ตอนที่6 ก้าวแรกในมหาวิทยาลัย
หน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเทียนจิน
หลิวเย่ชายหนุ่มรูปงามั้แ่เขาเริ่มฝึกฝน มีออร่าหมอกขาวจางๆหมุนวนรอบกายโดยที่คนทั่วไปมองไม่เห็น รัศมีที่เจิดจ้าทำให้เขาดูคล้ายกับเทพบุตรมากกว่ามนุษย์ส่งเสริมให้เขาโดดเด่นมากยิ่งขึ้น เขาหยุดยืนนิ่งพลางกวาดสายตามองทางเข้ามหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเทียนจินตอนนี้ยังเช้าอยู่ ประมาณ 8 โมงเช้า มีนักศึกษาและผู้ปกครองไม่มากนักจากนั้นเขาทบทวนตำแหน่งอาคารสำนักงานที่จะต้องไปลงทะเบียนนักศึกษาใหม่
ก่อนการเดินทาง หลิวเย่ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลไว้แล้วเมื่อชัดเจนในตำแหน่งและทิศทางมือขวาของเขาก็ลากกระเป๋าเสื้อผ้าขนาดย่อมไปในทิศทางนั้นตามจริงแล้วเขาไม่จำเป็ต้องมีกระเป๋าใดๆเพราะเขามีมิติเก็บของอยู่แล้วแต่เพื่อไม่ให้แตกต่างจากคนอื่นมากเกินไปเขาจึงตบตา
รปภ.ที่เฝ้าบริเวณหน้าประตูเพียงชำเลืองมองเขาแล้วพ่นพึมพำเบาๆ
“เฮ้อ นักศึกษาน้องใหม่ปีนี้มีคนหล่อๆ ไม่กี่คนเองหรือว่ามันยังเช้าอยู่นะ”
จากนั้นรปภ.วัยกลางคนส่ายหน้าพลางมองไปยังเหล่านักศึกษาสาวที่ทยอยเดินทางมาลงทะเบียนนักศึกษาใหม่บางคนก็มารถบัส บางคนก็นั่งแท็กซี่ บางคนปั่นจักรยานส่วนลูกหลานคนรวยรุ่นที่สองก็จะมีรถยนต์ราคาแพงแล่นผ่านเป็ระยะ
ตลอดทางเดินจากประตูมหาวิทยาลัยไปยังอาคารรับลงทะเบียนนักศึกษาใหม่ มีนักศึกษาบางคนกำลังเดิน บางคนนั่งบางคนยืนคุยกัน บางคนก็กำลังปั่นจักรยาน แต่ทุกคนโดยเฉพาะนักศึกษาหญิงต่างพากันมองหลิวเย่บางคนก็ก้มหน้าและแสดงท่าทางเขินอาย นักศึกษาชายหลายคนส่งเสียงฮึดฮัดและพ่นคำออกมานักศึกษาสาวก็ส่งเสียงเรียกร้องความสนใจ
“ไม่ชอบใจเลยทำไมต้องมีคนหล่อกว่าฉันด้วย”
“อ๊าย คนหล่อหล่อมาก ฉันยินดีเป็แฟนกับคุณ ”
“หนุ่มหล่อฉันจะมีลูกกับคุณ”
“ไอ้เวรมาแย่งซีนฉันทำไม”
ประเทศ C มีมหาวิทยาลัยด้านแพทย์แผนจีนเฉพาะเพียง9 แห่งเท่านั้น ที่เขาเลือกมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนแห่งนี้เป็เพราะว่าเขาสนใจประวัติความเป็มาที่น่าสนใจและมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการเข้ารับการศึกษาเื่เหล่านี้เขาเพียง้าเรียนจบให้เร็วมากที่สุดเพราะยังมีภารกิจสำคัญที่เขาต้องจัดการในอนาคต
