"มีเื่หนึ่งที่ข้าไม่เข้าใจ..."
ชายหนุ่มชุดดำเอ่ยเปิดบทสนทนาขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "เ้าหนีรอดออกมาได้อย่างไร?"
เขาปรายตามองเย่ชิงที่ยืนประกบอยู่ข้างกายซูหยุน แล้วส่ายหน้าเบาๆ อย่างอ่อนแรง "ต่อให้มีศิษย์พี่เย่ตามไปด้วย เ้าก็ไม่น่าจะมีโอกาสรอดมาได้เลยแม้แต่น้อย... อันที่จริง หากทุกอย่างราบรื่น การกำจัดศิษย์พี่เย่ไปพร้อมกัน ก็อยู่ในแผนการของข้าด้วยซ้ำ"
ยังไม่ทันที่ซูหยุนจะได้ตอบ เย่ชิงก็ถามแทรกขึ้นมาทันควัน "ศิษย์น้องชื่อ หลิวหลี่ ใช่ไหม? ข้าจำเ้าได้ การทดสอบเข้าศิษย์สายนอกรุ่นนั้น ข้าเป็คนคุมสอบเอง"
หลิวหลี่เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ "ความจำดีเยี่ยมสมเป็ศิษย์พี่เย่..."
เย่ชิงส่ายหน้า สีหน้าฉายแววเสียดายจับใจ "ศิษย์น้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะบำเพ็ญเพียรจนมีระดับพลังและสถานะเช่นทุกวันนี้ เหตุใดจึงคิดทรยศสำนัก?"
ร่างของหลิวหลี่สั่นเทิ้มเล็กน้อย เขายกยิ้มมุมปากอย่างขมขื่น "ข้าไม่เคยเป็คนของสำนักเสวียนหยวนมาั้แ่ต้น... แล้วจะเรียกว่าทรยศได้อย่างไร?"
เย่ชิงเข้าใจกระจ่างแจ้งในทันที คนผู้นี้ต้องถูก สำนักเสวี่ยซา ใช้วิชาลับล้างสมองมาั้แ่เด็ก แล้วส่งมาแฝงตัวในสำนักเสวียนหยวน เฝ้ารอเวลาเพื่อลอบสังหารเหล่าศิษย์อัจฉริยะในยามคับขัน
คิดได้ดังนั้น เขาก็อดทอดถอนใจไม่ได้ "ด้วยสติปัญญาอย่างศิษย์น้อง สำนักเสวี่ยซากลับใช้งานเ้าเยี่ยงนักรบเดนตาย... ช่างน่าเสียดายจริงๆ"
ซางหัวที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินประโยคนี้ก็หน้าซีดเผือด เข้าใจเื่ราวทั้งหมดทันที ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป
ราวกับจะยืนยันคำพูดของเย่ชิง ร่างของชายชุดดำเริ่มสั่นสะท้านรุนแรงยิ่งขึ้น ริมฝีปากเริ่มมีเืไหลซึม
ซูหยุนขมวดคิ้ว "ลงทุนลงแรงขนาดนี้เพื่อจัดการผู้ฝึกตนตัวเล็กๆ อย่างข้า... มันคุ้มแล้วหรือ?"
เืสีดำคล้ำเริ่มไหลซึมออกจากทวารทั้งเจ็ดบนใบหน้าของหลิวหลี่ เขาพยายามเค้นเสียงกล่าวอย่างยากลำบาก "แน่นอนว่า... คุ้มค่า... ด้วยความก้าวหน้าของเ้า... หาก... หากไม่มีอะไรผิดพลาด เ้าจะต้อง... กลายเป็เย่จงคนที่สองแน่... หากยอมจ่ายค่าตอบแทนแค่นี้... เพื่อ... เพื่อกำจัดเ้าได้ ย่อมถือว่ากำไรมหาศาล!"
