เกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร

    ตอนที่ 53 ขน 6 เส้น

    วิหคเงาทมิฬแผดร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อพิษจากอาณาเขตเริ่มกัดกินเนื้อหนังใต้ขนสีดำของมันอย่างช้าๆ

     

    หลี่หยางไม่รอช้า เขาหันไปทางจิ้งจอก

    “จันทรามืดลวงจิต! แยกร่างโจมตีพร้อมกัน!”

     

    ดวงตาสีเงินของ จิ้งจอกเงาจันทร์ เปล่งประกายวาววับ พริบตานั้นเงาทั้งสิบ…ไม่—ยี่สิบร่างเงาจิ้งจอก ปรากฏขึ้นรอบด้าน สะบัดหางราวกับฟาดแสงจันทร์ทั้งฟ้า บดบังวิสัยทัศน์ของวิหคเงาทมิฬในพริบตา

     

    “กรงเล็บเงาจันทร์!”

    เสียงหลี่หยางกึกก้อง เงาจิ้งจอกยี่สิบร่างพุ่งเข้าพร้อมกันจากทุกทิศ เงาหนึ่งใช้เล็บแทงใต้ปีก อีกเงาฟาดเข้าตรงหัวเข่าของอสูรเงา เงาอื่นๆ โจมตีไม่เว้นจุดใดบนร่างอสูร วิหคเงาทมิฬกรีดร้อง สะบัดปีกป้องกัน แต่ทุกจังหวะกลับโดนล่อลวงให้จู่โจมพลาด

     

    ใต้เงาจันทร์และม่านพิษ…

    วิหคเงาทมิฬเริ่มอ่อนแรง ร่างของมันสั่นคลอน เลือดสีดำไหลพรากจากรอยแผลนับไม่ถ้วน

     

    หลี่หยางสบจังหวะสุดท้าย ประสานมือปล่อย ฝ่ามือปะทะลงตรงกลางหลังของมัน!

     

    ตูม!

     

    เสียงระเบิดสะเทือนป่า วิหคเงาทมิฬพุ่งร่วงกระแทกพื้นดิน ฝุ่นคลุ้งตลบ มันดิ้นเฮือกสุดท้ายก่อนจะแน่นิ่ง—บาดเจ็บสาหัสเกินกว่าจะสู้ต่อ

     

    หลี่หยางเดินตรงไปยังร่างอันใหญ่โตของ วิหคเงาทมิฬ ที่แน่นิ่งกับพื้น แววตาคมส่องประกายแม้จะอ่อนแรงจากการต่อสู้ เขายกมือขึ้นแล้วสั่งด้วยเสียงเรียบเย็น

     

    “แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ ดูดกลืนมันซะ”

     

    เสียงคำสั่งดังก้องกลางความเงียบ แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ผงกศีรษะอย่างเคร่งขรึม พลันปลดปล่อย เถาวัลย์หลายเส้น ออกมาจากร่าง พลังสีม่วงอมดำหมุนวน หลายเป็นกลีบดอกไม้สีดำห่อหุ้มและกลืนซากของวิหคเงาทมิฬเข้าไปช้าๆ ท่ามกลางเสียงร้องสะท้อนจากวิญญาณที่กำลังสลาย…

     

    พลังอันหนาแน่นของอสูรระดับจอมพลไม่ควรสูญเปล่า—มวลพลังกล้าแกร่งไหลเข้าสู่ร่างของแม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์

    เกราะดอกไม้พิษทั่วตัวมันเปล่งแสงระยิบระยับราวกับคริสตัลสีม่วง พลังกายและพิษของมันขยายตัวขึ้นอีกขั้น พลังในตัวมันปั่นป่วนราวคลื่นพายุ มันนิ่งไปสักพัก  พลังที่แปรเปลี่ยนมาจากวิหคเงา ระเบิดออกมา ทำให้แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ เลื่อระดับในทันที ตอนนี้มันอยู่ ระดับนักรบขั้นที่ 8 อย่างสมบูรณ์

     

    ทันทีที่ซากร่างของวิหคเงาทมิฬถูกกลืนจนหมด พื้นที่บริเวณนั้นก็เหลือเพียงขนนกหกเส้นที่ตกอยู่

     

    —นี่ไม่ใช่ขนธรรมดา…

     

    หลี่หยางก้าวเข้าไปเก็บมันขึ้นมาอย่างระวัง ขนทั้งหกเส้น ดำสนิทดุจเงามืด สะท้อนแสงแวววาวดั่งโลหะ บางเส้นคล้ายใบมีด บางเส้นกลับแผ่คลื่นพลังแปลกประหลาด

     

    “…ขนวิหคเงาทมิฬระดับจอมพล…ได้มาตั้งหกเส้น” เขาพึมพำในใจ

     

    [ได้รับ: ขนวิหคเงาทมิฬ x6 – วัตถุดิบยกระดับสัตว์อสูร]

    ใช้ในการสร้างอาวุธลวงเงา, ชุดเกราะเบา ยกระดับสัตว์อสูร หรือวัตถุเสริมเวทแห่งความมืด

