ในขณะที่ติงเหว่ยกำลังสะลึมสะลืออยู่นางรู้สึกราวกับว่ากำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้าของเมืองเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในเรื่องการพักผ่อนและความเงียบสงบในชาติที่แล้วช่างเป็นวันที่อากาศแจ่มใสซึ่งหาได้ยาก ไม่มีหมอกและควันพิษแปลกๆ ปกคลุมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มหญิงสาว คนแก่ หรือเด็ก ต่างก็พากันออกไปข้างนอกอย่างมีความสุข พบปะดื่มชาแล้วนั่งพูดคุยกัน
โรงน้ำชาเก่าแก่ที่สืบทอดต่อๆกันมาในตระกูลกว่าร้อยปีมักจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนอยู่เสมอ ท่านพ่อที่ใส่ชุดพ่อครัวสีขาวและหมวกทรงสูงกำลังตะโกนสั่งงานลูกศิษย์สองสามคนและเขาก็เปิดกระติกน้ำร้อนที่มักอยู่ข้างกายเขาตลอด ค่อยๆลิ้มรสความอร่อยทีละจิบและลูบไปที่ลายปักบนชุดพ่อครัว จากนั้นก็ทำเซี่ยฮวงทังเปา [1]ต่อไปอย่างมีความสุข
มีลูกศิษย์หนุ่มคนหนึ่งที่มีสายตาเฉียบแหลมและท่าทางฉลาดเฉลียวเดินเข้ามาพูดด้วยรอยยิ้มว่า“ซือฟู [2]ข้าได้ยินมาว่าซือเจี่ย [3] ได้รับเชิญไปที่ซูโจวอีกแล้ว?ทำไมข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าซือเจี่ยจะมีฝีมือด้านการเย็บปักถักร้อยด้วยแต่วัตถุดิบของรุ่นพี่แปลกใหม่มากข้ายังคิดว่านางจะมาสืบทอดทักษะของท่านต่อเสียอีก!”
แต่น่าเสียดายที่สิ่งที่เขาพูดไปนั้นไม่เพียงจะไม่ทำให้ซือฟูดีใจกลับทำให้ซือฟูไม่พอใจแทนเสียอีก สีหน้าของติงซือฟูเคร่งขรึมขึ้นมาทันที และพูดตำหนิออกมาว่า“ทำไมจะต้องถามมากมายขนาดนี้ด้วย รีบไปทำงานได้แล้ว”
ลูกศิษย์หนุ่มรีบหดตัวลงทันทีด้วยความกลัวและวิ่งกลับไปยุ่งอยู่หน้าเขียงเหมือนกระต่ายอีกครั้งรองหัวหน้าพ่อครัวที่อยู่มานาน เขายืนอยู่ข้างหลังก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเขารอจนติงซือฟูเดินออกจากห้องครัวไปก่อนจึงค่อยอธิบายให้ลูกศิษย์คนนั้นฟังว่า“เจ้าเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน บางเรื่องอาจยังไม่เข้าใจครอบครัวของติงซือฟูมีกฎอยู่ว่าเคล็ดลับต่างๆจะสืบทอดให้เฉพาะลูกชายเท่านั้นและจะไม่สืบทอดให้แก่ลูกสาวอย่างเด็ดขาดคราก่อนติงซือเจี่ยก็ก่อเรื่องใหญ่โตจนในครอบครัววุ่นวายกันไปหมด แต่ติงซือฟูยังไงก็ไม่เห็นด้วยต่อมาไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ติงซือเจี่ยก็ป่วยเล็กๆ น้อยๆพอตื่นขึ้นมากลับสูญเสียความทรงจำไปทั้งหมดแล้วนางก็ไม่รู้ตัวว่าตนเองไปเรียนเย็บปักถักร้อยมาจากที่ไหน แล้วยังทำชุดออกมาได้สวยมากด้วยแต่ครอบครัวติงซือฟูกลับไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เท่าไรนัก ต่อไปเจ้าก็อย่าพูดถึงเลยจะดีกว่า”
ลูกศิษย์หนุ่มพยักหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อแสดงว่าเขาเข้าใจแล้ว ต่อให้เขาจะยังมีคำถามมากมายสักแค่ไหนอยู่ในใจ เขาก็ไม่กล้าพูดขึ้นมาอีก
