หลังจากกินหม้อไฟเสร็จจิงซิงอี้และเย่เฉินแยกย้ายกันกลับบ้าน และมาเจอกันอีกครั้งเวลา 6 โมงเช้าที่ลานหน้าโรงพยาบาลเพื่อนั่งรถบัสไปยังชุมชนชานเมืองที่อยู่ไม่ไกลมากนักใช้เวลานั่งรถไปประมาณสองชั่วโมง
พวกเขาจะเริ่มรักษาเวลา9 โมงเช้า และเดินทางกลับเวลา 5 โมงเย็น ครั้งนี้พวกเขาจะตรวจโรคให้สั่งยาและรักษาอาการเบื้องต้นที่ไม่ยากจนเกินไป ถ้าคนไข้มีแนวโน้มว่าจะเป็โรคเรื้อรังและร้ายแรงจะแนะนำให้ไปตรวจรักษาอย่างจริงจังที่โรงพยาบาลเท่านั้น
จิงซิงอี้ได้พบกับศาสตราจารย์เม่งฮ่าวซึ่งเป็อาจารย์ที่สอนเขามาและยังเป็อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาด้วยตอนนี้เขาเป็อาจารย์รับเชิญมาสอนที่เซี่ยงไฮ้เป็เวลาหนึ่งปี จากนั้นจึงจะกลับไปสอนที่ปักกิ่งต่อ
เม่งฮ่าวมีอายุประมาณ55 ปี เป็คนขยัน แอ็คทีฟ มีพลังชีวิตสูง เขาชอบทำงานวิชาการโดยเฉพาะการทำวิจัยด้านการฝังเข็ม
ก่อนที่จิงเซียวจะเรียนจบเขาร่วมเป็ผู้ช่วยวิจัยในโครงการของเม่งฮ่าวผลการวิจัยได้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ระดับโลกและได้รับเชิญไปเผยแพร่งานวิจัยและบรรยายทั้งในงานสัมมนาวิชาการระดับประเทศและระดับโลกหลายแห่ง
ถึงแม้ว่าชื่อเสียงของจิงซิงอี้จะไม่โดดเด่นเท่ากับเม่งฮ่าวซึ่งเป็หัวหน้าโครงการแต่เขาก็ได้รับการยอมรับในหมู่อาจารย์และเพื่อนๆ ในฐานะนักศึกษาที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งของสถาบัน
ความเชี่ยวชาญด้านการฝังเข็มแบบแผนจีนร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบันที่ได้เรียนรู้มาจากการ่วมงานกับเม่งฮ่าว รวมไปถึงความชำนาญด้านสมุนไพรทำให้จิงซิงอี้กลายเป็ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแผนจีนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถโดดเด่น
เขาจึงได้รับการทาบทามจากเม่งฮ่าวและผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเสนอทุนให้เรียนต่อและกลับมาเป็อาจารย์สอนนักศึกษา แต่จิงซิงอี้กลับปฏิเสธเพราะเขา้ากลับมาดูแลจิงเซียว
นอกจากนี้เขายัง้าสืบทอดความรู้และภูมิปัญญาของจิงเซียวอย่างเป็ทางการในอนาคตเขาจะก่อตั้งสำนักแพทย์ฉางซานขึ้นมาอีกครั้งและอาจจะเปิดรับลูกศิษย์ด้วยแต่ในตอนนี้ เขาเริ่มต้นด้วยการก่อตั้งคลินิกฉางซาน ก่อนจะขยับขยายไปสู่ด้านอื่นๆต่อไป
จิงซิงอี้เดินทางไปกับอาจารย์เม่งฮ่าวและอาจารย์อีก2-3 คน โดยมีศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันมาร่วมฝึกฝนทักษะและเรียนรู้จากอาจารย์และรุ่นพี่นับสิบคน
การเปิดคลินิกรักษาฟรีนี้ยังเป็กิจกรรมในหลักสูตรสำหรับนักศึกษาแพทย์แผนจีนด้วยนอกจากจะฝึกวิชาแล้ว ยังได้ฝึกการเรียนรู้และการปรับตัวในสถานการณ์จริงที่ต้องรักษาโดยไม่มีอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัยจากโรงพยาบาล
สำหรับจิงซิงอี้แล้วเขา้ามาพบเม่งฮ่าวและเพื่อนเก่า เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนการทำธุรกิจและเขายัง้าจะโฆษณาคลินิกด้วย
พวกเขานั่งรถบัสไปจนถึงหมู่บ้านชานเมืองที่มีทั้งบ้านสมัยใหม่และบ้านแบบเก่าตั้งอยู่พวกเขาจอดรถที่ลานกว้างซึ่งเป็จุดนัดพบของชุมชน ที่มีการตั้งเต็นท์ โต๊ะ เก้าอี้และบอร์ดติดประกาศ สำหรับการรักษาในวันนี้เอาไว้แล้ว