     

    หลี่หยางหันไปมองแม่ทัพของตนที่กำลังฟื้นพลัง และแววตาเขาก็แฝงความคาดหวัง

     

    พลังของแม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์กำลังสั่นไหว มันได้ประโยชน์จากแก่นพลังระดับจอมพลอย่างมหาศาล—อีกไม่นานมันอาจจะทะลวงเข้าสู่ระดับจอมพลตามมา…

     

    หลี่หยางกวาดสายตามองรอบบริเวณอย่างระมัดระวัง เขาเห็นแนวผาหินเตี้ย ๆ ที่มีโพรงถ้ำซ่อนอยู่ใต้พุ่มไม้หนาทึบ หากไม่สังเกตดี ๆ คงไม่เห็นแน่นอน

     

    “ตรงนั้นล่ะ” เขาพึมพำ ก่อนจะพาหลี่เซียนกับสัตว์อสูรเข้าไปในถ้ำแห่งนั้น

     

    โพรงถ้ำกว้างพอให้พวกเขาหลบภัยชั่วคราวได้ อากาศเย็นและแผ่วลมเบา ๆ พัดผ่านราวกับที่แห่งนี้ถูกเว้นว่างจากพลังของอสูรระดับสูง

     

    หลี่หยางเรียก จิ้งจอกเงาจันทร์ ออกมา มันนั่งสงบนิ่งกลางถ้ำ ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายสีเงินเข้ม ผสมด้วยเงาทมิฬจากพลังที่ได้รับการเสริมตลอดการเดินทาง

    – ผลึกจันทรามืดมิด

    – แก่นอสูรระดับจอมพลขั้น 7 ที่เขาได้รับเป็นรางวัลการประลอง

    – ขนวิหคเงาทมิฬ

     

    หลี่หยางจ้องมองขนสีดำสนิททั้งหกเส้นที่วางอยู่บนฝ่ามือ มันไม่เหมือนขนธรรมดาของวิหคเงาทมิฬ—แต่กลับแข็งแกร่งดั่งโลหะเย็นเฉียบ แม้เพียงสัมผัสก็สัมผัสได้ถึงพลังเงาทมิฬที่กดดันจิตใจ

     

    เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย

     

    “ในข้อมูลไม่ได้ระบุว่าใช้กี่เส้น… หรือว่าจงใจไม่บอก?”

     

    เงียบงันเพียงอึดใจหนึ่ง หลี่หยางก็ยิ้มบาง ๆ

     

    “ในเมื่อมันมีหกเส้น ข้าจะใช้ทั้งหมด หากพลังมากเกินไป—ข้าก็จะควบคุมมันให้ได้!”

    “ยิ่งใช้ขนครบทั้งหกมันควรจะ ยิ่งสมบูรณ์แบบขึ้น… แต่จะทนได้หรือไม่ อยู่ที่เจ้าล้วน ๆ” หลี่หยางพึมพำ

     

    เขานำขนทั้งหกเส้นจัดวางลงรอบตัวจิ้งจอกจันทร์ทมิฬ เป็นรูปดาวหกแฉกอย่างแม่นยำ แล้วบรรจงปลดปล่อยพลังวิญญาณของตน เชื่อมเข้ากับผลึกจันทรามืดมิดและแก่นอสูรระดับจอมพลขั้นที่ 7

     

    ทันใดนั้น…พลังทมิฬก่อตัวเป็นวงเวทกลางอากาศ เงาในถ้ำบิดเบี้ยว พื้นสั่นสะเทือนเบา ๆ จิ้งจอกจันทร์ทมิฬส่งเสียงครางต่ำ ๆ ก่อนขนบนร่างเริ่มยืดยาว สะบัดพลิ้วคล้ายหมึกดำไหลริน

     

    เงาจันทร์และพลังมืดรวมเข้าด้วยกัน

    เงาร่างทั้งถ้ำถูกกลืนโดยมวลพลังจันทราอันลึกล้ำ

     

    พลังจากทั้งสามสิ่งนี้ค่อย ๆ แผ่ออก ก่อเกิดเป็นคลื่นแห่งการกลายพันธุ์ เงาในถ้ำสั่นไหวราวมีชีวิต จิ้งจอกเงาจันทร์เริ่มลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ขนสีเงินเริ่มเข้มขึ้น…เงาทมิฬเริ่มไหลเวียนบนร่างของมันราวกับหมึกในน้ำ

     

    แววตาของหลี่หยางจริงจัง เขานั่งสมาธิเคียงข้างจิ้งจอก พลังจิตสื่อสารอย่างแนบแน่น

     

    “เจ้าพร้อมแล้ว…จงปล่อยให้พลังทั้งหมดกลืนร่างเจ้า แล้วถือกำเนิดใหม่เถอะ”

     

    —พลังแห่ง จันทรา และ เงาทมิฬ ผสานกัน…

    —วิวัฒนาการของ จิ้งจอกจันทร์ทมิฬ เริ่มต้นขึ้นแล้ว…

     