บรรยากาศโดยรอบมหาวิทยาลัยแห่งนี้ สวยงามร่มรื่นทีเดียว อาคารสำนักงาน อาคารเรียนหอพัก สนามกีฬา และหอพัก เท่าที่สายตาเขากวาดมองไปทั่ว มันน่าอยู่มากให้ความรู้สึกสงบเหมาะสมที่จะเป็แหล่งเรียนรู้จริงๆ
หลิวเย่ไม่ได้สนใจอากัปกิริยาของนักศึกษาชายและหญิงรอบๆตัวเขามากนัก
มันเป็เพราะว่าเขาเคยชินกับบรรยากาศแบบนี้มาั้แ่เด็กๆ แล้ว
ปกติหลิวเย่เป็เด็กที่เงียบขรึมพูดจาไม่ค่อยเก่ง แต่ไม่ใช่คนขี้อายจนไม่กล้าสนทนากับใคร
มันเป็เพียงเพราะว่าเขาชอบสภาพแวดล้อมแบบนี้มากกว่า
ความจริงเขาเป็คนอ่อนน้อมถ่อมตัวไม่ค่อยร้องไห้งอแงเหมือนเด็กทั่วไปเขาจะพูดคุยเฉพาะคนที่เขาอยากจะคุยด้วยเท่านั้นเอง
ตอนนี้เขาเป็ผู้ฝึกฝนในขอบเขตสร้างฐานรากซึ่งเหนือกว่าขอบเขตรวบรวมพลังฉีหนึ่งขั้นดังนั้น ไม่ว่าจะเป็ศิลปะการต่อสู้ศิลปะการต่อสู้ขั้นสูงที่สามารถเหนี่ยวนำพลังของ์และโลกมาใช้ได้ในขอบเขตการฝึกตนภูมิปัญญาของเศษเสี้ยวจิติญญาจักรพรรดิะหลิวเย่นั้นยังมี เวทมนตร์ ค่ายกล การแพทย์ขั้นสูงและที่สำคัญอีกอย่างคือศิลปะจิติญญาชูรา
ตอนนี้หลิวเย่เดินมาถึงบริเวณโถงสำนักงานสำหรับจุดลงทะเบียนนักศึกษาใหม่ปรากฏว่ามีซุ้มเรียงรายสองฝากฝั่ง แต่ละซุ้มก็จะเป็ตัวแทนวิชาเอกต่างๆในมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเทียนจินแห่งนี้มีอาจารย์และนักศึกษาชายและหญิงประจำแต่ละซุ้ม รวมทั้งหมด 7 ซุ้ม ได้แก่หนึ่งฝังเข็ม-รมยา สองนวดแผนจีน(ทุยนา) สามอาบยา สี่ศิลายา ห้ายาจีน หกวิทยาการกระดูกเจ็ดดูแลครรภ์และคลอด
เขามองหาซุ้มวิชาเอกวิทยาการกระดูกนั่นคือวิชาเอกที่เขาเลือก
ปรากฏว่าในซุ้มมีเพียงสาวสวยผมยาวหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโต ปากจิ้มลิ้มสีชมพู สวยทีเดียวหญิงสาวผมสั้นและชายหนุ่มใส่แว่นตาอีกหนึ่งคน ดูเหมือนกำลังจัดเตรียมข้าวของกันวุ่นวายทีเดียว
เขาเดินเข้าไปและถามว่า
“ฉันมาลงทะเบียนแล้ว”
“โอ้คุณมาเป็คนแรกของวิชาเอกนี้เลยนะ” หญิงสาวผมสั้นตอบเขา
“น้องใหม่คุณหน้าตาดีมาก หล่อมาก” หญิงสาวสวยอีกคนจ้องมองเขาดวงตาเป็ประกายด้วยความพอใจ
