อวี๋เยว่ฉีชะงักไปเล็กน้อย พลางลุกขึ้นอย่างสง่างาม แล้วเปิดประตูเรือนไม้ด้วยท่าทีสุขุม
เบื้องหน้าคือชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีขาวสะอาด ใบหน้าเฉียบคมราวภาพวาดพู่กันจีน แววตาสงบนิ่ง เขาประสานมือคารวะเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาว “คุณหนู…หนุ่มน้อยตื่นหรือยังขอรับ?”
อวี๋เยว่ฉีพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตานิ่งสงบ แต่ลึกในนั้นแฝงความไม่พอใจเล็กน้อย ที่โดนรบกวนยามเช้าเช่นนี้
พลันร่างเล็กของเซินหลางเหอก็เดินตามออกมาด้วยรอยยิ้มอันสดใส เสื้อผ้าสีเทายังคงมีร่องรอยเปื้อนดินจากเมื่อวาน แต่เ้าตัวกลับไม่ทุกข์ร้อน ตรงกันข้ามกลับดูมุ่งมั่นเสียยิ่งกว่าเดิม
บัณฑิตหนุ่มเห็นหนุ่มน้อยผู้นี้ เขายิ้มกว้างขึ้นทันที “หนุ่มน้อย! เ้าพร้อมรับบททดสอบต่อไปหรือไม่?” เขาแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาเป็ประกายท้าทาย
เซินหลางเหอมีสีหน้าอึ้งเล็กน้อยกับคำถามกะทันหัน ก่อนจะหันหน้ามองพี่หญิงที่ยืนอยู่ข้างกาย นางก็มองเขากลับ พร้อมพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มบางเบา เป็สัญญาณว่า ‘ไปเถิด อย่าให้คนเบื้องล่างต้องรอนาน’
เซินหลางเหอพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น เขามองไปยังบัณฑิตหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านล่างชานระเบียงเรือนไม้ สายตาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น “พร้อมแล้วขอรับ!”
บัณฑิตหนุ่มยิ้มออกมา “ดี! ดีมาก! เช่นนั้นพวกเราไปกันเถิด!”
“เราจะไปไหนกันหรือขอรับ?” เซินหลางเหอกล่าวถามด้วยความสงสัย
"เราจะไปสวนสมุนไพรกัน" บัณฑิตหนุ่มตอบ พลางผายมือไปยัง ทิศตะวันตกของหุบเขา “บททดสอบที่สามจะเริ่มขึ้นั้แ่วันนี้ และบททดสอบที่สองจะเริ่มเมื่อยามค่ำมาเยือน ไปกันเถิดหนุ่มน้อย”
เซินหลางเหอ รีบวิ่งลงจากชานระเบียงผ่านบันไดไม้มาบนพื้นดินอย่างรวดเร็ว เขายังคงกระฉับกระเฉงราวกับไม่เคยผ่านความเหนื่อยล้าหนักหนาสาหัสมาก่อน เขายืนหันไปมองหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตน ที่ยังคงยืนอยู่บนเรือนเล็กน้อย ใบหน้านั้นยังคงงดงามภายใต้แสงยามเช้า
เส้นทางสู่ทิศตะวันตกของหุบเขาแห่งนี้ ทิวทัศน์ยามเช้ากำลังงดงาม ดอกไม้ป่าหลากหลายสีสันเริ่มบานสะพรั่งรับแสงอาทิตย์ สายลมพัดเอื่อยพากลิ่นหอมของดินและไอน้ำค้างผสมผสานกับกลิ่นดอกไม้ป่า ทำให้บรรยากาศสดชื่นและบริสุทธิ์
เส้นทางเดินที่บัณฑิตหนุ่มชี้ไปเป็ทางดินเล็กๆ ที่ทอดตัวคดเคี้ยวเข้าไปในผืนป่าที่ปกคลุมเชิงเขา แสดงให้เห็นถึงความลึกลับของหุบเขาแห่งนี้ที่ยังคงมีอีกหลายสิ่งรอการค้นพบ
บัณฑิตหนุ่ม ก้าวเดินนำหน้า เซินหลางเหอ ด้วยท่วงท่าสบายๆ ไม่เร่งรีบ แต่ละย่างก้าวดูมั่นคงและสง่างาม เขาลัดเลาะไปตามเส้นทางเดินเท้าที่ทอดตัวอยู่ท่ามกลางเหล่าเรือนไม้ขนาดเล็กใหญ่ที่ตั้งเรียงรายทางทิศใต้ของหุบเขา
บรรยากาศยามเช้าตรู่ของวันนี้ช่างสดชื่น อากาศเย็นสบายพัดโชยมาเป็ระยะ พาเอากลิ่นดินชื้นและพฤกษาพรรณในป่าลึกมาปะทะจมูก เซินหลางเหอสูดหายใจเข้าเต็มปอด รู้สึกถึงพลังงานที่เริ่มกลับคืนสู่ร่างกาย
ไม่นานนัก เส้นทางเดินเท้าก็เริ่มเล็กลง เปลี่ยนจากทางเดินกว้างขวางในหมู่เรือนไม้กลายเป็ เส้นทางดินแคบๆ ที่ทอดตัวคดเคี้ยวเข้าไปในผืนป่าเชิงเขา ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมจนแสงแดดส่องลงมาได้เพียงรำไร ก้อนกรวดและรากไม้โผล่พ้นดินขึ้นมาเป็ระยะ
เซินหลางเหอต้องระมัดระวังการวางเท้าไม่ให้สะดุด หญ้าข้างทางถูกเหยียบย่ำจนราบเรียบแสดงถึงผู้คนที่สัญจรผ่านเป็ประจำ
เสียงรองเท้าของบัณฑิตหนุ่มเหยียบลงบนพื้นดินแห้งๆ ดัง ‘ซรวด... ซรวด...’ อย่างเป็จังหวะ ส่วนเซินหลางเหอนั้นยังคงเดินตามไปอย่างเงียบๆ ดวงตาเล็กๆ กวาดมองสำรวจไปทั่วสองข้างทางด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าอีกพักใหญ่ ก่อนที่เสียงน้ำตกจะเริ่มส่งเสียงแว่วมาเบาๆ และภาพของ หมู่บ้านเล็กๆ ใต้เชิงเขา ก็ปรากฏแก่สายตา เรือนไม้หลายหลังปลูกเรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบหลังป่าโปร่ง มีควันไฟบางๆ ลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาจากปล่องไฟ แสดงถึงวิถีชีวิตที่กำลังเริ่มต้นขึ้น