ซูหยุนยกมือลูบจมูกแก้เก้อ แหม... เอาข้าไปเปรียบกับท่านเ้าสำนักเชียวรึ ตาถึงเหมือนกันนะเนี่ย
ทว่าเมื่อเห็นสภาพของหลิวหลี่ในตอนนี้ เขาจึงหันไปถามเย่ชิง "ศิษย์พี่ ปล่อยให้เขาตายไปดื้อๆ แบบนี้เลยหรือขอรับ? ในสำนักมีวิชาลับพวกค้นิญญาสืบความทรงจำอะไรพวกนี้ไหม? เผื่อจะดูว่าเขามีแผนชั่วอะไรซ่อนอยู่อีกหรือเปล่า"
เย่ชิงส่ายหน้า "ช่วยไม่ทันแล้ว... ต่อให้ท่านอาจารย์มาเองก็จนปัญญา อีกอย่างคนประเภทนี้มีเป้าหมายเดียวคือการแฝงตัว ต่อให้ค้นิญญาไป ก็คงไม่ได้ข้อมูลที่มีค่าอะไรหรอก"
ซูหยุนถามด้วยความประหลาดใจ "ทำไมศิษย์พี่ถึงรู้ลึกรู้ดีขนาดนี้? หรือว่า..."
เย่ชิงพยักหน้า สีหน้าเรียบเฉย "เพราะข้าเองก็เคยเจอการลอบสังหารแบบนี้มาก่อน... เพียงแต่ไม่ระทึกขวัญเท่าของศิษย์น้องในครั้งนี้เท่านั้นเอง..."
ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากัน ลมหายใจของหลิวหลี่ก็เริ่มรวยรินลงทุกที ทว่าแววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ เขาฝืนเฮือกสุดท้ายจ้องมองซูหยุน เอ่ยถามย้ำเสียงเครียด
"เ้า... ตกลงเ้า... หนี... หนีออกมาได้ยังไง?"
ภาพความพินาศย่อยยับของเขาฝูหนิวแวบเข้ามาในหัวซูหยุน เขาผายมือออก ซูหยุนฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบด้วยน้ำเสียงกวนประสาทที่สุดในสามโลก
"อยากรู้หรือ? ... ข้า-ไม่-บอก!"
แววตาของหลิวหลี่เบิกกว้างด้วยความตะลึงระคนโกรธแค้น เขาอ้าปากพะงาบๆ เหมือนจะด่าทออะไรบางอย่าง แต่สีหน้ากลับเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำในชั่วพริบตา... แล้วสิ้นลมไปทั้งอย่างนั้น!
ซูหยุนเดาะลิ้นจุ๊ปาก สมเป็นักรบเดนตาย โเี้กับคนอื่นไม่พอ ยังโหดร้ายกับตัวเองอีก ไม่เหลือทางถอยให้ตัวเองแม้แต่นิดเดียว...
เย่ชิงมองซางหัวที่ยืนทื่อเป็ตอไม้อย่างเวทนา แล้วหันมาถาม "ศิษย์น้องจะจัดการกับศิษย์น้องซางอย่างไร? ถึงแม้เขาจะถูกหลอกใช้ แต่ก็ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้อยู่บ้าง..."
ซูหยุนปรายตามองซางหัวแวบหนึ่ง ก่อนจะถามสวนขึ้นมา "ศิษย์พี่ ท่านว่าที่ข้าตอบไปเมื่อกี้... หลิวหลี่เขาจะตายตาไม่หลับไหม?"
เย่ชิงชะงักไปครู่หนึ่ง งุนงงว่าทำไมซูหยุนถึงถามเช่นนี้ แต่พอลองนึกย้อนดู เขาก็พยักหน้า "ดูจากสีหน้าก่อนตาย... คงจะแค้นใจจนตายตาไม่หลับจริงๆ นั่นแหละ..."
ซูหยุนยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ "งั้นข้าก็สบายใจละ"
เย่ชิงกำลังจะถามต่อ แต่กลับเห็นซูหยุนหมุนตัวเดินดุ่มๆ จากไปดื้อๆ พร้อมทั้งโบกมือลาโดยไม่หันกลับมามอง "ศิษย์พี่ ข้าเหนื่อยแล้ว ขอกลับไปพักผ่อนก่อนนะขอรับ"
เย่ชิงเข้าใจความหมายของซูหยุนทันที เขายิ้มออกมาพลางะโไล่หลัง "เห็นแก่ที่ศิษย์น้องเหนื่อยยากมามาก ข้าจะไม่เอาความเื่ที่เ้าบังอาจเรียกตัวเองว่า บรรพชน ต่อหน้าข้าก็แล้วกัน"
ร่างของซูหยุนชะงักกึก ก่อนจะเร่งฝีเท้าหายวับไปไวยิ่งกว่าเดิม...
......