“เอ่อ ฉันสามารถลงทะเบียนตอนนี้ได้เลยไหม” หลิวเย่ถามซ้ำเนื่องจากสองสาวและชายหนุ่มตรงหน้าต่างพากันจ้องมองเขานานเกินไป
“อะแฮ่ม.....ขอโทษทีพี่สาวคนนี้ลืมตัวไป” สาวสวยผมยาวตอบเขาด้วยใบหน้าแดงเขินอายเล็กน้อย
“อาจารย์หัวหน้าประจำวิชาเอกของเราชื่อหงเต๋อ พอดีท่านติดธุระจะมาตอนบ่าย ตอนนี้มีเรา 3 คนมาช่วยดำเนินการก่อนมีฉันเหอซู นี่หลินม่าน และหลิวนี่นี่” ชายหนุ่มใส่แว่นตาเป็คนตอบเขา
“สวัสดี”ทุกคนกล่าวสวัสดีเกือบพร้อมกัน
“ฉันยังทำหน้าที่หลักเป็ผู้ช่วยอาจารย์ตอนนี้ฉันอยู่ปีที่สามแล้ว” หญิงสาวสวยผมยาวที่ชื่อหลิวนี่นี่ เป็คนกล่าว
“ให้ฉันแนะนำเพิ่มเติมคุณลงทะเบียนเสร็จแล้วก็เอาสัมภาระไปเก็บที่หอพักก่อนตอนบ่ายค่อยมารวมกันที่ห้องประชุมด้านในเพื่อแจ้งกำหนดการฝึกทหารในวันพรุ่งนี้”หญิงสาวผมสั้นแจ้งรายละเอียดแก่เขาอีกครั้ง
“โอเค” หลิวเย่ผงกศีรษะรับคำ
หลังจากเขาลงทะเบียนและรับเอกสารสำคัญเรียบร้อยรวมถึงชุดสำหรับฝึกทหารที่ถูกเหมาจ่ายรวมในค่าธรรมเนียมลงทะเบียนแล้ว
หลิวเย่สะพายกระเป๋าเป้และกระเป๋าลากไปอีกทางหนึ่งซึ่งมุ่งหน้าไปยังหอพักอาคาร D ชั้น 5 ห้อง 505 มีอาคารหอพักรวมราว 10หลัง มองดูแล้วอาคารค่อนข้างเก่าทรุดโทรมเนื่องจากนักศึกษาปีหนึ่งเท่านั้นที่มักจะพักในมหาวิทยาลัยส่วนปีที่สองถึงปีสุดท้ายหรือบางทีอาจมีนักศึกษาที่เป็คนรวยแบบนูโว(รวยรุ่นที่สอง)ที่จะพักนอกมหาวิทยาลัย
อาคารหอพักไม่มีลิฟต์เขาต้องเดินขึ้นบันได แต่ยังดีที่ชั้นที่เขาอยู่เป็ชั้นบนสุด และเป็มุมห้องด้านในสุดด้วย
เปิดประตูเข้าไปมองเห็นเตียงนอนแบบสองชั้นวางติดผนังด้านซ้ายและขวามีโต๊ะเขียนหนังสือมุมซ้ายขวาของเตียงนอนในแต่ละฝั่งมีโต๊ะกลางสำหรับทานข้าวหรือสนทนากัน เปิดดูห้องน้ำ สภาพโดยรวมถือว่าสะอาดทีเดียว ถึงแม้ว่าตัวอาคารจะดูเก่ามากแล้วก็ตาม
เขาเลือกเตียงนอนฝั่งทางซ้ายมือชั้นล่างซึ่งใกล้กับหน้าต่างและประตูที่เปิดออกสู่ระเบียงหลังห้องมากกว่าอีกฝั่ง
เปิดกระเป๋าจัดข้าวของใส่ลิ้นชักเก็บของใต้เตียงจัดเสื้อผ้าใส่ตู้อีกมุมของเตียงนอน
หลิวเย่นอนหลับพักสายตาครู่หนึ่งจากนั้นลุกเดินออกไปหาอาหารเช้าทานที่โรงอาหาร
โรงอาหารมีหลายแห่งทุกแห่งดูเหมือนจะเป็รูปแบบเดียวกัน นั่นคือชั้นล่างขายอาหารทั่วไปราคาย่อมเยาชั้นบนค่อนข้างเงียบ มีร้านอาหารไม่กี่ร้าน นั่นเป็เพราะว่าชั้นบนราคาอาหารแพงมีไว้สำหรับอาจารย์และนักศึกษาบางคนที่มีเงินใช้เหลือเฟือ
