ตอนที่ 25
ตระกูลที่ต้องคำสาป... สายเืแห่งปิตุฆาต!!
บทความเหล่านี้ ซุน เคยอ่านเจอในตำราหลายเล่ม ว่าสาเหตุหลักที่ตระกูลเล้งในปัจจุบันสูญเสียความยิ่งใหญ่ เนื่องด้วยคำสาปแห่งสายเื...แต่แท้จริงเนื้อความเป็เยี่ยงไร ก็ไม่มีการอธิบายเพิ่มเติมว่ากันว่ามีเพียงตระกูลเล้ง สายเืหลักเท่านั้น ถึงจะล่วงรู้เื่ราวทั้งหมด...
“ไม่รู้ว่าภรรยาของ เหล่าซือ... เล้งซิ่วอิงเป็สายเืตระกูลหลักหรือไม่ แต่หากว่าใช่ก็ไม่น่าแปลกเลยที่จะถูกตามล่าเพราะตระกูลเล้งเก็บซ่อนความลับไว้มากมาย เป็เื่ที่คนภายนอกไม่มีทางลับรู้...”ซุนถอนหายใจ พร้อมกับเก็บม้วนภาพวาดดังกล่าวลงในหีบโลหะดังเดิม เชื่อว่า เหล่าซือคงเก็บสิ่งนี้ไว้เป็ความทรงจำที่สวยงาม
ป้ายสำมะโนครัวของ เหยาิ มิใช่ป้ายหรูหราอันใด เป็เพียง ป้ายศิลาตระกูลเหยามีสถานะทางสังคมอยู่ในระดับชั้นล่าง ๆ เหนือกว่า ป้ายไม้ ของชาวบ้านสามัญเท่านั้น...แม้ว่าในอดีต เหยาิ จะมีตำแหน่งเป็ถึง เทพปรมาจารย์ หากแต่ตระกูลเหยาก็เป็เพียงตระกูลสามัญ มิได้ใหญ่โตอันใด
ตัวของ เหยาิ คงใช้ชีวิตในการปลีกวิเวกเป็หลักไม่ได้สนใจเื่การยกระดับป้ายประจำตระกูลเท่าใด... อีกทั้งส่วนหนึ่งอาจเป็เพราะเข้าสังกัดพรรคเซียนประทาน ซึ่งเป็พรรคที่มีสมาชิกเกือบทั้งหมดเป็เพียงขอทานจึงไม่ได้รับเกียรติจากผู้คนเท่าใดนัก
สำหรับ ซุน ในเวลานี้ ป้ายศิลา อาจเป็ตัวเลือกที่ดีก็เป็ได้เพราะเป็ป้ายสามัญที่ไม่ได้โดดเด่น ไม่ค่อยจะมีใครให้ความสนใจตรวจสอบป้ายระดับล่างเช่นนี้เท่าใดนัก...หากเปรียบกับสถานะคนเถื่อนในปัจจุบัน ก็นับว่าดีถมไปแล้ว...
“เช่นนั้นต่อไป ข้าขอหยิบยืมแซ่ของ เหล่าซือ มาใช้ก่อนก็แล้วกันเพื่อที่จะได้ง่ายต่อการเดินทาง... จากนี้ไปข้าจะขอใช้นามชั่วคราว ว่า เหยาซุน...”ชายหนุ่ม กล่าวพึมพำขึ้นกับตนเอง
ในส่วนของป้ายโลหะประหลาดอื่น ๆ รวมถึง กุญแจ เก่า ๆ ภายในหีบโลหะนั้นซุน ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามันมีไว้เพื่อการใด แต่สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาจนจำเป็ต้องหยิบขึ้นมาพิจารณาก็คือแหวนเก่า ๆ วงหนึ่ง... ซุน ถึงกับใจเต้นระส่ำ ดวงตาเบิกโพรงขึ้น
“แหวนมิติ!! นี่มันแหวนมิติเก็บของ ไม่ผิดแน่!! ลักษณะเหมือนกับที่ ฉีลู่ชิง ใช้ไม่มีผิด” ซุน ไม่คิดฝันว่าจะได้หยิบจับของจริงเนื่องด้วยมันเป็ของที่มูลค่ามหาศาลในยุคนี้... ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ซุน จะ้ามันหรือไม่เพราะแม้แต่ตอนที่อยู่ในโลกเดิม วัตถุที่สามารถเก็บสิ่งของไว้ภายในได้เฉกเช่นไอเทมในเกมคือความใฝ่ฝันที่หลาย ๆ คนมองหา
เฒ่าชีเปลือย เหลือบมองด้วยใบหน้าเรียบเฉย...
