เจียงป่าวชิงไม่ได้โกรธ ทว่านางเพียงหัวเราะเบา ๆ
มีความงดงามที่อ่อนวัยอยู่บนใบหน้าเล็กผอมซูบ เวลานี้ใบหน้าเล็กที่อ่อนวัยเงยมองเจียงต้ายา จากนั้นก็ถามกลับไป “ข้าใจดำ แล้วเด็กในท้องของพี่ต้ายาเป็เชื้อพันธุ์ของข้าหรืออย่างไร ? พี่เฉิงหยวนของพี่ทำให้พี่มีลูกก่อนแต่งงาน นี่ไม่เรียกว่าใจดำหรือ ? มีลูกแล้วแต่ไม่คิดจะรีบแต่งพี่เข้าบ้าน ทั้งยัง้าสินสมรสเป็เงินห้าตำลึงถึงจะยอมแต่งกับพี่ นี่ไม่เรียกว่าใจดำหรือเ้าคะ ?”
“เ้าไม่รู้อะไรก็อย่ามาพูดจาสั่ว ๆ กับข้า!”
อารมณ์ของเจียงต้ายาฮึกเหิมขึ้นกว่าเดิม นางในตอนนี้ราวกับถูกใครเหยียบเท้าจนทำให้รู้สึกเจ็บ จากนั้นนางก็สบตากับเจียงป่าวชิงด้วยอารมณ์โกรธ “พี่เฉิงหยวนก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน ครอบครัวเขายากจนถึงเพียงนั้น การที่พวกเขา้าสินสมรสเป็เงินห้าตำลึงก็เพื่ออนาคตในภายภาคหน้าของเรา อีกอย่าง เขาก็พยายามมากแล้ว เดิมทีแม่ของเขาไม่ชอบข้าและ้าที่ดินสิบไร่เป็สินสมรสถึงจะยอมปล่อยให้เราสองคนสมหวัง เขาพยายามอย่างมากกว่าจะสามารถทำให้แม่ของเขาเปลี่ยนจากที่ดินสิบไร่เป็เงินห้าตำลึงได้ โอ้... พี่เฉิงหยวนของข้า... ไม่ง่ายเลยจริง ๆ ที่เราจะครองคู่”
เจียงต้ายาพูดเน้นย้ำซ้ำ ๆ ด้วยเสียงที่สูงมาก
เจียงป่าวชิงส่งเสียงหัวเราะพลางคิดในใจ ‘...ไม่ง่ายเลยอย่างนั้นหรือ ?’
‘ถุย!’
เจียงต้ายากุมท้องตัวเอง นางแสดงสีหน้าเศร้าโศกและดึงเสื้อของเจียงป่าวชิงเพื่อไม่ให้เจียงป่าวชิงกลับออกไป “ป่าวชิง ถือว่าข้าขอร้องเ้าเถอะ ถ้าหากไม่มีสินสมรสเป็เงินห้าตำลึง พ่อแม่ของพี่เฉิงหยวนก็จะไม่ให้ข้าเข้าบ้าน ปู่กับย่าก็จะตีข้าจนตาย มีเพียงเ้าเท่านั้นที่สามารถช่วยข้าได้ ข้าขอร้องเ้าล่ะ ช่วยข้ากับลูกเถอะนะ… เ้าคลำดูสิ ลูกอยู่ในท้องข้า เขาจะเป็หรือจะตายก็ขึ้นอยู่กับเ้าแล้ว… เ้าคงจะไม่อยากให้เขาตายใช่ไหม ?” พูดจบ นางก็จับมือเจียงป่าวชิงเพื่อที่จะนำไปวางบนท้องของตัวเอง
ทว่าครั้งนี้เจียงป่าวชิงทนไม่ไหวแล้ว นางเกลียดการถูกผู้อื่นขู่เข็ญมากที่สุด
เจียงป่าวชิงควบคุมแรงของตัวเอง จากนั้นก็ดึงมือออกมาจากเจียงต้ายา นางไม่สนใจอะไรอีกต่อไป และได้ทำการชี้หน้าด่าเจียงต้ายาทันที
“พี่ต้ายาพอได้แล้ว อย่าเอาเด็กที่ยังไม่ลืมตาดูโลกมาบีบบังคับข้า ข้านั้นจะเสียดายทำไมกัน ? พี่ก็แค่ไปมีอะไรกับชายอื่นโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา ตอนนั้นพี่ไม่คิด แต่ตอนนี้กลับกลัวว่าจะถูกตีจนตายอย่างนั้นหรือ ? เหตุใดพี่ถึงไม่ไปขอร้องเจียงเอ้อยาเล่า ? อ้อ เพราะรู้ว่าเจียงเอ้อยาไม่ได้หลอกง่ายเหมือนข้างั้นรึ ? และเพราะรู้อีกว่าการเสียสละเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อแม่อย่างข้าเป็เื่ง่ายกว่าที่จะเสียสละเจียงเอ้อยารึ ?! ข้าแนะนำให้พี่ตื่นและล้มเลิกความคิดนี้เสียเถอะ เหตุใดข้าต้องเสียสละทั้งชีวิตเพื่อพี่ด้วย ? พี่จะอยู่หรือจะตายมันเกี่ยวอะไรกับข้า ?!”