สุดท้ายเขาตัดสินใจทานอาหารที่ชั้นล่างถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะมีเงินเป็แสนหยวนในบัญชี และเหรียญทองอีก 2,000เหรียญที่ยังไม่ได้ขาย แต่บางทีการทำตัวเป็คนจนก็น่าสนใจนะ
นักศึกษาเริ่มทยอยเข้ามาทานอาหารเรื่อยๆมันเป็เพราะว่า วันนี้มีลงทะเบียนนักศึกษาใหม่ ยังไม่เริ่มการเรียนรู้
อาหารที่เขาเลือกรสชาติใช้ได้ทีเดียวราคาเพียง 20 หยวน ก็โอเคนะ
เมื่อมีคนมากในโรงอาหารแน่นอนว่าเกิดเหตุการณ์แบบเดิมๆ นั่นคือ หญิงสาวจ้องมองชายหนุ่มรูปงามส่วนวัยรุ่นชายก็มองอย่างอิจฉาและเกลียดชัง
มองไปเถอะ เขาชินแล้ว แต่อย่ามาหาเื่แล้วกันถึงแม้ว่าไม่อยากจะแสดงตนนัก แต่ก็ใช่ว่าจะรังแกกันได้
มีนักศึกษาหญิงน่าจะเป็น้องใหม่เช่นกัน เดินถือถาดอาหารเข้ามา เธอถามอย่างตรงไปตรงมาว่า
“เพื่อนร่วมชั้นคุณวิชาเอกอะไร” หญิงสาวผมซอยสั้น หน้าตาน่ารักน่าชังถามเสียงเรียบ
“...” หลิวเย่เงยหน้าขึ้นแล้วมองตรงไปยังหญิงสาวตรงหน้า แต่เขาแค่ขมวดคิ้ว ไม่ได้ตอบอะไร
“โอ้ ฉันลืมไป คุณกำลังเคี้ยวข้าวอยู่”เธอพ่นอีกคำออกมาแบบไม่ใส่ใจ
“...” นั่นน่ะสิตอนนี้เขากำลังเคี้ยวข้าวและซี่โครงหมูอยู่นะ ไม่ใช่ว่าจะอ้าปากตอบใครๆได้ เขายังห่วงภาพลักษณ์ที่ดีนิดหน่อย
“งั้น เราค่อยเจอกันอีก”พูดเสร็จสาวน่ารักคนนี้ก็หันหลังเดินไปอีกทาง ถ้าหลิวเย่สังเกตให้ดีจะพบว่าใบหูสองข้างของหญิงสาวเป็สีแดง เธอเขินอาย แต่เธอไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป
เมื่อเขาทานอาหารเสร็จแล้วก็เดินกลับหอพัก
พอเขาเปิดประตูห้องในตอนนี้ปรากฏว่ามีกระเป๋าเสื้อผ้าของบางคนวางอยู่บนเตียงนอนของเขา โดยไม่สนใจชายหนุ่มอีก2 คนที่นั่งอยู่โต๊ะกลาง ส่วนอีกคนนอนดูโทรศัพท์มือถืออยู่บนเตียงชั้นบนด้านขวา
“ใครวางกระเป๋าไว้”หลิวเย่ถามพลางกวาดสายตามองทุกคนในห้องด้วยสีหน้าเ็า
“โอ้ ทำไมล่ะ”ชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งโต๊ะกลางตอบเขาด้วยท่าทียั่วยุ
“...”ชายหนุ่มบนเตียงนอนชะโงกหน้ามาดู ส่วนอีกคนที่โต๊ะกลางแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้กล่าวอะไร