“จะตื่นเต้นอะไรนัก? ต่อให้ไม่มีแหวนนั่นหลังเ้าบรรลุผ่านชนชั้นลมปราณสีแดงก็สามารถเปิดมิติเก็บของขึ้นมาได้เองนั่นแหละ... ยิ่งพื้นฐานลมปราณสูงขึ้นมิติก็จะยิ่งกว้างขวางขึ้นตามลำดับ...”
“หุบปากน่า... อย่าคิดว่าการบรรลุชนชั้นลมปราณสีแดงเป็เื่ง่ายสิกระทั่งยอดฝีมืออันดับต้น ๆ ของยุทธภพในแต่ละยุคสมัย ยังมีผู้ที่สามารถไปถึงชนชั้นลมปราณสีแดงได้เพียงหยิบมือเดียวแม้แต่ เหล่าซือ ก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้น... บอกตามตรงว่าข้าไม่คิดฝันว่าตัวข้าจะไปยืนอยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่าผู้คนนับร้อยล้านพันล้านคนได้เลยสักนิด...” เด็กหนุ่ม กล่าวแย้งขึ้น
เฒ่าชีเปลือย เบ้ปาก สีหน้าไม่พอใจนัก...
“หัดคาดหวังสูง ๆ ไว้หน่อยสิฟะ จะได้มีความทะเยอทะยานมากกว่านี้...”
ซุน หาได้สนใจสิ่งเ่าั้ เป้าหมาย ณ เวลามีเพียงช่วยเหลือ เหล่าซุนมิได้้าเป็อันดับ 1 ในยุทธภพ... เมื่อได้แหวนมิติมาไว้ใน ก็ไม่จำเป็ต้องเลือกสรรสิ่งใดที่จะพกพาการจะนำทุกอย่างในห้องลับนี้ไปด้วย ก็มิเช่นเลือกยากเย็น...
เพราะแหวนมิติวงนี้ มิใช่เพียงแค่แหวนมิติระดับชั้นลมปราณสีน้ำเงินเฉกเช่นที่ ฉีลู่ชิง ถือครอง... หากแต่เป็ระดับที่สูงล้ำไปกว่านั้น เป็แหวนมิติชนชั้นลมปราณสีเหลืองทำให้มีพื้นที่จัดเก็บที่กว้างใหญ่ เพียงพอจะขนย้ายเรือนหลังหนึ่งได้เสียด้วยซ้ำ...
“แหวนมิติ ถูกนับเป็ อาวุธอักขระรูปแบบหนึ่ง... ศาสตร์วิชาอักขระกำกับถูกคิดค้นเมื่อราว ๆ หนึ่งหมื่นปีก่อน ว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นโดยตระกูลเล้งได้รับความแพร่พรายและเป็ที่นิยมไปทั่วยุทธภพ...
จวบจนกระทั่งมันได้กลายเป็สาเหตุหลัก ที่ทำให้สัตว์อสูรจำนวนมากถูกล่าและสูญพันธุ์ไป... ในปัจจุบัน ผู้ที่ยังใช้ศาสตร์วิชาอักขระกำกับได้จึงมีน้อยยิ่งกว่าน้อยเพราะขาดแคลนทรัพยากรในการศึกษาเล่าเรียน... สถานศึกษาเดียวที่ยังเปิดสอนศาสตร์วิชานี้ก็คือ สถาบันเทพัศักดิ์สิทธิ์ แต่มีการคัดสรรศิษย์ที่เข้มงวดที่สุดในยุทธภพเลยก็ว่าได้...”
ซุน แม้จะสนใจศึกษาศาสตร์วิชานี้อยู่ไม่น้อย แต่ด้วยขีดจำกัดของหนังสือตำราในชนบทจึงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ในเชิงลึก... โชคยังดีที่ ซุน เคยสอบถามกับ เหล่าซือถึงวิธีการใช้งานอาวุธอักขระต่าง ๆ เนื่องด้วยศาสตราพิเศษเหล่านี้ เป็เหมือนศาสตราที่มีจิติญญาของสัตว์อสูรสิงสถิตอยู่ไม่อาจดึงพลังของมันออกมาได้ในทันที
อาวุธอักขระทุกชิ้นจึงจำเป็ต้องสร้างพันธสัญญาระหว่างอาวุธและผู้ถือครองเพื่อดึงพลังสูงสุดออกมาใช้... และเมื่อสร้างพันธสัญญาขึ้นมาแล้ว นอกเหนือจากผู้ถือครองจะไม่มีผู้ใดสามารถใช้อาวุธอักขระชิ้นนั้นได้อีก เว้นเสียแต่ว่าผู้ถือครองจะสะบั้นพันธสัญญาด้วยตนเองหรือตกตายไปเท่านั้น พันธสัญญาจึงจะสิ้นสุด
“แหวนมิติ ถือเป็อาวุธอักขระเช่นเดียวกัน ดังนั้นการจะครองครองมันจำเป็ต้องสร้างพันธสัญญา... ในอดีต เหล่าซือ น่าจะเคยใช้แหวนวงนี้มาก่อนแต่ปัจจุบัน มันถูกสะบั้นพันธสัญญาไปแล้วจึงกลายเป็แหวนเปล่าที่ไม่มีผู้...” ซุน ตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะมันคือการทำพันธสัญญาครั้งแรก...
เด็กหนุ่ม กรีดที่ปลายนิ้ว ก่อนจะหยดโลหิตลงที่ตัวแหวน... ทันใดนั้นร่องรอยของอักขระที่กำกับเอาไว้ก็พลันสาดประกายขึ้น... ห้วงสำนึกของ ซุน ได้เชื่อมโยงกับจิติญญาสัตว์อสูรที่สถิตอยู่ภายในแหวน...
ซุน มองเห็นเงาร่างของ มัจฉาสีขาว ที่กำลังจดจ้องใบหน้าของตน...ก่อนมันจะกู่ร้องก้องดังขึ้นตอบสนองต่อพันธสัญญา... ในตอนนั้นเองที่ ซุนััได้ว่าพันธสัญญาได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว จากแหวนเก่าวงหนึ่ง บัดนี้ราวกับว่ามันถูกขัดเกลากลายเป็แหวนที่เปล่งประกายงดงาม...
เมื่อถ่ายทอดลมปราณเข้าไปในแหวนเพียงเล็กน้อย... ซุนััได้ถึงช่องว่างแห่งมิติที่อยู่ภายในตัวแหวน อันเกิดจากพลังของอักขระและจิติญญาของมัจฉาสีขาว ตนนั้น สามารถส่งวัตถุเก็บซ่อนไว้ด้านใน หรือนำออกมาได้อย่างอิสระ...
“เช่นนั้นก็ไม่ขอเกรงใจล่ะนะ...” ซุน กวาดเอาทุกอย่างลงไปในแหวนมิติไล่เรียงั้แ่ตำราต่าง ๆ ไหสุรานับร้อยที่เรียงราย หีบโลหะ ก็ยกไปทั้งใบในสภาพนั้น...
เหลือก็แต่เพียงอาวุธโบราณที่ฝุ่นเกาะกัง... คราแรก ซุน ก็มิได้คิดอะไรมากนักในการหยิบเอาศาตราเ่าั้เก็บใส่แหวนมิติ ทั้งทวนยาว ดาบใหญ่ ขวานั์ ซุน เชื่อว่าศาสตราเหล่านี้น่าจะเป็อาวุธอักขระเช่นกันเพราะสามารถมองเห็นตัวอักษรอักขระที่กำกับเอาไว้อย่างชัดเจน
ซุน หยิบทุกชิ้นลงแหวนมิติ จวบจนเจอเข้ากับสิ่งของสองสิ่ง ที่มองดูแล้วอาจเป็ประโยชน์กับตน...หนึ่งคือกระบี่โบราณ และสองคือเกาะอ่อน(เกาะที่สร้างจากห้วงโลหะเล็กๆ เรียงร้อยต่อกัน) ทั้งสองสิ่งนี้ ไม่มีร่องรอยตัวอักษรสลักเอาไว้ดูแตกต่างไปจากอาวุธอักขระอื่น ๆ
“สองชิ้นนี้ ใช่อาวุธอักขระหรือไม่กันนะ?! แต่ที่แน่ ๆ มันไม่อักขระกำกับเอาไว้ ดังนั้นการพกพาย่อมทำให้ไม่สะดุดตาเท่าที่ควร...”ซุน ตัดสินใจสวมเกราะอ่อนเอาไว้ด้านในใต้อาภรณ์ อย่างน้อยก็ช่วยเสริมการป้องกันในอวัยวะสำคัญได้
ส่วนกระบี่นั้น ซุน ได้เช็ดถูมันเพียงเล็กน้อย ไม่ถึงกับให้วาววับปล่อยให้มีรัศมีความเก่าแก่ทรุดโทรมเช่นนี้ จะได้ไม่ถูกผู้ใดเพ่งเล็งว่าเป็ของมีค่า...ในส่วนของ แหวนมิติ ที่สวมนิ้วนั้น ซุน ก็ได้ใช้เศษผ้าเก่า ๆ พันทับไว้อีกทอดหนึ่งและใส่คู่กับแหวนหยกดำ เพื่อมิให้สะดุดตา...
ในมือถือน้ำเต้าสุราขนาดพอเหมาะสำหรับพกพา เนื่องด้วย ซุนติดนิสัยจิบสุราเป็ระยะ เพื่อเพิ่มพูนการบ่มเพาะลมปราณไปแล้ว... ทุกอย่างล้วนพร้อมสรรเหลือเพียงจิตใจที่จะพุ่งทะยาน จังหวะที่เด็กหนุ่มกำลังจะก้าวออกไปด้านนอกเฒ่าชีเปลือย กลับตรงเข้ามาขวางทางเบื้องหน้า...
“ก่อนที่เ้าจะก้าวออกไปจากห้องลับนี้... จงจำเอาไว้ว่าหลังจากนี้ชีวิตเ้าจะเปลี่ยนแปลงไปไม่อาจที่จะใจอ่อนได้เฉกเช่นก่อนหน้านี้อีกแล้ว รับปากกับข้าว่าเ้าจะต้องมั่นคงและเด็ดเดี่ยวให้มากกว่าที่ผ่าน ๆ มา...”
ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยกน้ำเต้าสุราขึ้นซดอึกใหญ่... เมื่อแสงแดดจากภายนอกตกกระทบใบหน้าจะเห็นว่าเด็กหนุ่มมีดวงตาที่คล้ายเมามายอยู่ตลอดเวลา...
“รู้แล้วน่า!! นับจากก้าวเดินนี้หากเจอศัตรูข้าจะสังหาร หากเจอสมบัติข้าจะปล้นชิง หากเจออุปสรรคข้าจะฝ่าฟัน ภูตผีิญญาใดๆ ขวางทาง ข้าจะสะกดมันเป็ทาสบริวาร พอใจเ้าแล้วหรือยัง!!”
เฒ่าชีเปลือย ได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ทำให้ได้สักครึ่งของที่ลั่นวาจาก็แล้วกัน...”
หลังเก็บตัวตลอดสองเดือน ซุน ก็เริ่มก้าวเดินอีกครั้ง ภายในใจคล้ายปลดเปลื้องพันธนาการบางอย่างลงไปอีกขั้นแม้จะใช้สุราเป็ตัวเสริมส่งก็ตามที... เฒ่าชีเปลือย ล่องลอยตามหลังอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากสูงมองทะลุอาภรณ์เข้าไป จนเห็นถึงรอยสักกลีบดอกบัว์ ที่จางหายไปอีก 1 กลีบจนเหลือเพียงแค่ 10 กลีบเท่านั้น...
“ดูเหมือนว่า ในทุก ๆ การเติบโต และการตัดสินใจบางอย่างที่แน่วแน่จะสามารถปลดเปลื้องรอยสักอาคม ที่พันธนาการได้เช่นกันงั้นสินะ... การปลุกปั้นเ้าเด็กคนนี้ช่างเป็เื่ที่น่าสนุกเสียจริง!!”
ซุน เดินทางอย่างระมัดระวัง หูตาว่องไว ทั้งยังฝึกฝนการใช้ััลมปราณควบคู่ทำให้ประสาทััต่าง ๆ ล้วนถูกยกระดับขึ้น... อาภรณ์เวลานี้ยังเปาะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตเด็กหนุ่มจึงถือวิสาสะขโมยชุดคลุมที่ชาวบ้านตากไว้ มาสวมใส่แทน...
มุ่งหน้าลงสู่ทิศใต้...
“เ้ามีเป้าหมายที่จะไปแล้วงั้นหรือ?!” เฒ่าชีเปลือยเอ่ยถาม
“ข้าตั้งใจจะลงใต้... หากสามารถผ่าน มณฑลหนานเหอ ไปได้ พวกเราก็จะเริ่มเข้าใกล้เขตเมืองหลวง...สถานที่แห่งนั้น มีสำนักสายลมประจิมตั้งอยู่ ข้าอยากไปตามหา เตียมู่หยง ผู้เป็สหายของเหล่าซือ บอกเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้น ถึงเวลานั้นแล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้ง ว่าจะเอายังไงต่อไป...”ซุน กล่าวถึงแผนการเดินทาง
เฒ่าชีเปลือย ได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มเจือจาง
อย่างน้อย ซุน ก็วางแผนการได้ไม่เลวร้ายนัก...
“นับว่าเป็แผนเดินทางที่น่าสนใจ...หากเ้าสามารถผ่านเส้นทางทิศใต้ไปได้ล่ะก็นะ...” เฒ่าชีเปลือย ใช้วาจาเลศนัย
“หมายความว่าไง?!” ซุน ถึงกับชะงักทุกครั้งที่ เฒ่าชีเปลือย กล่าวเช่นนี้ ไม่เคยเป็เื่ดี
“ไปถึงที่นั่นเ้าก็รู้เอง... อย่าลืมสิ่งที่ลั่นวาจาไว้เมื่อครู่ก็แล้วกัน...หึหึ”
.................................................
**สำหรับผู้อ่านที่ติดตามมาจาก อสูรัฟ้า เล้งซาน อาจดูว่าเนื้อหาบางส่วนมีการอธิบายซ้ำซ้อนจากเื่ก่อนไปบ้างทั้งหมดเป็เพราะไรท์จำเป็ต้องทำให้ผู้อ่านใหม่อีกหลาย ๆ ท่าน ที่เพิ่งเข้ามาติดตามได้เข้าใจในรายละเอียดส่วนนั้น ๆ ด้วยครับ Free-J**