เจียงป่าวชิงก่นด่าอย่างไม่เกรงใจ สุดท้ายนางก็มองเจียงต้ายาอย่างเหยียดหยามและได้จบการออกความคิดเห็นของนางด้วยคำสั้น ๆ สองคำ
“เ้าโง่!”
พูดจบเจียงป่าวชิงก็เดินออกไปอย่างไม่สนใจใยดี
เจียงต้ายาถูกด่าจนหน้าซีด พูดอะไรไม่ออก เมื่อเจียงป่าวชิงออกไปได้สักพัก ขาของนางก็อ่อนแรงทำให้ร่างทรุดลงกับพื้น จากนั้นนางก็ร้องห่มร้องไห้ยกใหญ่
แน่นอนว่าเจียงป่าวชิงได้ยินเสียงร้องไห้ที่ดังมาจากทางด้านหลัง แต่นางไม่ได้หยุดฝีเท้าลงและไม่สนใจ ทำเป็ไม่ได้ยินก็เท่านั้น
เมื่อออกมาจากห้องของเจียงต้ายาแล้ว เจียงป่าวชิงรู้สึกว่าอากาศภายนอกนั้นสดชื่นขึ้นไม่น้อย นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นสายตาพลันเห็นว่าตรงรั้วไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากคอกหมูมีหัวเล็ก ๆ ผอม ๆ ยื่นออกมา และดูเหมือนจะกำลังมองมาทางนี้ด้วย
นั่นเป็เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่มีผมเปียสองข้างซึ่งหวีอย่างไม่เป็ระเบียบ ดูแล้วน่าจะอายุน้อยกว่าเจียงป่าวชิงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางค่อนข้างขาดสารอาหาร ถึงได้หน้าตาเหลืองซูบเช่นนั้น
ดวงตาของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนั้นเป็ประกายทันทีเมื่อเห็นเจียงป่าวชิง นางดีใจระคนประหลาดใจในคราวเดียวกัน จากนั้นก็โบกมือให้เจียงป่าวชิงก่อนจะะโเรียกด้วยเสียงที่ค่อนข้างเบา “ป่าวชิง”
เจียงป่าวชิงจำนางได้ นางคือน้องอาซิ่ง
เมื่อวาน ในตอนที่เจียงหยุนชานกลับมา เขายังพูดกับนางอยู่ว่าต้องขอบคุณน้องอาซิ่ง ถ้าหากไม่ใช่เพราะนางแอบมาดึงเจียงหยุนชานไปที่อื่น แล้วบอกกับเขาว่าเจียงป่าวชิงถูกขายให้เฉจื่อเจิ้ง ป่านนี้จะเป็อย่างไรบ้างแล้วก็มิอาจทราบได้
เจียงป่าวชิงวิ่งไปหานาง จากนั้นก็วิ่งอ้อมคอกหมูและพูดคุยกับหวังอาซิ่งโดยมีรั้วไม้กั้นระหว่างกลาง “อาซิ่ง เื่เมื่อวานข้าขอบใจเ้ามาก”
หวังอาซิ่ง เข้าไปจับตัวเจียงป่าวชิงด้วยความดีใจและพูดเสียงเบา “เมื่อสักครู่ข้ายังไปถามหยุนชานอยู่เลยว่าเ้าเป็อย่างไรบ้าง หยุนชานบอกว่าอาการป่วยของเ้าหายดีแล้ว ข้ายังไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก ไม่คิดว่ามันจะเป็เื่จริง แต่มันเป็จริง วิเศษมาก!”