“คุณคิดว่าอย่างไรล่ะ”หลิวเย่ตอบกลับด้วยเสียงเ็าเหมือนเดิม แต่สายตาเขาจ้องเขม็งไปที่ชายคนนั้น
“เฮ้ นี่คุณใต้เตียงฉันว่างนะ นั่นเขามาก่อนไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องแย่งกันด้วยล่ะ”ชายหนุ่มบนเตียงท่าทางขี้เล่นหยุดเล่นโทรศัพท์มือแล้วเอ่ยขึ้น
“ทำไมล่ะเสียสละแค่นี้ไม่ได้เหรอ เราไม่ใช่เพื่อนร่วมห้องใช่ไหม” ชายคนนั้นยังคงยั่วยุเขาต่อและเดินเข้าไปหา
“งั้นเหรือ” หลิวเย่ถามแล้วจับมือเหมือนทักทายกันแต่เขาส่งพลังปราณเข้าไปในร่างกายชายหนุ่มคนนั้นทำให้มันปั่นป่วนตัวเขาสั่นและมีหน้าแดงเล็กน้อย หายใจติดขัด และเบิกตากว้างจ้องมองมายังหลิวเย่
“โอเค โอเคถ้านายไม่ยอม ก็ไม่เป็ไร” ชายหนุ่มรีบกล่าวยอมแพ้ทันที
“...”อีกสองคนไม่มีคำพูดอะไรเพราะสังเกตไม่เห็นความผิดปกติใดๆเห็นเพียงว่าพวกเขาทักทายกัน แล้วอีกคนก็ยอมแพ้ทันที
“ฉัน.....ฉันจะเอากระเป๋าออกแล้ว”
ชายหนุ่มลงมาจากเตียงนอนชั้นบนขวาแล้วกล่าวขึ้นว่า “สวัสดีฉันชื่อซุนเอ้อ น่าจะอายุน้อยที่สุดนะ”
“สวัสดีฉันชื่อจูปิง” ชายอีกคนที่นั่งโต๊ะกลางกล่าวเสียงเรียบ
“สวัสดี ฉันชื่อหลิวเย่”
“สวัสดี ฉันชื่อจางไค่”ชายหนุ่มตอบกลับคนสุดท้ายหลังจากนำกระเป๋ามาวางไว้บนเตียงอีกฝั่ง
ในตอนนี้ห้องพวกเขามีทั้งหมดสี่คน เรียงตามอายุ มีพี่ใหญ่เป็คนโต พี่รอง พี่สามและน้องสี่เป็คนสุดท้าย หลิวเย่อายุน้อยที่สุด จึงเป็น้องสี่ ส่วนคนที่สองหรือพี่รองนั้นหลิวเย่จงใจละเลยโดยตรงเพราะมีแนวโน้มว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกัน
เมื่อได้เวลาทานอาหารเที่ยงแล้ว พวกเขาเดินไปโรงอาหารด้วยกันทั้งสามคนพูดคุยกันเป็ระยะ มีเพียงหลิวเย่ที่ฟังคนอื่นพูดมากกว่า
ตอนนี้ในโรงอาหารมีนักศึกษาและผู้ปกครองมารับประทานอาหารกันมากมายดูเหมือนว่าโรงอาหารชั้นบนจะคึกคักเป็พิเศษ
แน่นอนว่า ยิ่งคนเยอะ ยิ่งมีการจ้องมองและซุบซิบกันไปทั่ว
จูปิงนั้นเพียงแค่ขมวดคิ้วแต่ซุนเอ้อเศร้าหมองไปบ้างพลางเหล่มองหลิวเย่และบ่นพึมพำออกมา
“น้องสี่ นายหล่อเกินไปแล้วนะ”
แต่จางไค่นั้นแสดงความอิจฉาและไม่พอใจทางสายตา เขายังคงกลัวหลิวเย่เล็กน้อยนั่นเป็เพราะไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้หลิวเย่ทำอะไรกับเขากันแน่ทำไมเพียงแค่จับมือแล้วทำให้เขาเ็ปแปลกๆ