เมื่อลงจากรถจิงซิงอี้และเย่เฉินก็พบว่าลูกชายของเป็งเหอขับรถมาส่งพ่อจิงซิงอี้และเย่เฉินเดินไปต้อนรับ และพาเขาไปพบกับอาจารย์คนอื่นๆ
เมื่อได้เวลารักษาพวกเขาก็นั่งประจำโต๊ะโดยมีอาจารย์และแพทย์จีนที่เชี่ยวชาญเป็กำลังหลักในการตรวจรักษาและมีนักศึกษาและพยาบาลเป็ผู้ช่วย แต่ในบางครั้งพวกเขาจะให้นักศึกษาได้ทดลองรักษาด้วยในวันนั้นจิงซิงอี้และเย่เฉินแยกนั่งกันคนละโต๊ะ
คนที่มารอตรวจส่วนใหญ่เป็วัยกลางคนขึ้นไปส่วนมากจะเป็ผู้สูงวัยที่อยู่บ้าน บางคนก็พาลูกหลานมาด้วย
แล้วก็เป็ไปตามคาดที่ผู้สูงวัยมักจะไปเข้าแถวรอที่โต๊ะของหมอที่มีอายุมากเพราะเชื่อมั่นในความรู้และประสบการณ์ ในขณะที่หมอเด็กๆ ไม่ค่อยมีใครเลือกมาหา
จิงซิงอี้ก็เป็เช่นเดียวกับหมอที่ยังเด็กคนอื่นแต่เขาไม่ยอมนั่งรอเฉยๆ เมื่อเวลาผ่านไปสัก 20 นาทียังไม่มีใครมารักษากับเขาจิงซิงอี้จึงลุกขึ้นเดินไปหาคุณแม่ที่อุ้มลูกมานั่งรอคนหนึ่ง
เขาสังเกตเห็นว่าคุณแม่กำลังรอคิวรักษากับหมออายุมากคนหนึ่งอยู่จิงซิงอี้เดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ และถามว่า
“สวัสดีครับ คุณแม่พาน้องมาหาหมอใช่มั้ยครับ”
คุณแม่พยักหน้า จิงซิงอี้ถามต่อว่า “น้องเป็อะไรมาหรือครับ”
ก่อนที่เธอจะพูด จิงซิงอี้ซึ่งสังเกตสีหน้าของเด็กน้อยวัย 8เดือนที่แม่อุ้มอยู่ ก็พูดว่า
“น้องมีปัญหาการนอนใช่มั้ยครับ” คุณแม่ทำหน้าใ และตอบว่าใช่
“ชอบตื่นมาร้องตอนกลางคืน ท้องอืดมีเสมหะกับน้ำลายไหลด้วยใช่มั้ยครับ”
คุณแม่ตอบว่าใช่อีก จิงซิงอี้จึงขอตรวจอาการเขาจับชีพจรของเด็กน้อย จากนั้นจึงกดรอบท้องของเด็กเบาๆ และพูดว่า“ม้ามมีความชื้นครับ”
จากนั้นเขาก็เชิญให้แม่ลูกไปนั่งที่โต๊ะเพื่อซักถามอาการและกรอกข้อมูล
มีหลายคนจับตาดูเขาด้วยความอยากรู้ว่าเขาจะทำให้คนไข้เชื่อใจและยอมมารักษาด้วยหรือไม่
เมื่อเห็นว่าคุณแม่รีบเดินตามมาที่โต๊ะบางคนที่ซุบซิบและรอสมน้ำหน้าก็เงียบไป
หมอหลายคนที่ยังเด็กแบบจิงซิงอี้ก็มีความหวังพวกเขาเริ่มลุกเดินไปหาคนไข้บ้างในขณะที่อาจารย์เม่งฮ่าวและอาจารย์คนอื่นพยักหน้าด้วยความพอใจที่พวกเขารู้จักการเข้าหาคนไข้ ไม่นั่งรอให้คนไข้เดินเข้ามาเอง
จิงซิงอี้ซักถามข้อมูลของเด็กน้อยและบอกให้นักศึกษาแพทย์ที่เป็ผู้ช่วยคอยจดบันทึกข้อมูลและเรียนรู้จากเขาไปด้วย เมื่อได้ตรวจอาการจนละเอียดแล้วเขาจึงอธิบายว่า
“ในทางแพทย์แผนปัจจุบันจะเรียกว่าการร้องไห้ตอนกลางคืนซึ่งจะเกิดหลังจากหลับไปไม่นาน และเด็กจะมีอาการใจเต้นแรงด้วยแต่ถ้าเป็การร้องไห้ตอนเช้ามืด มักเกิดจากฝันร้าย ถ้าพ่อแม่ปลุกให้ตื่นทันทีเด็กก็จะยิ่งใเข้าไปอีก
แต่ในทางแพทย์แผนจีนเราเรียกว่าเยี่ยถีมักเกิดกับเด็กอายุไม่ถึงหนึ่งขวบ จากอาการของน้องน่าจะเป็ความชื้นที่เข้าไปในม้ามทำให้เบื่ออาหาร ท้องอืด นอนไม่หลับ ลิ้นเป็ฝ้าขาว และตัวบวม”
แม่ของเด็กฟังด้วยความตั้งใจจิงซิงอี้อธิบายต่อว่า "ม้ามเป็อวัยวะที่ไม่ชอบความชื้น เพราะจะสูญเสียชี่ไปการรักษาจึงต้องใช้ยารสหวานบำรุงชี่ และขับไล่ความชื้นผมจะเขียนใบสั่งยาให้ไปซื้อเองนะครับ ซื้อแบบบดเป็ผงมาละลายน้ำได้ตัวยาหลักจะเป็ ไป๋จู้ ตั่วจ้อ และหวงฉี”