ณ มหาพิภพชางเสวียน
ท่ามกลางความเวิ้งว้างของห้วงจักรวาลอันไร้สิ้นสุด บุรุษในชุดคลุมสีแดงเพลิงกำลังเหาะเหินด้วยความเร็วสูง ทิ้งรอยคลื่นพลังิญญาเป็ทางยาวพาดผ่านห้วงอวกาศราวกับหางของดาวหางมรณะ
ไม่นานนัก เบื้องหน้าก็ปรากฏดวงดาวขนาดใหญ่ดวงหนึ่ง สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ความเร็วไม่ลดลงแม้แต่น้อย... เขาพุ่งเข้าชนดวงดาวนั้นตรงๆ!
ตูม!!!
แสงสว่างเจิดจ้าวาบขึ้น ดวงดาวดวงมหึมาะเิออกเป็จุณในชั่วพริบตา ผู้ฝึกตนนับล้านชีวิตบนดาวดวงนั้นแปรเปลี่ยนเป็เพียงิญญาเร่ร่อนในเสี้ยววินาที
ท่ามกลางเศษซากการะเิ ร่างสะบักสะบอมร่างหนึ่งพุ่งออกมา เป็ชายวัยกลางคนผู้มีระดับพลังสูงส่ง เขาอาศัยสมบัติลับของสำนักจึงรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เมื่อเห็นสำนักที่ตนทุ่มเทสร้างมากับมือสลายกลายเป็ผุยผงด้วยการพุ่งชนเพียงครั้งเดียวของบุรุษชุดแดง ความโศกเศร้าและเคียดแค้นก็ปะทุขึ้นเต็มอก
เขายกนิ้วที่สั่นระริกชี้ไปที่บุรุษชุดแดง ะโก้องด้วยความแค้น "เ้าเป็ใคร!? เหตุใดจึงอำมหิตผิดมนุษย์เช่นนี้! ทำลายสำนักข้าจนพินาศสิ้น..."
บุรุษชุดแดงปรายตามองเพียงแวบเดียว น้ำเสียงเ็าดุจน้ำแข็งหลุดออกจากปาก
"น่ารำคาญ!"
ผัวะ!
เพียงแค่ถูกจ้องมอง ร่างของชายวัยกลางคนผู้มีตบะแก่กล้าก็ะเิกลายเป็หมอกเื สลายไปในอวกาศทันที...
บุรุษชุดแดงเหาะต่อไปอีกเนิ่นนาน ชนดวงดาวแตกดับไปอีกหลายดวง จนกระทั่งร่างของเขาหยุดลงกะทันหัน กวาดสายตามองไปรอบๆ ความว่างเปล่า แต่กลับไม่พบร่องรอยผิดปกติใดๆ
เขาขมวดคิ้ว ปลดปล่อยจิตััศักดิ์สิทธิ์ครอบคลุมห้วงมิติโดยรอบ ตรวจสอบอย่างละเอียดทุกตารางนิ้ว ทว่าก็ยังคว้าน้ำเหลว
ใบหน้าของเขาเริ่มฉายแววหงุดหงิด พึมพำกับตัวเอง "แปลก... ทำไมจู่ๆ ถึงขาดการติดต่อกับร่างแบ่งภาคไปดื้อๆ? หรือว่าจะเป็แค่โลกใบเล็กๆ? จะมีใครในที่แบบนั้นสามารถทำลายร่างแบ่งภาคของข้าได้เชียวรึ?"
ขณะที่กำลังครุ่นคิด ห้วงมิติเบื้องหน้าก็เกิดการสั่นไหว ชายชราในชุดคลุมสีขาวราวหิมะปรากฏกายขึ้นขวางทาง
ชายชรามมองบุรุษชุดแดงด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง "หงอวิ๋น... ข้าไม่สนหรอกนะว่าเ้ากำลังตามหาอะไร แต่การที่เ้าเข่นฆ่าสังหารชีวิตผู้คนอย่างผักปลา ทำลายดวงดาวไปหลายดวงเช่นนี้... เ้าต้องให้คำอธิบายกับข้า!"