ขณะนั้นติงเหว่ยที่ลอยอยู่บนฟ้าก็ตระหนักได้ในทันทีว่าความจริงแล้วลูกสาวที่แท้จริงของแม่นางหลี่ว์ยังไม่ตายแต่วิญญาณสลับร่างกันทำให้นางที่รู้สึกผิดในใจอยู่ตลอดเพราะเข้าใจไปเองว่านางได้แย่งเอาร่างของคนอื่นไปตอนนี้นางจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็เดินออกจากห้องครัวด้านหลังไป ในโรงน้ำชาเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ท่านแม่ที่รักสวยรักงามของนางสวมชุดกระโปรงรูปแบบโบราณกำลังทักทายลูกค้าประจำอยู่บางครั้งนางยังยกแขนเสื้อขึ้นด้วยท่าทางภาคภูมิใจไม่น้อยท่านพ่อของนางก็ก้าวมาข้างหน้าพูดอะไรสองสามประโยคจากนั้นสองสามีภรรยาก็พากันขึ้นไปห้องพักผ่อนที่อยู่ชั้นบนของโรงน้ำชาทั้งสองคนต่างก็ถือถ้วยโจ๊กชามหนึ่งและผักดอง
ท่านแม่ติงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมานางมองดูด้วยรอยยิ้มอยู่นานและพูดว่า “เสี่ยวเหว่ยเพิ่งส่งข้อความมาว่าถึงเมืองซูโจวแล้ววันมะรืนถึงจะกลับมา ข้าไม่รู้ว่าครั้งนี้นางจะเมาเครื่องบินหรือเปล่า?เดี๋ยวพอถึงตอนนั้นอย่าลืมขับรถไปรับนางด้วย”
พ่อครัวใหญ่ติงยิ้มและพยักหน้าแต่เขาก็อดที่จะใจหายไม่ได้ “เป็นเพราะเหล่าเทียนเย่คุ้มครองไว้จริงๆเมื่อก่อนสาวน้อยคนนี้เอาแต่ทำให้คนอื่นปวดหัวอยู่เรื่อยตอนนี้กลับกลายเป็นกุลสตรีขึ้นมาแล้ว แต่บางครั้งก็เหมือนจะเป็นผู้หญิงเรียบร้อยเกินไปหน่อยครั้งก่อนมีคนในห้องครัวหยอกล้อนางนิดหน่อย นางกลับไม่ยอมออกจากห้องตั้งหลายวัน”
ท่านแม่ติงยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูนางปรบมือแล้วพูดว่า “แบบนี้สิถึงจะเป็นลูกสาวของข้าตอนนั้นที่ข้ากำลังตั้งครรภ์ก็คิดอยากจะให้กำเนิดเด็กหญิงที่ว่านอนสอนง่ายและประพฤติตนเรียบร้อยในอนาคตก็ให้นางแต่งงานมีลูก เป็นทั้งแม่และภรรยาที่ดี แบบนี้ดีออกจะตายไป! น่าเสียดายที่เจ้าเด็กคนนี้ทำตัวเหมือนเด็กผู้ชายมาตั้งยี่สิบกว่าปีโชคดีที่ตอนนี้คิดได้ขึ้นมาแล้ว!”
“นั่นสิ วันหลังเจ้าก็ใส่ใจให้มากๆ และหาผู้ชายดีๆ มาให้ลูกสาวเลือกอย่าไปเอาคนที่จะทำให้นางเสียใจพอถึงเวลานั้นพวกเราค่อยยกบ้านให้นางสักหลังกับรถอีกสักคัน!”
“ตกลง เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะ”
ทั้งคู่คุยกันอย่างมีความสุขโดยไม่รู้เลยว่าหญิงสาวดื้อรั้นที่พวกเขาไม่ชอบนั้นกำลังลอยอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา
ต่อให้ติงเหว่ยจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างไรในจักรวาลใบนี้แต่นางก็ยังคงคิดถึงพ่อแม่และครอบครัวของนางในห้วงเวลาและสถานที่แห่งนี้แต่ผลลัพธ์กลับออกมาเป็นแบบนี้ ไม่รู้ว่าจะรู้สึกผิดหวัง อิจฉาหรือว่าเสียใจกันแน่?
……
ติงเหว่ยแค่รู้สึกว่าหัวใจของนางเต็มไปด้วยความว่างเปล่าเจ็บปวดเล็กน้อย แล้วก็สับสนนิดหน่อย ในขณะที่นางกำลังลอยอยู่บนฟ้าก็เหมือนกับจะตกลงไปในความมืดมิดอีกครั้งนางรู้สึกเหนื่อยล้าจนอยากจะหลับไป และอยากจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างให้หมด ทว่าจู่ๆ ข้างหูของนางก็มีเสียงร้องไห้อย่างเจ็บปวดเป็นที่สุด“เหว่ยเอ๋อร์ เหว่ยเอ๋อร์ของแม่ เจ้าอย่าทำให้แม่ตกใจสิ! แม่ก็ไม่อยากอยู่แล้วแม่จะไปกับเจ้า!”