แต่เขาจะไม่ยอมแพ้เพราะเื่แค่นี้
เมื่อพวกเขาทานอาหารกันเสร็จแล้วก็พากันเดินไปทางห้องประชุม
ในห้องประชุมมีนักศึกษาน้องใหม่ปีหนึ่งนั่งกันค่อนข้างเรียบร้อย
ทันใดนั้นก็มีเสียงฮือฮา หลังจากที่กลุ่มของหลิวเย่นั่งลงในแถวตรงกลางฝั่งขวามือห้องประชุม
“ว้าว เทพธิดา สวยมาก”
“นั่นดอกไม้มหาวิทยาลัยคนใหม่เหรอ”
“เธอจะเป็ภรรยาของฉันในอนาคต”
“ฉันอยากให้คุณเป็แม่ของลูกฉัน”
มีเสียงะโและกรีดร้องของเหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งหลายในห้องประชุม
หลิวเย่หันไปมองเขาพบหญิงสาวสวยคนหนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบกับอาจารย์รุ่นพี่หลิวนี่นี่คนนี้สวยมากกว่า 3 ส่วน
อืม.....น่าสนใจจริง
ในตอนนี้ อาจารย์ที่รับผิดชอบดูแลการจัดการสำหรับนักศึกษาใหม่ได้เข้ามาในห้องประชุมเขาพูดเสียงดังใส่ไมโครโฟนว่า
“นักศึกษาทั้งหลายเงียบเสียงลงก่อน ได้เวลาแล้ว”
เสียงนกกระจอกแตกรังก็ค่อยๆสลายไป
จากนั้นอาจารย์ก็อธิบายรายละเอียดการฝึกทหารที่จะเริ่มในพรุ่งนี้เช้าระยะเวลาการฝึกทั้งหมด 2 สัปดาห์ทุกคนต้องใส่ชุดมารวมตัวพร้อมกันที่บริเวณสนามกีฬาในเวลา 07.00 น.มีนักศึกษาบางส่วนบ่นพึมพำ เพราะนั่นอาจเช้าเกินไปสำหรับบางคน
เมื่อการประชุมชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้วหลิวเย่และเพื่อนร่วมห้องก็กลับไปเตรียมตัวกัน
หลิวเย่แยกตัวออกจากเพื่อนก่อนขึ้นห้องเขา้าเดินสำรวจบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัย เขา้าหาสถานที่ที่อาจมีพลังฉีมากพอสำหรับการฝึกฝนของเขาการพักอาศัยหลายคนในห้องเดียวกัน ค่อนข้างไม่สะดวกสำหรับเขา ดังนั้นเขาวางแผนว่าหลังเสร็จสิ้นการฝึกทหารแล้วเวลาส่วนใหญ่โดยเฉพาะ่เดินทางไปโลกโบราณ เขาจะพักที่อพาร์ตเมนท์ของเขา
จะขึ้นไปบนดาดฟ้าก็เกรงว่าการรวมตัวกันของพลังิญญาขณะที่เขากำลังฝึกฝนจะก่อให้ความสนใจของบางคน
เขาจึง้าหาสถานที่ที่มิดชิดและปลอดภัยนอกเหนือจากอพาร์ตเมนท์
ปรากฏว่าเขาพบอาคารเก่าที่ไม่ใช้งานแล้วทางด้านหลังมหาวิทยาลัยมันดูเก่าทรุดโทรมไปมาก แต่บนดาดฟ้ามีมุมที่น่าสนใจมุมหนึ่งคล้ายกับเคยมีการวางถังน้ำขนาดใหญ่เอาไว้หลายใบ ตรงนี้เงียบ! น่าสนใจ!