บรรพชนหงอวิ๋น ที่กำลังอารมณ์เสียเพราะติดต่อร่างแบ่งภาคไม่ได้ แถมยังหาโลกใบเล็กนั้นไม่เจอ เมื่อเห็นคนมาขวางทางเพื่อทวงถามความรับผิดชอบ เพลิงโทสะในใจจึงพุ่งพล่าน
เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นแฝงจิตสังหาร "ั้แ่เมื่อไหร่ที่ พันธมิตรดวงดาว ของพวกเ้ามีสิทธิ์มาสั่งสอนบรรพชนอย่างข้า? อย่าว่าแต่เ้าเลย ต่อให้เป็ จ้าวแห่งดวงดาว ของพวกเ้ามาเอง ก็ยังไม่แน่ว่าจะกล้าพูดกับข้าเช่นนี้!"
สิ้นเสียง ยังไม่ทันที่ชายชราจะได้อ้าปากเถียง หงอวิ๋นก็สะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง...
ฟึ่บ!
ชายชราผู้นั้นเป็เพียงร่างอวตาร ไหนเลยจะต้านทานพลังของบรรพชนหงอวิ๋นได้ เพียงแค่โดนชายเสื้อสะบัดใส่ ร่างก็แตกสลายกลายเป็จุดแสงดาวระยิบระยับทันที
หงอวิ๋นอ้าปากสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ กลืนกินจุดแสงเ่าั้ลงท้องจนหมดสิ้น สีหน้าของเขาจึงค่อยดูผ่อนคลายลงบ้าง
"ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย..." เขาแค่นเสียงเ็า
หลังจากกวาดตามองความว่างเปล่ารอบๆ อีกครั้งด้วยความไม่สบอารมณ์ เขาก็สะบัดหน้าหมุนตัวจากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันในห้วงอวกาศ...
......
ตัดกลับมาที่สำนักเสวียนหยวน
ซูหยุนลืมตาขึ้น พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกจากปอดช้าๆ รู้สึกได้ว่ากระแสพลังปราณในร่างไหลเวียนคล่องตัวขึ้นอีกหลายส่วน
นับจากที่กลับมาคราวนั้น เขาปิดด่านเก็บตัวเงียบมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว อาการาเ็ที่ผู้าุโลู่ฝากไว้ (ตอนพาตัวกลับมา) หายสนิทไปนานแล้ว เขาใช้โอกาสนี้ขัดเกลารากฐานพลังของตนเองให้แน่นปึ้ก
ความรู้สึกอยากจะทะลวงระดับขั้นพุ่งพล่านขึ้นมาหลายครั้ง แต่เขาก็ข่มมันไว้ เป้าหมายของเขาไม่ใช่แค่เลื่อนขั้น แต่คือการทำให้ระดับ ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา สมบูรณ์แบบถึงขีดสุดเพื่อรองรับ วารีหยกจือ ที่จะได้มา และเพื่อเตรียม 'ของขวัญชิ้นใหญ่' ไว้ต้อนรับสำนักเสวี่ยซาในอนาคต!
ซูหยุนเดินออกจากเรือนพักไปตรวจตราเขตศิษย์สายนอกอย่างอารมณ์ดี ความพึงพอใจฉายชัดบนใบหน้าเมื่อเห็นเหล่าศิษย์ที่ถูกเขาเคี่ยวเข็ญอย่างหนัก
อย่าเพิ่งพูดถึงความก้าวหน้าเลย เอาแค่พื้นฐานนี่แน่นปึ้กกันทุกคน! ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พอเ้าพวกนี้เลื่อนขั้นเข้าศิษย์สายในเมื่อไหร่ รับรองว่าสำนักต้องเซอร์ไพรส์ตาแตกแน่นอน
เฮ้อ... คิดแล้วก็อดส่ายหน้าไม่ได้ ตอนนั้นมัวแต่สนุกกับการไถลืมตัว ลืมขอส่วนแบ่งความดีความชอบจากสำนักซะได้ ขาดทุนย่อยยับเลยเรา!
ระหว่างที่เดินทอดน่องอยู่นั้น จู่ๆ จางซาน ก็วิ่งหน้าตื่นตรงดิ่งเข้ามาหา ท่าทางรีบร้อนเหมือนไฟลนก้น
ซูหยุนขมวดคิ้ว ตำหนิเสียงดุ "มีเื่อะไรถึงต้องลนลานขนาดนี้? ที่ข้าสอนไปว่า 'เจอเื่ใหญ่ให้ใจนิ่ง' ลืมไปหมดแล้วหรือไง?"