ทันใดนั้นติงเหว่ยก็ตกใจขึ้นมาและจู่ๆ นางก็นึกถึงฮูหยินคนหนึ่งที่คอยพัดเบาๆ ให้นางเวลานอนหลับ “ท่านแม่ท่านแม่ ท่านแม่!”
เดิมทีทุกคนในห้องต่างก็สิ้นหวังกันไปหมดแล้วทั้งน้ำคร่ำและเลือดต่างไหลออกมาหมดแล้ว ปากมดลูกก็เปิดออกแล้วแต่น่าเสียดายที่ติงเหว่ยกลับหมดสติไม่รู้สึกตัวและไม่รู้ว่าจะต้องออกแรงอย่างไรทั้งยังไม่ยอมอ้าปากดื่มน้ำโสม ภาพที่เห็นคือหนึ่งร่างสองชีวิตแม่นางหลี่ว์ร้องไห้คร่ำครวญและอยากจะตายตามไปด้วย ทันใดนั้นจู่ๆนางก็ได้ยินลูกสาวเหมือนจะเรียกแม่ นางจึงรีบโผเข้าไปทันที “แม่อยู่นี่!เหว่ยเอ๋อร์ เจ้าฟังแม่นะดื่มน้ำโสมนี่เข้าไป ในท้องของเจ้ายังมีเด็กอีกทั้งคนเจ้าจะต้องคลอดออกมาให้ได้นะ!”
ติงเหว่ยได้ยินถ้อยคำเหล่านี้อย่างชัดเจนแต่นางไม่มีแรงที่จะตอบจริงๆ โชคดีที่มีคนป้อนน้ำโสมเข้าไปในปากของนางอย่างรวดเร็วราวกับมีกระแสน้ำอุ่นมุ่งตรงไปที่ท้องของนางแล้วค่อยๆ แผ่กระจายไปทั่วทั้งตัวจากนั้นมือและเท้าของนางก็ค่อยๆ มีกำลังขึ้นมา
ตอนนี้หมอตำแยทั้งสองต่างก็ตั้งสติขึ้นมาเช่นกันคนหนึ่งนวดท้องของติงเหว่ยอย่างไม่คิดชีวิต อีกคนหนึ่งก็คร่อมอยู่ระหว่างขาของนางแล้วตะโกนว่า“ออกแรงให้มากขึ้น ข้าเกือบจะเห็นศีรษะของเด็กแล้ว!”
อวิ๋นอิ่งเสี่ยวชิง และป้าหลี่ช่วยอะไรไม่ได้ พวกนางจึงดูอยู่ห่างๆและคอยให้กำลังใจติงเหว่ยอย่างเงียบๆ
ติงเหว่ยรู้สึกเจ็บปวดราวถูกรถบรรทุกหลายสิบคันบดทับร่างของนางนางทนไม่ไหวจนกรีดร้องออกมาและคว้ามือของแม่นางหลี่ว์เอาไว้แน่นแม่นางหลี่ว์เองก็ทรมานใจเป็นที่สุดนางพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยเสียงสั่นเทา“เหว่ยเอ๋อร์ ออกแรงอีก! อีกนิดเดียวก็จะสำเร็จแล้ว!”
“ท่านแม่ ข้าเจ็บเหลือเกิน!”
“อดทนไว้ อีกนิดเดียวก็จะสำเร็จแล้ว!”
บางทีเด็กที่อยู่ในท้องของนางก็คงรู้สึกเสียใจที่ทำให้แม่ของเขาต้องลำบากในที่สุดก็ออกมาจากช่องคลอดได้สำเร็จหมอตำแยทั้งสองคนช่วยกันจับเด็กคว่ำศีรษะลงจากนั้นก็ตบก้นแรงๆ สองสามครั้ง
“อุแว้ อุแว้ อุแว้!”
เสียงร้องของเด็กทารกชัดเจนและดังไปทั่วทั้งจวนในทันทีราวกับตัดผ่านค่ำคืนอันมืดมนให้หายไป คนที่อยู่ทั้งภายในและภายนอกห้องเงียบกันครู่หนึ่งจากนั้นก็พากันโห่ร้องออกมาด้วยความยินดี
“เด็กน้อยเกิดแล้ว!”
