"เรื่องอะไรงั้นหรือครับ?" ผมถามพลางหรี่ตาลงมองเห็นนิ้วมือของเธอที่ยังคงจิกเกร็งอยู่บนกระเป๋าเครื่องพิมพ์ดีด
"มันเป็นเรื่องของจดหมายฉบับหนึ่งค่ะ..." บีทริซเริ่มเล่าเสียงของเธอสั่นพร่าเล็กน้อย "จดหมายที่ถูกส่งถึงสำนักข่าวของฉันเมื่อนานมาแล้วนานก่อนที่ฉันจะเข้าทำงานเป็นนักข่าวที่นั่นเสียอีก น่าจะร่วมสิบปีได้ฉันเจอมันในกล่องเก็บเอกสารเก่าที่ถูกระบุว่าห้ามเผยแพร่ โดยบังเอิญ"
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "เนื้อหาในนั้นเขียนแฉเกี่ยวกับธุรกิจสีดำที่เน่าเฟะของกลุ่มนักธุรกิจทรงอิทธิพลกลุ่มหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนพวกเขาใช้วิธีสกปรกทุกอย่าง ทั้งข่มขู่ ติดสินบนเจ้าหน้าที่ไปจนถึงการจัดฉากอุบัติเหตุ เพื่อบีบบังคับเอาที่ดินผืนใหญ่แห่งหนึ่งมาครอบครองแต่ที่ดินผืนนั้นมีเจ้าของเดิมอยู่แล้ว เป็นครอบครัวที่ทำธุรกิจประกอบเรือขายและครอบครัวนี้ก็ไม่ยอมขายที่ดินนี้"
ผมยืนฟังนิ่งๆ แต่ในหัวเริ่มประมวลผลตาม "แล้วผลเป็นยังไงครับ?"
"นักธุรกิจกลุ่มนั้นบีบคั้นเจ้าของคนนั้นจนแทบไม่เหลือทางหายใจสุดท้ายเขาก็จำใจต้องลงนามขายที่ดิน และเพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้นเจ้าของที่ดินคนเดิมก็เสียชีวิตอย่างปริศนา มีข่าวลือว่าเขาตรอมใจตายแต่ในจดหมายฉบับนั้นบอกว่ามันคือ การฆาตกรรมทางอ้อม'" บีทริซกล่าวด้วยแววตาโกรธเคือง"พอฉันได้อ่าน ฉันก็ตั้งใจจะทำข่าวนี้ทันทีฉันรีบส่งจดหมายตอบกลับไปหาผู้แจ้งเบาะแสเพื่อนัดวันให้ข้อมูลเพิ่มเติม"
“เกี๊ยะ! แล้วทำไมข่าวนี้ถึงไม่เคยปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์เลยล่ะเกี๊ยะ?"เกียร์แทรกขึ้นมาอย่างสงสัย
บีทริซห่อไหล่ลงสีหน้าดูขมขื่น "เพราะในวันที่ฉันกำลังจะออกไปตามนัดผู้บริหารของสำนักข่าวรู้เรื่องเข้า เขาเรียกฉันเข้าไปพบและสั่งด้วยเสียงเด็ดขาดให้หยุดทุกอย่างทันทีเขาบอกว่าอิทธิพลของคนกลุ่มนี้มันล้นมือจนเกินไป ถ้าฉันยังดื้อดึงข่าวที่จะได้ตีพิมพ์อาจจะเป็น ข่าวพยากรณ์การตายของฉันเอง หรือไม่สำนักข่าวก็ต้องถูกปิดตัวลงฉันในตอนนั้น... ยังเด็กและหวาดกลัวเกินกว่าจะสู้กับอำนาจมืดฉันเลยต้องทำลายเบาะแสและหยุดการติดต่อนั้นไปทันที"
เธอกระซิบประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยือก"แต่สิ่งที่ฉันจำได้แม่นยำที่สุดจากจดหมายแฉฉบับนั้น...คือรายชื่อของกลุ่มนักธุรกิจที่ลงขันกันฮุบที่ดินผืนนั้น มีชื่อของ วานซ์ และไบรซ์ เป็นหัวหอกหลักอยู่ด้วยค่ะ"
ผมยืนนิ่งความเงียบปกคลุมพวกเราครู่หนึ่งก่อนที่ผมจะถามออกไป"ในจดหมายมีชื่อคนอื่นอีกไหม? ใครคือคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้?"