หวังอาซิ่งตื่นเต้นจนเกือบจะร้องไห้อยู่แล้ว อาจเป็เพราะนางเพิ่งเสร็จจากงานทำนาของที่บ้าน มือเล็กจึงค่อนข้างดำ และในเล็บก็ยังมีโคลนติดอยู่เล็กน้อย แต่เจียงป่าวชิงไม่สนใจ นางปล่อยให้หวังอาซิ่งจับแขนนางอย่างมีความสุขต่อไป
เจียงป่าวชิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงความดีของเด็กหญิงผู้นี้
เพียงแต่ทั้งสองคนยังพูดคุยกันได้ไม่เท่าไหร่ ทางฝั่งบ้านของหวังอาซิ่งก็มีเสียงะโดังขึ้นมาเสียก่อน “อาซิ่ง เ้าไปเล่นกับเ้าปัญญาอ่อนบ้านตระกูลเจียงอีกแล้วรึ ?! ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ให้ไปเล่นกับนาง!”
สีหน้าของหวังอาซิ่งเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นนางก็รีบหันไปอธิบายโดยที่เสียงของนางค่อนข้างติดขัด “ทะ... ท่านแม่ ป่าวชิงนางไม่ปัญญาอ่อนแล้ว นาง... นางหายจากอาการป่วยแล้วเ้าค่ะ”
ทว่าเสียงนั้นกลับดุดันขึ้นเรื่อย ๆ “พูดจาไร้สาระอะไรของเ้า โรคปัญญาอ่อนรักษาไม่หายหรอก! ต่อให้รักษาหาย ข้าก็ไม่อนุญาตให้เ้าไปเล่นกับเ้าปัญญาอ่อนจากบ้านนั้น บ้านนั้นน่ะไม่มีใครดีเลยสักคน เลี้ยงหมูแต่เอาคอกหมูมาตั้งไว้แถว ๆ ห้องครัวบ้านเรา เหม็นจะตายอยู่แล้ว! เ้ากลับมาเดี๋ยวนี้!”
หญิงผู้มีเสียงดุดันคนนั้นเดินออกมาจากในกระท่อมเล็ก ๆ นางจ้องเจียงป่าวชิงเขม็ง จากนั้นก็เข้าไปดึงหูของหวังอาซิ่ง และลากหวังอาซิ่งเข้าไปในบ้าน ดูเหมือนจะพาอาซิ่งเข้าไปสั่งสอนสักเล็กน้อย
หวังอาซิ่งเขย่งปลายเท้าเพื่อไม่ให้ตนเองถูกลากอย่างเ็ปเกินไป นางส่งยิ้มให้เจียงป่าวชิงอย่างเก้อเขิน และขยับปากบอกใบ้ว่า “ฉันไม่เป็ไร”
เจียงป่าวชิงยืนอยู่ข้างรั้ว นางมองหวังอาซิ่งที่ถูกแม่ของนางดึงหูและลากเข้าไปในบ้าน จากนั้นก็มีเสียงก่นด่าดังขึ้นอย่างเลือนราง ต่อมาก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ อีก
ตอนนี้เจียงป่าวชิงถึงจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก นางหมุนตัวกลับไปมองรอบ ๆ และเห็นเงาของเจียงหยุนชานที่กำลังก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไปพอดี
เจียงป่าวชิงโล่งใจเล็กน้อย นางหมุนตัวกลับไปที่ห้องดินเหนียวของตัวเองโดยตั้งใจจะไปจัดเก็บทรัพย์สินในห้องให้เป็ระเบียบเรียบร้อย
แม้จะบอกว่าทรัพย์สินในห้อง แต่แท้ที่จริงแทบไม่มีอะไร มีเพียงเตียงอิฐกับตู้ที่ชำรุดอย่างละหลังเท่านั้นเอง
บนเตียงอิฐปูด้วยเสื่อกก แล้วยังมีผ้าห่มที่เผยให้เห็นใยฝ้ายสีขาวอีกหนึ่งผืน
ในตู้ฝั่งหนึ่งมีถ้วยชำรุดสองสามถ้วยที่ตรงขอบมีรอยแตกวางอยู่ หนึ่งในนั้นนำมาใส่ถุงข้าวเน่า ๆ ที่ในถุงเต็มไปด้วยข้าวสาร อีกฝั่งก็มีเสื้อผ้าเก่า ๆ สองสามตัวที่ถูกซักจนสีซีด และถูกเย็บจนมีรอยปะมากมายวางอยู่เช่นกัน ฝั่งสุดท้ายมีหนังสือที่กระดาษหนังสือเป็สีเหลือง และตัวหนังสือก็เลือนจนแทบจะมองไม่เห็นแล้ววางอยู่สองสามเล่ม ทั้งหมดนี้เป็หนังสือเก่า ๆ ที่เจียงหยุนชานเก็บมาได้หรือไม่ก็ได้รับมาจากบุคลากรในโรงเรียน
นี่เป็ทรัพย์สินทั้งหมดของพวกเขาสองพี่น้อง
เจียงป่าวชิงประคองใบหน้าตัวเองพลางถอนหายใจออกมา สิ่งของเหล่านี้... นางอายที่จะบอกว่าตนเองยากจนถึงขั้นที่เคาะหม้อจนเกิดเป็เสียงได้ เพราะแม้แต่เคาะหม้อให้เกิดเสียง นางยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
อันที่จริง ก่อนหน้านี้ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม เหมือนจะเคยเก็บเหรียญทองแดงไว้อยู่บ้างเล็กน้อย นั่นเป็เหรียญทองแดงที่เหลืออยู่จากการที่เจียงหยุนชานไปทำงานเป็เด็กจัดเก็บหนังสือข้างนอกบ้าง หรือที่ได้จากการไปทำความสะอาดโรงเรียนบ้าง ทุกครั้งที่เจียงหยุนชานกลับมาจากเลิกเรียน เขามักจะให้เหรียญทองแดงกับเจียงป่าวชิง
ถึงแม้ว่าเ้าของร่างเดิมจะปัญญาอ่อน แต่นางกลับรู้อย่างเลือนรางว่าแผ่นที่มีรูกลม ๆ นี้เป็สิ่งของที่ยอดเยี่ยม
ทุกครั้งที่เจียงหยุนชานให้สิ่งนั้นกับนาง นางก็จะนำไปวางไว้ตรงบริเวณส่วนลึกของตู้อย่างระมัดระวัง
แต่มีครั้งหนึ่ง เื่นี้กลับถูกพบโดยเจียงเอ้อยา เจียงเอ้อยาจึงไล่เจียงป่าวชิงออกจากห้อง จากนั้นนางก็ทำการค้นตู้และรีดไถฉวยเอาเหรียญทองแดงเ่าั้ไปจนหมด
ตอนนั้นเ้าของร่างเดิมยังปัญญาอ่อนและฟ้องไม่เป็ นางจึงปล่อยให้เจียงเอ้อยารีดไถเหรียญทองแดงครั้งแล้วครั้งเล่า
เจียงหยุนชานดีใจมาก เขาคิดว่าน้องสาวใช้จ่ายเงินเป็แล้ว
ต่อมาเจียงป่าวชิงก็ไม่ยอมรับเหรียญทองแดงที่เจียงหยุนชานเอามาให้อีก ทุกครั้งที่เจียงหยุนชานจะเอาให้ นางก็จะนำเหรียญทองแดงเ่าั้ยัดใส่กลับไปในอ้อมกอดของเจียงหยุนชานตามเดิม
ทุกครั้งที่เจียงหยุนชานกลับจากเลิกเรียน เขาก็จะนำเหรียญทองแดงไปแลกเป็อาหาร เพื่อเพิ่มสารอาหารให้กับร่างกายของเจียงป่าวชิง ทว่ามันก็ทำให้สถานการณ์ด้านการเงินของพวกเขาสองพี่น้องสามารถพูดได้ว่ายากจนถึงที่สุด
.
.
.