มองไกลผ่านป่าหลังมหาวิทยาลัยเขาพบทะเลสาบและมีเกาะขนาดเล็กกลางทะเลสาบ อืม อันนี้ก็น่าสนใจแต่มันโล่งและเสี่ยงเกินไป
แล้วค่อยว่ากันอีกที
ในตอนเช้าเวลา03.00 น. หลิวเย่ลุกขึ้นสวมชุดกีฬาเพื่อไปฝึกฝนเขามีเวลาราวสองชั่วโมงก่อนจะกลับมาล้างตัวและไปทานข้าว
หลิวเย่ตัดสินใจะโแวบเป็แสงสีดำจากบนชั้นห้าด้านหลังอาคารหอพักแล้วมุ่งหน้าไปทางูเาฝั่งป่าสวนสาธารณะ
เขาหามุมปลอดสายตาคนที่เงียบสงบจากนั้นนั่งไขว้ขาและทำการฝึกฝน
หลิวเย่ลืมตาอีกครั้งได้เวลา 05.00 น.พอดี
เมื่อเขาเปิดประตูห้องพักปรากฏว่าทุกคนยังคงนอนหลับกันสบาย ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นโดยเร็ว
“ตื่นกันได้แล้วพวกเราจะสายนะ” หลิวเย่ส่ายหัวแล้วก็ไปปลุกเพื่อนๆ แน่นอน ยกเว้นจางไค่
“โอ้ ตื่นๆๆเร็วพวก เรามีนัดกับสาวงามนะ” ดูท่าประโยคนี้จะได้ผล หลังจากที่ซุนเอ้อกล่าวจบเพื่อนร่วมห้องอีก 2 คนก็งัวเงียตื่นทันที
ณ สนามกีฬามหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเทียนจิน
ในตอนนี้ครูฝึกทหารอาจารย์ผู้รับผิดชอบ 2 คน และมีรุ่นพี่ชายหญิงอีก 4คนได้ตรวจสอบรายชื่อนักศึกษาใหม่ที่จะเข้ารับการฝึกทหารวันแรก
เมื่อตรวจสอบรายชื่อฝึกเข้าแถว ทบทวนระบบคำสั่งในการฝึกเสร็จแล้ว ทุกคนต่างทะยอยกันขึ้นรถบัสเพื่อมุ่งหน้าไปยังศูนย์ฝึกที่อยู่ห่างออกไปราวหนึ่งชั่วโมง
การฝึกทหารสำหรับหลิวเย่แล้วไม่มีอะไรเลย มันเป็เพราะว่า ความแข็งแกร่งของเขาเกินขีดความสามารถเฉลี่ย
ภาคบ่ายมีฝนตกโปรยปรายครู่หนึ่ง
ก่อนเดินทางกลับมหาวิทยาลัยครูฝึกทหารได้แจ้งกำหนดการฝึกที่อาจมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพอากาศแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม กระบวนการฝึกทั้งหมดใช้เวลาสองสัปดาห์นั่นอาจต้องมีการฝึกชดเชย
ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเทียนจิน
หลิวเย่เม้มริมฝีปากบางเบาๆขณะกำลังเพ่งมองไปที่ชั้นหนังสือเกี่ยวกับการรักษากระดูกพลางคิดไปถึงพ่อของเขาที่ป่วยหนักจากการพลัดตกหน้าผาก่อนเสียชีวิตเมื่อ 2 ปีก่อนจากนั้นเขาตัดสินใจเลือกหนังสือแพทย์แผนจีนโบราณเื่ "ศิลปะการรักษาโรคทางกระดูก"จากชั้นหนังสือและมาที่บริเวณนั่งอ่านหนังสือ
ในฐานะน้องใหม่ปีหนึ่งที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยวันนี้เขาไม่สามารถฝึกทหารได้เนื่องจากฝนตก ดังนั้นเขาจึงมาที่ห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือแทน
อันที่จริงเขาเป็ทายาทหมอยาสมัยโบราณที่สืบทอดมาจากปู่เพียงแต่ตำราประจำตระกูลนั้นมีเนื้อหาเพียงบางส่วนและไม่ลึกซึ้งถึงโรคซับซ้อนหรือรักษายาก แม้ว่าเขาจะได้รับภูมิปัญญาจากเศษเสี้ยวจิติญญาของจักรพรรดิะหลิวเย่แต่เขาคิดว่ามันจะดีกว่าถ้าเขาใช้ความรู้เกี่ยวกับแพทย์แผนจีน การรักษาโรคและช่วยชีวิตผู้คนได้
สิ่งที่สำคัญคือการได้ใบรับรองเพื่อสามารถให้การรักษาใครๆได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย
และการเป็แพทย์ก็สามารถสร้างรายได้ให้แก่เขาได้อีกทางหนึ่ง
เขายังมีไพ่ใบเด็ดอีกอย่าง นั่นคือภูมิปัญญาจิติญญาจักรพรรดิะหลิวเย่
อนึ่ง ตัวหลิวเย่เองก็เป็คนที่มีความมุ่งมั่นและจริงจังกับเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน