นับั้แ่ลูกชายอายุได้สิบขวบ อาร์.ดี.ส่งตัวเข้าไปฝึกงานในบริษัททุกครั้งที่หยุดเทอมภาคฤดูร้อน เขา้าให้ดีนมีความรู้เกี่ยวกับงานทุกอย่างนับั้แ่ระดับพื้นฐานขึ้นไป เขาส่งลูกชายให้เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนดีที่สุดเพราะรู้ว่าการศึกษาเท่านั้นที่จะเป็เครื่องชี้นําให้ลูกของเขาก้าวออกไปสู่โลกภายนอกได้ด้วยความภาคภูมิและอาร์.ดี.ยังได้ฝังสิ่งหนึ่งลงไว้ในสมองของดีนด้วย นั่นคือ วันหนึ่งข้างหน้าดีนจะต้องเป็ผู้บริหารงานของบริษัทสืบทอดจากเขาต่อไป
และผลที่ปรากฏตามมาก็เป็เช่นที่เขามีความหวังตั้งใจไว้ทุกประการ ขณะที่ผู้ที่นั่งทอดตัวตามสบายอยู่บนเก้าอี้นวมขนาดใหญ่ในเครื่องแต่งกายที่พร้อมแล้วสําหรับการออกงาน และกําลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่กับเพื่อนหนุ่มที่เรียนร่วมโรงเรียนกันมาคือเพื่อนรักของดีนซึ่งจะมาเป็เพื่อนเ้าบ่าวในงานวันนี้ เขาคือเลน แคนฟิลด์
ดีนเป็ชายหนุ่มมีเรือนร่างค่อนข้างสูงแม้ว่าไม่สูงเท่าอาร์.ดี.ก็ตาม แต่ใบหน้าที่มีความคมสันยิ่งนักประกอบด้วยสีของดวงตาแบบลอว์สันและเรือนผมหนาสีน้ำตาลเข้ม สีหน้าสงบราบเรียบอ่อนโยนอย่างคนไม่เคยได้รับความทุกข์ใดๆ เลย แต่มีอะไรที่ลูกชายของเขาจะต้องกังวลใจอีกเล่า? บางครั้งอาร์.ดี.อดคิดไม่ได้ว่าหรือเขาจะตามใจลูกชายมากจนเกินไป เป็ผู้หยิบยื่นทุกสิ่งทุกอย่างให้ จนดีนไม่จําเป็ต้องวิตกกังวลใดๆ ทั้งสิ้น แต่ถึงอย่างไร สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยยอมตามใจดีนก็คือ ลูกชายของเขาต้องฝึกงานทุกครั้งที่ถึงวันหยุดปิดภาคไม่เคยได้เที่ยวเตร่เล่นหัวเช่นคนอื่น
ถ้าอาร์.ดี. สามารถเปลี่ยนสิ่งหนึ่งในตัวดีนได้ เขาก็อยากจะให้ลูกชายมีความคิดอ่านและน้ำใจชนิดกล้าได้กล้าเสีย เช่นเลน แคนฟิลด์ เท่าที่เขามีความรู้เกี่ยวกับเพื่อนของลูกชายคนนี้ ขณะนี้ได้เข้าบริหารงานส่วนใหญ่ของบริษัทปิโตรเคมีคัลในเท็กซัสซิตี้ซึ่งเป็กิจการของครอบครัว และยังมีเสียงร่ำลือกันด้วยว่าเขากําลังมีความตั้งใจจะขยายงานนี้ให้กว้างขวางใหญ่โตออกไปอีกด้วย
เท่าที่ผ่านมาดีนยังไม่ได้แสดงให้อาร์.ดี.เห็นเลยว่าเขามีความตั้งใจทําอะไรใหญ่โตเช่นเพื่อน แต่อาจจะเป็เพราะเขายังไม่มีโอกาสก็ได้ สิ่งที่กําลังจะเป็ไปนับแต่บัดนี้ก็คือดีนจะต้องเข้ามาบริหารงานเต็มตัวภายหลังจากการฮันนีมูนผ่านพ้นไปแล้ว
มีเสียงประตูปิดดังขึ้นภายในบ้าน ดีนเงยหน้าขึ้นและมองมาทางประตูห้องของตน อาร์.ดี.ลังเลอยู่ชั่วแวบหนึ่งก่อนเอื้อมมือผลักประตูห้องนั้นให้เปิดกว้างออกและเดินเข้าไปภายใน
“สงสัยว่าพ่อลืมใส่รองเท้าละมังครับ” ดีนพูดปนหัวเราะ
“อะไรได้ พ่อฟัดกับไอ้โบว์นี่มาตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงอยู่แล้วน่ะไม่ว่า”
“ผมผูกให้เองครับ คุณลอว์สัน” เลนลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่ง เดินเข้ามาหาจับโบว์ตรงคอขยับให้มีความยาวเท่ากันอาร์.ดี.เงยคอขึ้นเพื่อให้เขามีช่องว่างพอจะผูกโบว์ได้สะดวก ขณะเดียวกัน ก็มองหน้าลูกชายที่ยังนั่งสงบอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม
“พ่อนึกว่าแกจะเดินกลับไปกลับมาเพราะความตื่นเต้นเหมือนม้าในคอกเสียอีกนะนี่”
“เลนเขาพูดกับผมอย่างนี้เหมือนกันครับ แต่ผมว่ามันยังมีเวลาอีกนานกว่างานคืนนี้จะยุติลง” ดีนตอบพร้อมกับยักไหล่เบาๆ ก่อนผุดลุกขึ้นยืน “เดี๋ยวเลนกับผมจะดื่มแชมเปญ แจ็คสันเอาขึ้นมาให้แล้วครับ พ่อจะดื่มฉลองความโสดครั้งสุดท้ายของผมหน่อยมั้ยละครับ?”
“ก็เอาสิ แต่พ่อไม่ชอบแชมเปญเท่าไหร่หรอกนะแกมีเบอเบิ้นกับน้ำเปล่าอยู่ในห้องนี้บ้างไหมล่ะ?”
“ทันทีเลยครับ”
เมื่อเลนผูกโบว์ไทเสร็จ อาร์.ดี.เดินไปดูฝีมือของเขาอยู่ตรงหน้ากระจก ปมหูกระต่ายอยู่ตรงกึ่งกลางพอดีและตัวโบว์ก็ตรงดีด้วย
“กว่าฉันจะผูกได้อย่างนี้สงสัยจะตายเสียก่อนละมัง” เขาพูดอย่างพอใจ
“มันก็ต้องหัดผูกบ่อยๆ หน่อยเท่านั้นละครับ” เลนตอบ
“ก็คงจะจริง แต่ตอนฉันเป็หนุ่มๆ อย่างพวกเธอน่ะไม่เคยมีโอกาสผูกโบว์หรูหราอย่างนี้หรอก คนทํางานอยู่กับบ่อน้ำมันจะเอาเวลาที่ไหนมานั่งแต่งตัว” อาร์.ดี.เดินออกจากหน้ากระจก “ฉันยังคิดว่าถ้าพวกเพื่อนๆ สมัยที่เคยทํางานร่วมกันมาเห็นฉันแต่งตัวอย่างนี้เข้ามันคงหัวเราะกันงอหายทีเดียว”
“ฟังที่พ่อพูดแล้วนายคงจะคิดว่าพ่อไม่ชอบแต่งเนื้อแต่งตัวกับใครเขาเท่าไหร่นัก แต่เชื่อฉันเถอะเลน พ่อชอบแต่งตัวมากที่สุดคนหนึ่งเหมือนกัน” ดีนเดินเข้ามาหาบุคคลทั้งสองพร้อมกับส่งแก้วเครื่องดื่มให้ เมื่อหยิบแก้วของตนขึ้นมาถือไว้เขาสูงขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า “สําหรับชั่วโมงสุดท้ายแห่งชีวิตอิสระของผม”
เมื่อชนแก้วกันแล้วต่างยกแก้วขึ้นจิบ และอาร์.ดี.ก็ชูแก้วในมือตนขึ้นอีกครั้งพร้อมทั้งกล่าวขึ้นว่า
“คราวนี้สําหรับการที่เราจะได้มีผู้หญิงเข้ามาอยู่ในบ้านนี้อีกครั้งเพื่อช่วยให้บ้านของเรามีชีวิตจิตใจขึ้น”
“ดีครับ...ดี” เลนสนองตอบทั้งที่มิได้แน่ใจนักว่าอาการชะงักงันนิดหนึ่งของดีนนั้นเป็สิ่งที่เขาคิดไปเองหรือเปล่า
นับแต่ตอนที่อาร์.ดี.ย่างเท้าเข้ามาในห้อง อากัปกิริยาของดีนเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้แม้ว่าเขากับดีนพูดจาหยอกล้อและหัวเราะกันอยู่อย่างสนุกสนาน แต่ทว่า ไม่ได้มีการหยิบยกเกี่ยวกับเื่การแต่งงานในวันนี้ขึ้นมาพูดเลย แต่สีหน้าที่แช่มชื่นอารมณ์เบิกบานของดีนดูจะเลือนหายไปในทันทีที่อาร์.ดีเดินเข้ามา ดูเหมือนเขาระมัดระวังในการใช้คําพูดคําจาและเฉยเมยไปอย่างไรชอบกล ซึ่งเลนพอจะสังเกตเห็นอยู่ว่าดีนมีความกลัวเกรงในบิดาของตนอยู่ไม่น้อย
“เมื่อครู่ก่อนพ่อลงไปที่บ้านหลังเล็กดูแลทุกอย่างให้มันเรียบร้อยจะได้ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นในนาทีสุดท้าย” อาร์.ดี.กล่าวต่อ
“แล้วพบบ๊าบส์มั้ยครับ?” ดีนเอ่ยถามพอเป็พิธี
“ไม่พบหรอก แต่ได้ยินเสียงเขากําลังคุยอะไรกับใครไม่รู้อยู่ในห้องนอน”
“นั่นละครับบ๊าบส์ละ” รอยยิ้มปรากฏขึ้นตรงมุมปากเมื่อดีนเอื้อมไปหยิบแชมเปญรินเติมใส่ลงในแก้วของตัว
อาร์.ดี.พิจารณาความรู้สึกในสีหน้าของลูกชายอยู่ รอยขมวดมุ่นบางๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าผาก
“อันที่จริงที่พ่อจะถามก็รู้สึกว่ามันอาจจะเป็คําถามโง่ๆ อยู่สักหน่อย...แต่ว่า... แกรักผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่หรือ?”
“โอ..ถ้าผมไม่รัก เื่อะไรผมจะแต่งงานด้วยล่ะครับ?” แต่เมื่อเหลือบตามองหน้าพ่อ ดีนก็พอจะรู้ว่าคําตอบแบบย้อนถามของตนนั้นมันไม่เพียงพอพ่อย่อม้าคําอธิบายมากว่านี้ อาร์.ดี.้าให้เขาเปิดเผยความรู้สึกในใจออกมาให้พูดตรงๆ ว่าขณะนี้เขากําลังมีความรู้สึกอย่างไร มันออกจะเป็เื่ยากสําหรับเขาอยู่ ซึ่งถ้าดีนเลี่ยงได้เขาจะพยายามเลี่ยงทุกครั้ง แต่ดีนก็ยังใช้ความพยายาม “ผมเองก็คงอธิบายไม่ถูกเหมือนกันนะครับพ่อ เพียงแต่ผมมีความรู้สึกว่าทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้เขาคล้ายกับมีแสงอาทิตย์สาดส่องอยู่ตลอดเวลา...เขาทําให้ผมมีความรู้สึกว่า...ผมมีความสําคัญสําหรับเขาน่ะครับ...คล้ายกับว่าผมเป็บุคคลพิเศษอะไรทํานองนั้น”
“แน่นอน แกต้องเป็อย่างนั้นอยู่แล้ว แกเป็ลอว์สันนี่”
คําพูดของอาร์.ดี.ทําให้ดีนได้ตระหนักว่า จริงๆ แล้วพ่อของเขาไม่ได้้ารับฟังคําตอบที่ตรงต่อความจริงเลย ดีนจึงฝืนหัวเราะออกมาเบาๆ
“ที่ผมพูดนั่นน่ะ มันหมายถึงวิธีที่ผู้หญิงเขาสามารถทําให้ผู้ชายมีความรู้สึกว่าตัวเองมีความสําคัญเป็พิเศษสําหรับเขาต่างหากละครับ” การพูดจาทํานองนี้ให้พ่อฟังในบางครั้งดีนมีความรู้สึกเหมือนตัวเองยังไม่ได้เจริญวัยขึ้นมาเป็ผู้ใหญ่อย่างที่พึงจะเป็เลย พระเ้าทรงรู้ว่าเขาใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดแล้วเพื่อจะเป็ลูกชายที่ดีเช่นที่พ่อตั้งความหวังไว้ แต่หลายต่อหลายครั้งที่เขารู้สึกว่าตัวเองช่างเล็กกระจ้อยร่อยเสียเหลือเกิน