โดนดุเข้าให้ จางซานก็ไม่กล้าเถียง ได้แต่รายงานเสียงอ่อย "ผู้ดูแลซู... ผู้าุโลู่มาหาท่านเมื่อหลายวันก่อนขอรับ ท่านสั่งทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าท่านออกจากฌานเมื่อไหร่ ให้รีบไปพบท่านด่วน!"
ซูหยุนเบะปาก โธ่เอ๊ย นึกว่าเื่อะไร ผู้าุโลู่เรียกพบก็เื่ปกติไม่ใช่เหรอ ตื่นเต้นทำไม?
เอ๊ะ... เดี๋ยวสิ!
ลางสังหรณ์อัปมงคลพาดผ่านใจวูบหนึ่ง เขารีบคว้าแขนจางซานหมับ ถามเสียงเครียด "ตอนผู้าุโลู่มา... สีหน้าท่านเป็ยังไง?"
จางซานแอบนินทาในใจ ไหนบอกให้ใจนิ่งไงผู้ดูแลซู ไหงท่านดูสติแตกกว่าข้าอีก?
แต่เขารู้จักนิสัยซูหยุนดี จึงไม่กล้าแสดงออก ทำท่านึกย้อนความหลังแล้วตอบว่า "ตอนผู้าุโลู่มา... สีหน้าท่านดู... ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ขอรับ..."
หัวใจซูหยุนหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที ชิบหายแล้ว... สงสัยวีรกรรม (ความระยำ) ที่ก่อไว้จะถึงหูผู้าุโลู่แล้วแน่ๆ งานนี้ไปหาท่านคงไม่ได้ไปจิบชาแน่ๆ มีแต่ 'น่วม' กับ 'เละ' ชัวร์...
เขาโบกมือไล่จางซานไป แล้วพยายามข่มความปั่นป่วนในใจ เดินคอตกมุ่งหน้าไปยังหลังเขา...
......
ระหว่างทาง หวังฉี ที่เห็นซูหยุนเดินผ่านมาก็รีบเรียกไว้ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
"น้องชาย... พี่ไม่รู้จริงๆ ว่าเื่ที่เขาฝูหนิวเป็กับดัก เฮ้อ... เป็เพราะความสะเพร่าของพี่แท้ๆ ทำให้น้องชายต้องไปเสี่ยงตายเกือบเอาชีวิตไม่รอด พี่รู้สึก..."
ซูหยุนโบกมืออย่างอ่อนแรง ตอบเสียงเนือยๆ "เื่นี้ไม่เกี่ยวกับพี่หวังหรอกขอรับ แค่ความสัมพันธ์ของพวกเราถูกคนไม่หวังดีเอามาใช้ประโยชน์เท่านั้น จะโทษพี่หวังได้ยังไง"
ในใจเขารู้ดีอยู่แล้ว หลิวหลี่สืบประวัติเขามาละเอียดขนาดนั้น ย่อมต้องรู้ความสนิทสนมระหว่างเขากับหวังฉี การจะวางแผนหลอกใช้หวังฉีให้เป็คนส่งข่าวจึงง่ายเหมือนปอกกล้วย
ขนาดซางหัวที่มีส่วนร่วมเขายังไม่คิดเอาความ แล้วจะไปโกรธหวังฉีที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ทำไม
หวังฉีเห็นซูหยุนไม่ถือโทษโกรธเคืองก็โล่งใจ แต่พอสังเกตเห็นน้ำเสียงและท่าทางที่ดูห่อเหี่ยวกว่าปกติของซูหยุน ก็อดถามไม่ได้ "แล้วนี่น้องชายจะไปไหน? ทำไมทำหน้าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากแบบนั้น?"
ซูหยุนฝืนยิ้มแห้งๆ "ไปหา... ผู้าุโลู่ขอรับ..."
หวังฉีถึงบางอ้อทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็ความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง
กิตติศัพท์ความดุของผู้าุโลู่นั้นเลื่องลือไปทั่วสำนัก ยิ่งถ้าท่านรู้เื่วีรกรรมที่ซูหยุนก่อไว้แล้วล่ะก็... การไปหาครั้งนี้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องโดนเทศนาจนหูชาแน่นอน
เขาตบไหล่ซูหยุนแปะๆ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วกล่าวให้กำลังใจสั้นๆ ว่า
"น้องชาย... รักษาเนื้อรักษาตัวด้วยนะ!"