    ภายในถ้ำที่มืดมิด แสงจันทราสีดำส่องประกายวูบไหวจากตัวของจิ้งจอกเงาจันทร์ พลังเงาทมิฬไหลเวียนรุนแรงเกินคาด เงาร่างของจิ้งจอกแยกออกนับไม่ถ้วน ม้วนตัวเกรี้ยวกราดไปทั่วผนังหิน เสียงคำรามต่ำก้องสะท้อน

     

    ขนวิหคเงาทมิฬทั้งหกเส้นที่ปักอยู่รอบร่างเริ่มเรืองแสงดำสนิท ลมแรงกรรโชกจากพลังที่ไม่อาจควบคุม เงาและแรงกดดันแน่นหนาเริ่มบีบเข้ากลางร่างของจิ้งจอก ร่างมันสั่นสะท้าน ขนเริ่มเปลี่ยนสีสลับดำสนิทกับเงินจาง ๆ ดวงตาเรืองแสงผิดปกติ

     

    “มัน…ทนไม่ไหวแล้ว!” หลี่หยางกัดฟัน พลังของขนพวกนั้นรุนแรงเกินไปกว่าที่เขาคาดไว้

     

    ร่างของจิ้งจอกเริ่มแตกร้าวเป็นเส้น ๆ ราวกับจะระเบิดจากภายใน คลื่นพลังปะทะออกมากระแทกผนังถ้ำจนร้าว

     

    “ไม่! ข้าไม่ให้เจ้าตาย!”

     

    ในเสี้ยววินาที หลี่หยางควักแก่นอสูรของวิหคเงาทมิฬที่พึ่งได้จากการต่อสู้ก่อนหน้า กลิ่นอายอันเดียวกับขนทั้งหกสายแผ่กระจายทันที

     

    เขากระแทกมันเข้าตรงกลางวงเวท!

     

    ทันทีที่แก่นอสูรสัมผัสวงเวทและพลังขนวิหค มวลพลังอันคลุ้มคลั่งพลันหยุดนิ่ง เงาทมิฬที่บ้าคลั่งพุ่งกลับเข้าสู่ร่างของจิ้งจอกเหมือนถูกสะกดด้วยพลังเดียวกัน

     

    เสียงคำรามก้องสะเทือนทั่วถ้ำ… ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลงในฉับพลัน

     

    มวลพลังอันหนาแน่นเริ่มหมุนวนอย่างสงบ ร่างของจิ้งจอกสว่างเรืองรอง — ร่างใหม่ของมันเริ่มปรากฏขึ้นด้วยออร่าแฝงเงาและจันทราอันเยือกเย็น

     

    วิวัฒนาการสำเร็จ — แต่หลี่หยางยังต้องรอดูผลสุดท้าย

     

    ทันทีที่แสงวิวัฒนาการจากจิ้งจอกเงาจันทร์จางลง พลังอันลี้ลับที่สะท้อนจากสายเลือดของอสูรชั้นสูงก็มิได้สลายไป หากแต่แทรกซึมสู่บรรยากาศโดยรอบ — ก่อนจะพุ่งเข้าสู่ทะเลจิตของหลี่หยางโดยไม่ให้เขาตั้งตัว!

     

    “นี่มัน…!” เขาตาเบิกกว้าง พลังอันมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่เส้นชีพจรและจุดชีพภายในร่างราวกับจะทลายพวกมัน เขารีบขัดสมาธิลงกับพื้นทันที กำหนดจิตหมุนเวียนลมปราณ ควบแน่นพลังเข้าสู่จุดตันเถียน

     

    คลื่นพลังปราณถาโถม กระแทกกับกำแพงขอบเขตพลังเดิมอย่างรุนแรง แต่ด้วยจิตมั่นคงและความแข็งแกร่งจากการฝึกฝนที่ผ่านมา หลี่หยางสามารถรับมือได้อย่างมั่นคง

     

    ตูมม!

     

    เสียงระเบิดจากภายในจิตใจดังก้อง คลื่นพลังแผ่ซ่านออกจากร่างเขาอย่างกะทันหัน รวมจิตวิญญาณขั้น 9 ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างสมบูรณ์! พลังจิตที่สว่างไสวดั่งดาราส่องทะเลวิญญาณของเขา พุ่งทะยานอย่างไม่มีสิ่งใดฉุดรั้ง

     

    หลี่หยางลืมตาขึ้นช้า ๆ แววตาคมดั่งมีดาวส่องประกาย เส้นผมปลิวไหวตามแรงพลัง

     

    “ข้า…บรรลุแล้ว”

     

    เสียงของเขาเรียบเย็น แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นของผู้ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดตนเองอีกขั้น

     

    หลี่เซียนที่ยืนอยู่ด้านข้าง ถึงกับตะลึง ไม่คิดว่าเพียงการวิวัฒนาการของอสูร จะส่งผลย้อนกลับจนทำให้หลี่หยางทะลวงพลังได้ถึงเพียงนี้

     


     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน