ไม่รู้ว่าชวี่ลวนกับฉางฮวันออกไปคุยอะไรกันบ้างอาจเป็นเพราะคำถามเมื่อครู่ที่ละเอียดอ่อนมากเกินไป ตอนที่ฉางฮวันเลือกคำถามนี้เขาก็ไม่ได้คิดว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นและไม่ได้คิดว่าจะมีเรื่องปวดร้าวซ่อนอยู่ด้วย
ราวกับฉางฮวันและชวี่ลวนดื่มชากันเสร็จก็เดินกลับเข้ามาเมื่อเดินเข้าประตูมาทั้งสองก็มองอันเจิงด้วยสายตาที่แปลกไปฉางฮวันมองอันเจิงด้วยแววตาที่สับสน ราวกับมีความอคติแฝงอยู่แต่ชวี่ลวนกลับมองอันเจิงด้วยความชอบใจ ตอนอันเจิงอยู่กรมตุลาการเคยเจอสายตาแบบนี้มานักต่อนักแล้วแววตาของคนสามารถบ่งบอกอะไรได้มากมาย ถึงแม้อาจจะไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด แต่อย่างน้อยอันเจิงก็พอจะเดาออกว่าพวกเขาคิดอย่างไร
นี่ไม่ถือเป็นความสามารถด้านวรยุทธ์มันเป็นเพียงประสบการณ์ที่เคยเจอเท่านั้น เขาทำงานในกรมตุลาการมานานขนาดนี้ เคยจัดการคนมามากมายเท่าไหร่?รู้จักคนมากแค่ไหน?
การทดสอบคำถามต่อไปไม่มีอะไรมากส่วนมากก็เป็นเพียงข้อสอบในด้านการสู้รบเท่านั้น ผู้เข้าแข่งขันต่างก็ตอบกันได้และคนที่ได้คะแนนต่ำสุดก็อยู่ในระดับปานกลาง
อันเจิงไม่รู้ว่าฉางฮวันและชวี่ลวนออกไปคุยหรือวิเคราะห์อะไรกันบ้าง
สุดท้ายทั้งสองก็เหมือนจะมีความคิดที่ไม่ตรงกันและก็ไม่สามารถโน้มน้าวให้อีกฝ่ายเห็นด้วยกับตนเองได้ สำหรับคำตอบแรกของอันเจิงฉางฮวันลงคะแนนให้อันเจิงอยู่ในระดับแย่ เพราะการทดสอบนี้มีคะแนนเพียงสามระดับคือ ดีปานกลาง และแย่ ตรงกันข้าม คะแนนที่ฉางฮวันให้อันเจิงอยู่ในระดับดีการลงคะแนนของทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นี่เป็นสาเหตุที่ทั้งสองเดินออกไปเมื่อครู่
พวกเขาปรึกษากันนานกว่าสิบนาทีแต่ก็ไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายเห็นชอบเหมือนตัวเองได้
การทดสอบในช่วงเช้าผ่านพ้นไปได้อย่างน่าเบื่ออันเจิงเดินออกจากสนามสอบ เขารู้สึกว่าแดดยามเที่ยงทำให้ตัวเองแสบตามาก
ซางโหยวกระโดดออกมาจากด้านหลังจากนั้นก็ลากแขนเสื้อของอันเจิง“ข้าเลี้ยงมื้อเที่ยงเจ้าดีหรือไม่?”
ติงหนิงตงสาวน้อยน่ารักขี้อายยืนอยู่ด้านหลังของซางโหยวและไม่กล้าสบตากับอันเจิง
อันเจิงยิ้มเล็กน้อยจากนั้นก็ส่ายหน้า“ไม่ล่ะ คงต้องเป็นครั้งหน้าแล้ว ข้ารู้ว่าการปฏิเสธสตรีดูไม่มีมารยาทแต่ข้ามีนัดแล้ว และหากผิดนัดก็เป็นการกระทำที่ไม่มีมารยาทเช่นกัน”
ในขณะที่ซางโหยวกำลังตกตะลึงอยู่นั้นอันเจิงก็ได้เดินจากไปแล้วไกลออกไป ชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่ยืนรออันเจิงอยู่ใต้ต้นหลิว
สายลมพัดผ่านต้นหลิวพลิ้วไหวอย่างสวยงามทว่าความงามของต้นหลิวก็ไม่อาจเทียบได้กับความงามของนางทั้งสอง
ซางโหยวมองอันเจิงที่เดินจากไปพร้อมกับสาวงามสองคนนั้นในใจจึงรู้สึกราวกับพ่ายแพ้ไปทันที
“ขายหน้าจริง ๆ” นางพูดขึ้น
ติงหนิงตงลากแขนเสื้อนางเบา ๆ“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าเร็วเกินไป เรายังไม่ทันรู้จักเขาเลย”
ซางโหยวถอนหายใจจากนั้นก็ชกหมัดไปข้างหน้าอย่างหัวเสีย “ช่างเถอะ พวกเราไปกินข้าวกัน”
“กินอะไรดี...”
ไม่ไกลจากสำนักวรยุทธ์ชางมีอาหารขายตามทางอยู่มาก
“ของกินเยอะเกินไปน่ะสิข้าก็ไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี”
“คิดอะไรมากมาย!”
ซางโหยวมองติงหนิงตงด้วยสายตาเอือมระอา“ติงตองน้อย เจ้าแค่ตามข้ามาก็พอ จะกินอะไรยังต้องคิดอีกหรือ?เราก็กินเสียทุกร้านไปเลย”
ติงหนิงตงลังเลเล็กน้อยจากนั้นก็ถามขึ้นอย่างระมัดระวัง “เป็นสตรี กินมากขนาดนั้นจะดูไม่ดีนะ”
“เจ้าจะยืนกลัวขายหน้าอยู่ตรงนี้หรือจะไปกินข้าว?”
ติงหนิงตงสูดหายใจเข้าลึก ๆจากนั้นก็ชกกำปั้นออกไป “กิน!”
เด็กสาวทั้งสองจับมือกันแล้ววิ่งหายเข้าไปในกลุ่มผู้คนมากมาย ความไม่สบายใจที่โดนอันเจิงปฏิเสธปลิวหายไปทันที
“เป็นอย่างไรบ้าง?” อันเจิงถาม
ชวีหลิวซียิ้มแล้วตอบ“คะแนนของข้าคงออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เรื่องทหารข้าก็ไม่ค่อยรู้เลย จึงได้แต่เดาไปมั่วๆ เท่านั้น แต่พี่เชียนเยว่คงไม่เหมือนข้า เดาว่าต้องได้คะแนนระดับดีทั้งหมดแน่”
กู่เชียนเยว่เดินเอามือไขว้หลัง นางเดินช้ากว่าอันเจิงและชวีหลิวซีเล็กน้อยในปากก็คาบดอกหญ้าก้านยาว ๆ ราวกับผู้ชายไม่มีผิด แต่ทว่านางเกิดมามีใบหน้าที่งดงามต่อให้นางจะมีท่าทางคล้ายคลึงกับผู้ชายมากขนาดไหน แต่ความงามของนางก็ยังดึงดูดสายตาผู้คนอยู่ดี
“วิธีการสู้รบของแคว้นเยี่ยนก็ไม่ได้มีอะไรมากตอนข้าห้าขวบก็อ่านตำราเกี่ยวกับแคว้นเยี่ยนจนจำได้หมดแล้วล่ะ”
ท่าทางการเดินของกู่เชียนเยว่ยังดูแข็งกระด้างกว่าบุรุษเสียอีก
“ตอนนั้นชนเผ่ากู่เลี่ยของข้าอยากออกจากเทือกเขาชางหมาน จึงเข้าร่วมสงครามกับเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นแต่ชนเผ่าข้าคิดผิด พวกเขาคิดว่าเพียงมีความกล้าก็จะสามารถเอาชนะศัตรูได้อย่างแน่นอนเพราะชนเผ่ากู่เลี่ยมีความสามัคคีมากกว่าเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นมากและยังมีชีวิตชีวาที่มหาศาลอีกด้วย แต่ปรากฏว่าพวกเราแพ้อย่างราบคาบยิ่งไปกว่านั้น พวกเราแทบจะถูกฆ่าล้างชนเผ่าเลยด้วยซ้ำ”
กู่เชียนเยว่เดินไปพลางพูดขึ้น “เป็นแคว้นเยี่ยนที่เกือบฆ่าล้างชนเผ่ากู่เลี่ยฉะนั้นข้าเลยชอบหาความรู้ด้านกำลังทหารของแคว้นเยี่ยนตั้งแต่เด็ก”
อันเจิงและชวีหลิวซีหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหันจนกู่เชียนเยว่แทบจะชนทั้งสองเลยทีเดียว
“มีอะไรหรือ?”
กู่เชียนเยว่มองดูทั้งสองด้วยความแปลกใจทันใดนั้นเอง นางก็รู้สึกว่าทั้งสองเข้ากันได้ดีมาก หยุดฝีเท้าลงพร้อมกัน สายตาที่หันกลับมามองนางก็เหมือนกันไม่มีผิดกู่เชียนเยว่รับรู้ได้ถึงความพ่ายแพ้เลือนราง นางรู้สึกว่าตัวเองแพ้ให้กับหญิงสาวอ่อนแออย่างชวีหลิวซีไปแล้ว
ในแววตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความห่วงใยและเป็นกังวล
“แหม...ไม่มีอะไรหรอกน่า”
กู่เชียนเยว่หัวเราะเสียงดัง“นั่นเป็นเรื่องของบรรพบุรุษเนิ่นนานมาแล้วล่ะ ไม่เกี่ยวกับข้าเสียหน่อย สิ่งที่ชนเผ่าข้าต่างจากพวกเจ้าก็คือหลังจากที่พ่ายแพ้ต่อสงคราม พวกเราไม่ได้เกลียดแคว้นเยี่ยนเลยสักนิดเพราะการทำสงครามครั้งนั้น ชนเผ่าเรายินยอมเข้าร่วมเอง และคู่ต่อสู้ก็ชนะสงครามอย่างสมศักดิ์ศรีแบบนี้ยังจะมีอะไรต้องเคียดแค้นกันอีก ตรงกันข้าม ชนเผ่ากู่เลี่ยยังรู้สึกนับถือชาวแคว้นเยี่ยนจากใจจริงด้วยซ้ำ...พวกเรามักจะเคารพผู้กล้าทุกคนไม่ว่าจะมาจากเผ่าอะไรก็ตาม”
“สงครามในครั้งนั้น แคว้นเยี่ยนถูกโจมตีรอบด้านแต่กลับไม่ได้พ่ายแพ้ต่อสงคราม โดยอาศัยแค่กองทัพอัศวินเพลิงเหล็กเท่านั้นอีกอย่าง ชาวแคว้นเยี่ยนมีความกล้า ที่ต่อให้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ไม่ยอมศิโรราบ”
นางใช้มือซ้ายลากแขนอันเจิงและมือขวาก็ลากแขนชวีหลิวซี“ไปเถอะ ๆ ข้าหิวแล้ว”
ขณะกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นตู้โซ่วโซ่วก็วิ่งเข้ามา ท่าทางการเดินของเขาแข็งกระด้างราวกับก้อนหินตอนเขายังเด็กมีหุ่นเป็นหมูนุ่มนิ่ม แต่ตอนนี้ไขมันในตัวหายไปร่างจึงหนาใหญ่บึกบึนการฝึกพลังวัตรของเขาทำให้ร่างกายดูแข็งแรงกำยำขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไร ตัวเขาก็ยังดูกลมอยู่ดี
“พวกเจ้าสอบเป็นอย่างไรบ้าง?” ตู้โซ่วโซ่ววิ่งเข้ามาแล้วถามขึ้น เขาดูผ่อนคลายอย่างมาก
กู่เชียนเยว่พูดขึ้น“เท่าที่ดูเจ้าคงสอบได้สินะ เมื่อครู่พวกเรายังคุยกันอยู่ว่าหากไม่ได้จริง ๆก็คงต้องติดสินบนให้เจ้าได้เข้าไปแล้วล่ะ เพราะเราต่างไม่เชื่อมั่นในตัวเจ้าอย่างไรเล่า”
ตู้โซ่วโซ่วเบ้ปาก “ล้อเล่นกันหรือ สมองอ้วนๆ ของข้าฉลาดไม่เบานะ ก่อนหน้านี้อันเจิงก็ให้ข้าจำข้อสอบที่จะออกแล้วด้วย...แม้ว่าความจริงข้าจะไม่ได้จำมันก็เถอะแต่ข้อสอบวันนี้ง่ายจริง ๆ ล้วนมีตัวเลือกทั้งนั้น เลือกหนึ่งในสอง! หากผ่านครึ่งหนึ่งก็ถือว่าเข้ารอบต่อให้ข้าแค่เดาอย่างไรก็ต้องผ่านอยู่แล้ว”
พวกเขาทั้งสี่คนเดินพลางคุยหยอกล้อกันไปจากนั้นพวกเขาก็เห็นซางโหยวลากติงหนิงตงวิ่งผ่านไป
“ติงตองน้อย เจ้าเดินให้มันเร็ว ๆหน่อยได้หรือไม่ คนมาสอบเยอะขนาดนี้ เดี๋ยวที่นั่งก็เต็มหมดหรอก แล้วแบบนี้จะกินทุกร้านทันหรือ!”
ซางโหยววิ่งผ่านไปนานแล้วทว่าเสียงกลับยังลอยมาให้ได้ยิน
กู่เชียนเยว่มองแผ่นหลังของซางโหยว“น่าสนใจจริง ๆ...ข้าก็นึกว่าสตรีแคว้นเยี่ยนจะต้องแกล้งทำตัวอ่อนโยนทุกคนเสียอีก นึกไม่ถึงว่าจะมีคนน่าเล่นด้วยแบบนี้พวกเจ้าเดินไปก่อนเถอะ ข้าจะตามนางไป”
หลังจากพูดจบนางก็เอามือไขว้หลัง เดินผ่านอันเจิงกับชวีหลิวซีตรงไปที่ซางโหยวกับติงหนิงตง
ตู้โซ่วโซ่วมองชวีหลิวซีและอันเจิงจากนั้นก็ยกมือเกาหัวเบา ๆ “ข้าไปหาคนเลี้ยงข้าวดีกว่า พวกเจ้าค่อย ๆ เดินไปละกันนะ”
เขาวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานอันเจิงก็เห็นกู่เชียนเยว่เดินกอดไหล่ไปกับซางโหยวเขาอดไม่ได้จึงหัวเราะออกมา “เชียนเยว่หาเพื่อนเก่งจริง ๆ ความสามารถด้านนี้ข้าให้คะแนนเต็มเลยแต่พวกเขาลืมไปแล้วหรือ ที่สำนักวรยุทธ์ชางก็มีข้าวให้กินนะ...ได้ยินว่าอร่อยมากด้วย”
ชวีหลิวซีถามขึ้น “วันนี้มีใครทำให้เจ้าลำบากใจหรือไม่?”
อันเจิงส่ายหน้า“ในตอนนี้ไม่มีใครโง่พอจะมาหาเรื่องข้าโดยตรงหรอก หากทำแบบนั้นเท่ากับว่ากำลังหยามหน้าของหน่วยทหารเชียวนะ ตอนนี้ข้าไม่ได้ห่วงตัวเองแต่ที่ข้าเป็นห่วงคือพวกเจ้าต่างหาก คนพวกนี้ไม่อยากเห็นข้าได้ดีฉะนั้นพวกเขาอาจเล่นตุกติกกับคะแนนพวกเจ้าก็ได้”
ชวีหลิวซีพูด “เช่นนั้นก็ยิ่งไม่ต้องใส่ใจเลยหากสำนักวรยุทธ์ชางเป็นที่สกปรกโสโครกอย่างนี้ ข้าก็ไม่อยากเข้าแล้วล่ะ”
“ข้าคงคิดมากไปเอง ตอนนี้คงไม่มีใครกล้าทำเรื่องพวกนี้อย่างโจ่งแจ้งแต่ก็อาจรอโอกาสกำจัดพวกเราในวันข้างหน้า ข้าไม่เคยกลัวสุนัขเห่า ที่ข้ากลัวคือสุนัขที่กัดแต่ไม่เห่ามากกว่า”
ทันใดนั้น นอกสำนักวรยุทธ์ชางก็มีเสียงเอะอะโวยวายขึ้นผู้คนมากมายวิ่งไปมุงดู
อันเจิงกับชวีหลิวซีได้ยินเสียงด่าทอของตู้โซ่วโซ่วเมื่อทั้งสองวิ่งไปถึงก็เห็นผู้ร่วมทดสอบห้าหกคนกำลังยืนขวางกู่เชียนเยว่ด้วยท่าทางไม่สุภาพ
“ถ้ายังไม่หุบปากข้าจะฉีกปากเจ้าเสียเดี๋ยวนี้”
ชายหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดถึงสิบแปดปีชี้หน้าตู้โซ่วโซ่วพร้อมพูดขึ้น“คนอย่างข้าลดตัวมาชอบนางก็นับเป็นวาสนาของนางแล้ว เจ้ามาเห่าเป็นสุนัขอะไรที่นี่?ในเมืองฟางกู้ไม่มีใครที่ข้าชอบแล้วจะไม่ได้ หากข้านับถึงสามแล้วยังไม่หลีกไปข้าจะฆ่าเจ้าซะ”
ซางโหยวยืนขวางหน้ากู่เชียนเยว่“ติงไท่ชุน มันจะมากไปแล้วนะ!”
ติงหนิงตงวิ่งไปดึงแขนผู้ชายคนนั้น“พี่ชาย...ท่านรีบไปเถอะ ขายหน้ามากพอแล้ว”
ติงไท่ชุนดันติงหนิงตงออก “ขายหน้ารึ?เจ้าน่ะสิขายหน้า! เป็นสตรีจะมาที่สำนักวรยุทธ์ทำไม?รีบไสหัวกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยนะ ถ้าท่านพ่อรู้ว่าเจ้าแอบหนีออกมาร่วมทดสอบเข้าสำนักวรยุทธ์ชางละก็ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะแก้ตัวอย่างไร!”
ซางโหยวเดินไปผลักติงไท่ชุน“อย่ารังแกนางนะ!”
ติงไท่ชุนยกแขนขึ้นแล้วผลักซางโหยวออก“เห็นแก่ที่เจ้าเป็นหลานของเจ้าสำนักวรยุทธ์ชาง ข้าจะไม่เอาเรื่องน้องสาวข้าก็ถูกเจ้าชักนำจนเสียคน นางเป็นคนที่อ่อนหวานอ่อนโยนแต่เจ้ากลับพานางมาทำอะไรบ้าๆ บอ ๆ เจ้าอย่าคิดว่ามีปู่เป็นเจ้าสำนักวรยุทธ์ชางแล้วข้าจะไม่กล้าทำอะไรเจ้านะถ้าเทียบระดับชั้นขุนนางกันละก็ เจ้าสำนักวรยุทธ์ชางอยู่แค่ระดับห้า แต่บิดาข้าเป็นขุนนางระดับสาม!”
อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย...ติงไท่ชุน ติงเซิ้นซาติงหนิงตง...โลกนี้ช่างกลมจริง ๆ
ตู้โซ่วโซ่วถลันจะออกไปแต่กลับถูกซางโหยวขวางเอาไว้
ในขณะที่กำลังชุลมุนอยู่นั้นติงไท่ชุนก็ตบไปที่หน้าของตู้โซ่วโซ่ว
ผู้คนที่ล้อมรอบอยู่ต่างตะโกนออกมา “ดี! ตีมันเลย!”
ทันใดนั้นกลุ่มผู้คนที่มุงดูก็แหวกทางออก คนที่ตะโกนต่างก็ถูกอะไรบางอย่างชนกระเด็นไป อันเจิงพุ่งมาจากทางด้านหลังของติงไท่ชุนติงไท่ชุนยังไม่ทันได้หันมา อันเจิงก็จับตัวเขาเอาไว้แล้ว จากนั้นก็หมุนตัวอย่างรวดเร็วติงไท่ชุนเสียการทรงตัวและล้มไปด้านหลัง ตูม...หัวของเขาฟาดลงกับพื้นเสียงดังสนั่น
ติงไท่ชุนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดเขายังไม่ทันตั้งสติอันเจิงก็เหยียบอยู่บนตัวเขาแล้ว จากนั้นก็ส่งกำปั้นลงไปบนหน้าเขาไม่ยั้ง
“เจ้าเป็นใคร...พ่อข้าคือติง...ผู้ดูแลกรมพิธีการ...”
ภายใต้กำปั้นของอันเจิง ติงไท่ชุนพยายามเปล่งเสียงกระท่อนกระแท่นออกมา
อันเจิงกระชากผมของติงไท่ชุนและยกตัวเขาขึ้นจากนั้นก็ตีเข่าไปที่หน้าอย่างแรง จมูกของเขา
เบี้ยวผิดรูปไปทันทีเลือดไหลนองออกมาอย่างต่อเนื่อง
อันเจิงลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังผู้คนรอบด้าน “เศษสวะใครที่พูดว่าดีก็คนนั้นแหละ พวกเศษขยะทั้งหลาย”
เขาลงมืออย่างรวดเร็วและกะทันหันมากแม้แต่ซางโหยวและติงหนิงตงก็ยังไม่ทันรู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ เมื่อพวกนางรู้สึกตัวติงไท่ชุนก็ถูกอัดจนหน้าบวมตุ่ยไม่ต่างไปจากตือโป๊ยก่ายแล้ว