ผู้คนเริ่มออกมาจากเรือน เดินสวนกันไปมา ทุกคนอยู่ในชุดของเกษตรกรที่ดูเรียบง่ายและเปื้อนดินเล็กน้อยจากงานในไร่
ทุกคนที่เดินสวนผ่านบัณฑิตหนุ่ม ล้วนต้องหยุดชะงัก ประสานมือคารวะด้วยความนอบน้อมพร้อมกล่าวคำทักทายด้วยน้ำเสียงเคารพ “ท่านบัณฑิต!” หรือ “นายท่าน!” ซึ่งบัณฑิตหนุ่มก็เพียงยิ้มรับและพยักหน้าเล็กน้อยเป็การตอบแทน
แต่สายตาของคนเ่าั้มักจะจับจ้องมายัง เซินหลางเหอ ที่เดินตามหลังด้วยความสงสัย บางคนยิ้มให้ บางคนก็เพียงแค่เหลือบมองอย่างพินิจเท่านั้น
ไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก สายตาของเซินหลางเหอก็พบกับพื้นที่สีเขียวขจีอันกว้างใหญ่ นั่นคือ พื้นที่เกษตรกรรม ที่มีหลากหลายสวนผักและพืชพรรณต่างๆ มากมาย
มีแปลงผักกาดขาวที่ใบสดเขียวชอุ่ม ถั่วฝักยาวเลื้อยพันค้างไม้สูงลิบ แปลงหัวไชเท้าที่โผล่ปลายสีขาวขึ้นพ้นดิน และสวนสมุนไพรพื้นบ้านที่คุ้นตา เช่น โสมคน[1] เกิงหมี่[2] และตังกุย[3] ที่ปลูกเรียงรายเป็แถวอย่างเป็ระเบียบ บ่งบอกถึงการดูแลเอาใจใส่อย่างดี
ระหว่างทางเดินผ่านหมู่บ้าน เซินหลางเหอได้เห็นเด็กๆ ตัวเล็กๆ อายุราวสามสี่ขวบไปจนถึงแปดเก้าขวบ รวมตัวกันเป็กลุ่มเล่นวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะสดใสของพวกเขาดังก้องไปทั่ว บ่งบอกถึงความไร้เดียงสาและความสุขที่แท้จริง
ภาพตรงหน้าทำให้เขารู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ตนเองในวัยเท่านี้กลับต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้ง และไม่ได้เล่นสนุกเช่นเด็กคนอื่นๆ ความรู้สึกโดดเดี่ยวผุดขึ้นมาในใจเพียงชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะปัดมันทิ้งไป
ไม่นานนัก บัณฑิตหนุ่มได้พาเซินหลางเหอมาถึงเรือนหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็หลังสุดท้ายของหมู่บ้าน เรือนไม้แห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ดูพอเหมาะพอดีกับการอยู่อาศัยของคนเพียงหนึ่งหรือสองคน
บริเวณรอบๆ เรือนเต็มไปด้วย สวนสมุนไพรนานาชนิด ทุกอย่างถูกปลูกและจัดการอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย แต่ละแปลงถูกแยกประเภทอย่างชัดเจน ต้นไม้สมุนไพรเติบโตงอกงาม ใบเขียวชอุ่มสะท้อนแสงแดดยามเช้า ราวกับเ้าของที่นี่คือหมอโอสถในตำนานผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งสมุนไพรอย่างแท้จริง
เรือนไม้เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนสมุนไพรเหล่านี้ดูภาพแล้วช่างงดงามเกินบรรยาย อากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพรหลากหลายชนิดช่วยส่งเสริมให้ผู้ที่สูดดมเข้าไปรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่ามากยิ่งขึ้น
กลิ่นหอมนี้แทรกซึมเข้าสู่ปอด ทำให้จิตใจสงบและรู้สึกผ่อนคลาย แม้แต่เซินหลางเหอเองก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายตน ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาจากการปีนเขาดูเหมือนจะลดเลือนลงไปมาก พลังงานใหม่เริ่มไหลเวียนในเส้นเืของเขา
_________________________________
[1] โสมคน หรือ เหรินเซิน (人参) สมุนไพรรูปร่างคล้ายมนุษย์ ความเชื่อของคนโบราณให้ความเคารพนับถือว่าเป็ของธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย
[2] เกิงหมี่ (粳米) หรือ ข้าวเ้าที่มีลักษณะเมล็ดสั้นและกลม นิยมปลูกในเขตอบอุ่นและหนาว เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี
[3] ตังกุย (当归) เป็สมุนไพรที่มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน เป็ไม้ล้มลุกอายุหลายปี รากอวบหนา ทรงกระบอก มีกลิ่นเฉพาะตัว หอมแรง ใบหยักลึกแบบขนนกสามชั้น