“ช่างเยี่ยมจริงๆ!” ผู้อาวุโสติงและลูกชายเริ่มคำนับท่านย่าเทวาภูเขากันอีกครั้งทุกคนต่างปาดน้ำตาของตัวเองออกไป
ท่านลุงอวิ๋นได้ยินเสียงบางอย่างจากเรือนทางตะวันออกเขาร้อนใจมากจนเกือบจะชนเข้ากับกำแพง สรุปว่าเป็นท่านชายน้อยหรือท่านหญิงน้อยกันล่ะ?
แต่เขาก็แอบเหลือบมองเจ้านายที่สีหน้าไร้อารมณ์อย่างเงียบๆและทำได้เพียงอดทนต่อความปรารถนาที่อยากจะวิ่งออกไปดู
โชคดีที่หมอตำแยทั้งสองนางนั้นอยากจะได้รางวัลพวกนางจึงเอาผ้าห่มผืนเล็กห่อตัวเด็กแล้วพาออกมาข้างนอกห้องพร้อมตะโกนแสดงความยินดีว่า “ยินดีด้วย ขอแสดงความยินดีกับกุ้ยจื่อ [4] สมาชิกคนใหม่ แม่และเด็กปลอดภัยแล้ว!”
กุ้ยจื่ออย่างนั้นหรือ?
“อา เป็นคุณชายน้อย!” ท่านลุงอวิ๋นอดทนไม่ไหวอีกต่อไปเขาออกไปคำนับศีรษะอย่างรุนแรงด้วยความปีติยินดีไม่รู้ว่าจะขอบคุณบรรพบุรุษสกุลกงจื้อหรือจะขอบคุณเทพเจ้าที่ใดดีในที่สุดเขาก็ลุกขึ้นมาวิ่งไปทั่วทั้งสนามและคว้าตัวเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของหมอตำแยไปด้วย
หมอตำแยทั้งสองคนต่างตกใจอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าโชคดีที่ผู้อาวุโสที่กำลังมีความสุขอย่างบ้าคลั่งยังไม่ลืมเรื่องให้รางวัล“หลินลิ่ว ไปเอาอั่งเปามา ทุกคนจะได้รับรางวัลใหญ่กันถ้วนหน้า!”
หลินลิ่วที่กำลังยืนเฝ้าหน้าประตูอยู่เมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็รีบตอบรับทันทีเมื่อหมอตำแยทั้งสองคนคิดถึงเงินยี่สิบตำลึงตามที่ท่านผู้อาวุโสได้สัญญาเอาไว้พวกนางก็ยิ้มอย่างมีความสุขราวกับปากจะฉีกถึงใบหูอยู่แล้วท่านป้าหลี่เองก็ยิ้มกว้าง ถึงแม้มิตรภาพจะสำคัญทว่าไม่มีผู้ใดไม่ชอบเงินทองนี่นา
เดิมทีผู้อาวุโสติงและลูกชายอยากจะกอดหลานชายสักหน่อยคิดไม่ถึงว่าท่านลุงอวิ๋นจะแย่งไปเสียก่อน พวกเขาต่างก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจและพากันไปหาท่านลุงอวิ๋นที่ยิ้มจนรอยย่นบนใบหน้าพับไปมาจนจะกลายเป็นดอกจวี๋ฮวาอยู่แล้วพวกเขาอดไม่ไหวและพากันซุบซิบเบาๆ ว่า “เป็นหลานของครอบครัวสกุลติงชัดๆ เหตุใดเหมือนจะกลายเป็นคนสกุลอวิ๋นไปเสียแล้วล่ะ?”
ผู้อาวุโสติงไม่รู้เลยว่าคำพูดลอยๆของเขากลับใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด!
……
กงจื้อหมิงได้ยินเสียงสนุกสนานมาจากในสนามเขาค่อยๆ ยกมือขึ้นมาปิดบานหน้าต่างที่อยู่ข้างๆ เนื่องจากในเรือนเล็กไม่ได้แขวนโคมไฟเอาไว้ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิดเช่นนี้เขาจึงมองไม่เห็นหน้าตาของเด็กที่ถูกห่ออยู่ในผ้าอ้อมสีแดงเลยแม้แต่น้อย ทว่าภาพของผ้าอ้อมสีแดงนั้นราวกับฝังรากลึกอยู่ในดวงตาของเขา
ทารกคนนั้นที่ถูกห่อตัวด้วยผ้าอ้อมสีแดงคือลูกของเขาอย่างนั้นหรือสายเลือดของเขาก็เท่ากับว่าเป็นทายาทรุ่นถัดไปของสกุลกงจื้อ...
ถึงแม้น้ำโสมจะช่วยเพิ่มพลังให้กับติงเหว่ยแต่อย่างไรนางก็คลอดก่อนกำหนดทำให้มีผลเสียต่อร่างกายอยู่ไม่น้อยในหูของติงเหว่ยได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กทารก นางยังไม่ทันได้ถามว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็หมดสติลงไปอีกครั้งแม่นางหลี่ว์อดไม่ได้ที่จะตกใจอีกครั้งแต่เมื่อเห็นว่าลูกสาวของนางคลอดรกออกมาหมดแล้ว และไม่มีเลือดไหลออกมาอีกต่อไปนางจึงพอรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
หลังจากที่ทำความสะอาดในห้องเรียบร้อยซานอีก็เข้ามาตรวจชีพจรของติงเหว่ยอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เขายืนกรานให้อวิ๋นอิ่งวางผ้าเช็ดหน้าลงบนข้อมือของติงเหว่ยเสียก่อนทำให้เสี่ยวชิงที่เคยเห็นเขาตรวจชีพจรเมื่อก่อนอยู่บ่อยๆ รู้สึกสงสัยขึ้นมาแต่แม่นางหลี่ว์กลับรู้สึกพอใจอย่างมากและพูดขอบคุณไม่หยุด ในความคิดของนางคือคนในจวนสกุลอวิ๋นมีความสุภาพมากลูกสาวของนางต้องไม่เคยถูกปฏิบัติไม่ดีใส่อย่างแน่นอน
ผ่านไปนานหงทังจีตั้นซุ่ย[5] ร้อนๆ ก็ถูกยกเข้ามาให้ถึงที่แม่นางหลี่ว์ป้อนให้ลูกสาวของนางดื่มครึ่งชามเมื่อเห็นว่าใบหน้าของลูกสาวมีสีเลือดฝาดขึ้นและยังนอนหลับสนิท ตอนนี้นางถึงได้นึกถึงหลานชายของนางขึ้นมา
ผ้าอ้อมสีแดงถูกส่งต่อกันไปมาในมือของทุกคนเป็นเวลานานในที่สุดก็มาถึงอ้อมกอดของท่านยาย แม่นางหลี่ว์ใช้แสงไฟส่องมองดูเด็กน้อยนางรู้สึกประหลาดใจและก็มีความสุขเด็กคนนี้ไม่เหมือนเด็กในครอบครัวชาวนาทั่วไปโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่จะตัวขาวๆอ้วนๆ ทั้งยังหน้าผากกว้าง คิ้วสีคมเข้ม จมูกโด่งเป็นสันปากเล็กสีแดงสะดุดตาแล้วยังขยับปากขมุบขมิบไม่หยุด ดูแล้วเขาน่าจะเป็นคนมีวาสนา
“เจ้าตัวน้อย แม่ของเจ้าให้กำเนิดเจ้าอย่างยากลำบากไม่น้อย ต่อไปเมื่อเจ้าเติบใหญ่จะต้องกตัญญูด้วยนะ”
บางทีเด็กน้อยอาจรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดและความเอ็นดูในน้ำเสียงของท่านยายจมูกเล็กๆ ของเขาก็ขยับไปมา ท่าทางน่ารักน่าชังที่สุด
แม่นางหลี่ว์ค่อยๆวางเขาไว้ข้างๆ ลูกสาวของนางอย่างระมัดระวัง จากนั้นนางก็นั่งเฝ้าอยู่ที่ข้างเตียง
แม่นางหลิววุ่นวายไปมาตลอดทั้งคืนตอนนี้นางกังวลเรื่องลูกชายขึ้นมาจึงพูดเกลี้ยกล่อมว่า “ท่านแม่ท่านเองก็เหนื่อยมากพอแล้ว ทำไมคืนนี้ไม่กลับไปนอนพักที่บ้านเสียก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาแต่เช้าดีหรือไม่?”
แม่นางหลี่ว์ได้ฟังแล้วก็ไม่พอใจในความคิดของนางถึงแม้เมื่อครู่จะมีคนมากมายช่วยกันจัดการเรื่องของลูกสาวนางแต่อย่างไรพวกเขาล้วนเป็นคนนอก มีแค่พวกนางครอบครัวสกุลติงถึงจะเป็นคนของพวกเราเองหากเวลานี้นางไม่คอยเฝ้าอยู่ข้างๆ พวกนางยังจะหวังให้คนนอกมาช่วยดูแลได้อย่างไรกัน
“พวกเจ้าทุกคนกลับไปก่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้าพวกเจ้าค่อยเก็บข้าวของของข้ามาส่งที่นี่ข้าจะอยู่ดูแลน้องสาวของพวกเจ้าหนึ่งเดือนเจ้าอย่าลืมดูแลอาหารการกินของพ่อเจ้าให้ดีด้วยล่ะ รอน้องสาวเจ้าร่างกายดีขึ้นก่อนแล้วข้าจะกลับไป”
แม่นางหลิวเดาความคิดของแม่สามีได้นางยิ้มอย่างทำอะไรไม่ได้แต่สุดท้ายก็โค้งคำนับและขอตัวกลับไปผู้อาวุโสติงและลูกชายได้เห็นเด็กแล้ว อีกอย่างติงเหว่ยก็ปลอดภัยแล้วในตอนนี้พวกเขาก็เหนื่อยล้าเช่นกัน เมื่อได้ยินแม่นางหลี่ว์พูดเช่นนั้นจึงพากันบอกลาท่านลุงอวิ๋นและกลับบ้านไป
ท่านลุงอวิ๋นที่กำลังยิ้มจนตาหยีสั่งให้เสี่ยวฝูจื่อและคนอื่นๆช่วยกันแขวนโคมสีแดง [6] ไว้ที่ชายคาของเรือนใบหน้าของเขายิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อท่านลุงอวิ๋นได้ยินว่าครอบครัวสกุลติงกำลังจะกลับแล้วเขายังออกมาส่งถึงหน้าประตูด้วยตนเอง ทำให้คนในครอบครัวสกุลติงต่างพากันประหลาดใจแล้วขอบคุณเขาซ้ำไปซ้ำมาจากนั้นก็เดินหายเข้าไปในความมืดยามค่ำคืน
-----------------------------------------
[1] เซี่ยฮวงทังเปา 蟹黄汤包 หมายถึงซาลาเปาไข่ปูซึ่งเป็นของว่างแบบดั้งเดิมในมณฑลเจียงซูโดยเฉพาะวัตถุดิบอย่าง ไข่ปูเนื้อปู น้ำซุปไก่ต้นตำรับ โดยมีลักษณะเฉพาะคือผิวบางเหมือนกระดาษและแตกเมื่อเป่า
[2] ซือฟู 师傅 หมายถึงเป็นคำสุภาพ คำให้เกียรติ ใช้เป็นสรรพนามเวลาเรียกช่างหรือคนงานที่มีความชำนาญหรือมีประสบการณ์บางสาขาเช่น ช่างไม้ พ่อครัว
[3] ซือเจี่ย 师姐 หมายถึงเพื่อนเพศหญิงที่มีอาจารย์สำนักเดียวกัน โดยมีอายุมากกว่าหรืออาวุโสกว่า
[4] กุ้ยจื่อ 贵子 หมายถึงลูกชาย ในกรณีที่ให้กำเนิดลูกสาวจะเรียกว่า กุ้ยจิน(贵金)
[5] หงทังจีตั้นซุ่ย 红糖鸡蛋水 หมายถึงไข่ต้มน้ำตาลทรายแดง เป็นเมนูเพื่อสุขภาพที่ปรุงจากน้ำตาลทรายแดงและไข่เป็นหลักสามารถให้ความอบอุ่นร่างกาย เพิ่มพลังงาน กระตุ้นลมปราณและเลือดเร่งการไหลเวียนโลหิต เป็นเมนูที่ผู้หญิงมักใช้บำรุงร่างกายในช่วงมีประจำเดือนอยู่ไฟ รวมถึงในช่วงที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น
[6]แขวนโคมสีแดง 挂红灯笼คือประเพณีอย่างหนึ่งการแขวนโคมสีแดงมีจุดประสงค์ 2 อย่าง คือ (1) เป็นการบอกใบ้ให้ญาติ เพื่อนฝูง และเพื่อนบ้านแสดงความยินดี (2) ป้องกันไม่ให้คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวขึ้นบ้านโดยไม่ได้ตั้งใจ และนำวิญญาณชั่วร้ายหรือ หายนะ และโรคภัย ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของมารดาและทารก หรือก็คือปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและสิ่งไม่ดีออกไป