จากนั้นจิงซิงอี้ก็นวดกดจุดรักษาอาการท้องอืดให้เด็กน้อยเมื่อเรียบร้อยแม่กับเด็กก็ขอบคุณด้วยความดีใจและรีบออกไปจากเต็นท์เพื่อไปซื้อยาทันที
และในระหว่างนั้นตากับยายและญาติคนอื่นๆ ที่รออยู่ ก็เดินเข้ามาหาแม่ของเด็กด้วยความห่วงใยและซักถามถึงการรักษา คุณแม่อธิบายด้วยความดีใจว่าหมอหนุ่มคนนี้รักษาอาการได้ถูกจุด ตอนนี้พอนวดท้องเสร็จลูกสาวของเธอดูสบายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จากเหตุการณ์นี้ทำให้คนไข้เริ่มทยอยมาต่อคิวรักษากับจิงซิงอี้และหมอคนอื่นๆเพิ่มมากขึ้น
ใน่พักกลางวันทีมหมอพักกินอาหารกล่องที่สั่งมา และนั่งคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนวิธีการรักษาโรคนักศึกษาแพทย์หลายคนเขยิบมานั่งใกล้จิงซิงอี้และขอคำปรึกษากับเขาด้วยวัยที่ใกล้เคียงกันและการที่เขายินดีอธิบายโดยไม่ปิดบัง ทำให้พวกเขารู้สึกถูกชะตากันและแลกเปลี่ยนที่อยู่และช่องทางติดต่อกันเอาไว้อาจารย์าุโต่างรู้สึกยินดีที่เด็กรุ่นใหม่มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้
ในระหว่างพักกินข้าวหัวหน้าชุมชนและผู้าุโหลายคนเข้ามานั่งคุยและกินข้าวกับหมอๆด้วยบางคนเข้ามาคุยกับจิงซิงอี้ด้วยความชื่นชมในฝีมือและยังรวมไปถึงการที่เขามีหน้าตาและมารยาทที่น่าเอ็นดูในสายตาของผู้สูงวัยเขาจึงกลายเป็ขวัญใจของผู้สูงวัยในชุมชน
เมื่อเห็นเช่นนี้จิงซิงอี้จึงไม่รอช้าเปิดกระเป๋าเป้ที่พกติดตัวมาและหยิบถุงหอมสมุนไพรออกมาแจกทันที พร้อมกับอธิบายสรรพคุณถุงหอมแต่ละกลิ่น หมอและนักศึกษาแพทย์หลายคนที่เห็นต่างตะลึงงันเมื่อเห็นชายหนุ่มถือโอกาสโฆษณาคลินิกของตัวเองพร้อมกับแจกของที่ระลึกหน้าตาเฉย
เย่เฉินแอบหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนร่วมโครงการเขาเข้ามาช่วยจิงซิงอี้โฆษณาคลินิกเต็มที่ เพราะเขารู้ว่า นี่คือเวลาพักกลางวัน จิงซิงอี้มีสิทธิ์ใช้เวลา่นี้ และใน่เวลาที่ตรวจรักษาเขาก็ทำหน้าที่เป็ตัวแทนของโรงพยาบาลเต็มที่และไม่ได้พูดถึงคลินิกของตนเองแต่อย่างใดและที่สำคัญอาจารย์เม่งฮ่าวก็ไม่ได้ขัดขวางการโปรโมทคลินิกด้วย
ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มต้นทำงานใน่บ่ายทุกคนก็ต้องสะดุ้งใ เมื่อได้ยินเสียงะเิดังสนั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้องดังมาจากท้ายหมู่บ้าน
เสียงโทรศัพท์มือถือของผู้นำชุมชนและเ้าหน้าที่ที่มาตรวจตราความเรียบร้อยก็ดังกระหน่ำขึ้นทันทีชาวบ้านและเ้าหน้าที่ต่างพากันวิ่งไปที่เกิดเสียงะเิ ผู้นำชุมชนหันมาบอกเม่งฮ่าวว่าเกิดแก๊สะเิที่บ้านหลังหนึ่ง ตอนนี้บ้านหลังนั้นยุบถล่มลงมาข้างในมีคนติดอยู่ด้วย
เขารีบโทรศัพท์ประสานงานไปที่สถานีตำรวจตำรวจดับเพลิง และโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ในขณะที่ทีมแพทย์แผนจีนรีบบอกกับผู้นำชุมชนว่า พวกเขาจะไปช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน
จากนั้นพวกเขาก็รีบคว้าอุปกรณ์ที่จำเป็วิ่งไปท้ายหมู่บ้านที่มองเห็นควันไฟพวยพุ่งขึ้นมาเสียงไซเรนรถตำรวจและรถดับเพลิงหลายคันดังไล่มาไกลๆ