บีทริซไม่ได้ตอบในทันทีเธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เลาจน์ด้วยท่าทางระแวดระวัง
"ชื่อที่สาม..." บีทริซกระซิบพยายามเค้นความทรงจำที่ถูกฝังกลบมานานนับสิบปี "คือ เรฟเวอเรนด์ มอร์โรว์ค่ะ..."
ผมขมวดคิ้วฉับ"บาทหลวงมอร์โรว์เนี่ยนะ?"
"ใช่ค่ะแต่ตอนนั้นเขายังไม่ได้บวชเป็นบาทหลวงหรอกนะคะ"เธอรีบอธิบายเสริมด้วยน้ำเสียงรัวเร็ว "ในจดหมายระบุว่าเขาคือนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการเจรจาเป็นคนกลางที่ช่วยประสานงานในโครงการฮุบที่ดินผืนนั้นส่วนรายชื่อที่เหลือหลังจากนั้นฉันจำไม่ได้จริงๆ ค่ะ แต่มันติดตาฉันมากเพราะชื่อของวานซ์ ไบรซ์ และมอร์โรว์ เป็นสามอันดับแรกที่อยู่บนสุดของบัญชีรายชื่อนั่น!"
ผมหันขวับไปมองยังมุมห้องที่ห่างไกลออกไปทันทีบาทหลวงมอร์โรว์ ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมท่ามกลางความวุ่นวายของการจัดเตียงร่างของเขาดูเล็กลีบอยู่ภายใต้ชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าที่ซูบตอบยังคงหลับตาแน่นปากพึมพำบทสวดมนต์อย่างไม่หยุดหย่อนโดยไม่สนใจเหตุการณ์รอบข้างราวกับกำลังใช้กำแพงแห่งศรัทธาปิดกั้นตัวเองจากความจริงที่น่าสะพรึงกลัว
"เกี๊ยะ!จากนักธุรกิจเลือดเย็น กลายเป็นบาทหลวงผู้ทรงศีลเหรอเนี่ย?เป็นการล้างบาปที่ดูลงทุนสูงจังเลยนะเกี๊ยะ!"เกียร์วิเคราะห์พลางหรี่ตาเลนส์กลไกสแกนไปที่ร่างของมอร์โรว์
ถ้าข้อมูลของบีทริซถูกต้อง วานซ์ตายไปแล้วไบรซ์ก็เพิ่งถูกสังหารไปอย่างเหี้ยมโหด ลำดับต่อไปตามจดหมายขู่ คนที่สาม ที่ต้องตายก็คือคนที่เป็นกุญแจสำคัญในโครงการนั้น...ซึ่งก็คือบาทหลวงมอร์โรว์นั่นเอง
"เขาสวดมนต์เพื่อพระเจ้าหรือสวดเพื่อขอขมาในสิ่งที่ตัวเองเคยทำกันแน่" ผมพึมพำเบา ๆ
ความกังวลใจของบาทหลวงมอร์โรว์ที่ผมสังเกตเห็นก่อนหน้านี้เริ่มมีความหมายขึ้นมาทันทีมันไม่ใช่แค่ความกลัวต่อฆาตกรลึกลับแต่มันคือความกลัวต่ออดีตที่กำลังตามมาทวงคืนถึงที่
"คุณโอ๊กส์ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลนี้" ผมหันไปกำชับเธอ"ตอนนี้กลับไปรวมกลุ่มกับคนอื่นซะ อย่าแยกตัวไปไหนคนเดียวเด็ดขาด"
ผมเดินฝ่าความวุ่นวายของการขนย้ายเตียงเข้าไปจนหยุดยืนอยู่ด้านหลังของร่างที่ห่อหุ้มด้วยชุดคลุมสีดำสนิทเงาของผมทาบทับลงบนคัมภีร์ที่เขากำลังถืออยู่ เสียงพึมพำบทสวดหยุดลงกะทันหันราวกับเขามีสัมผัสพิเศษที่รับรู้ถึงการมาเยือนของผม บาทหลวงมอร์โรว์ค่อย ๆหันกลับมามอง ดวงตาที่ลึกโหลซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มที่ขมขื่น เขาไม่ได้ดูตกใจเลยสักนิดกลับกัน... เขามีสีหน้าเหมือนคนที่รอคอยคำพิพากษามานานแสนนาน
"ลูกรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วใช่ไหม?" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ผมพยักหน้าพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา"ใช่ครับ... ผมพอจะรู้เบื้องหลังของที่ดินผืนนั้นมาบ้างแล้ว"
บาทหลวงมอร์โรว์ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างยาวนานเป็นถอนหายใจที่เต็มไปด้วยความหนักอึ้ง "ในอดีต... พ่อเคยทำความผิดไว้มากมายนักแต่ครั้งนั้นมันรุนแรงเกินกว่าที่มโนธรรมของมนุษย์จะแบกรับไหวพ่อร่วมมือกับวานซ์และไบรซ์ทำร้ายครอบครัวหนึ่ง...ครอบครัวที่มีกันเพียงแค่สองคนพ่อลูก"
เขาลดสายตาลงมองมือที่ประสานกันสั่นเทา"หลังจากที่เจ้าของที่ดินคนนั้นตรอมใจจนเสียชีวิตลงด้วยน้ำมือทางอ้อมของพวกเราพ่อก็รู้สึกผิดอย่างถึงที่สุด พ่อจึงตัดสินใจหันหลังให้วงการธุรกิจอันโสโครกนี้แล้วบวชเป็นบาทหลวงเพื่อไถ่บาปพ่อใช้เงินทองทั้งหมดที่ได้มาสร้างสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า โดยหวังลึก ๆว่าจะได้พบและช่วยเหลือลูกสาวของชายผู้นั้น... แต่ไม่ว่าพ่อจะพยายามหาเท่าไหร่พ่อก็ไม่เคยเจอเด็กสาวคนนั้นเลย"
"ตอนที่วานซ์เสียชีวิต พ่อยังไม่แน่ใจนัก..."เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานเรือที่สั่นสะเทือนตามแรงพายุ"แต่เมื่อไบรซ์เสียชีวิตลงพร้อมจดหมายขู่นั่น พ่อก็เข้าใจทุกอย่างทันที...เด็กสาวที่น่าสงสารในวันนั้น ตอนนี้เธอเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยไฟแค้นและเธอกำลังกลับมาเก็บกวาดบัญชีเลือดที่พวกเราทิ้งไว้"
"แล้วผู้ร่วมขบวนการคนอื่นล่ะครับ?"
บาทหลวงส่ายหน้าช้าๆ "คนอื่น ๆ ยังมีชีวิตอยู่บ้าง แต่พวกเขาเป็นเพียงนักธุรกิจตัวเล็ก ๆ ที่แค่เดินตามแผนการเท่านั้นไม่ได้สำคัญอะไร... เป้าหมายหลักคือพวกเราสามคน"
ผมมองดูชายผู้พยายามหนีความผิดไว้ใต้ชุดบาทหลวงอยู่นานก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยเสียงเด็ดขาด "ฟังนะครับหลวงพ่อ...ไม่ว่าจะเพื่อไถ่บาปหรืออะไรก็ตาม ห้ามคุณออกไปไหนมาไหนคนเดียวเด็ดขาด และอย่าแยกตัวออกจากกลุ่มแขกในเลาจน์นี้จนกว่าผมจะอนุญาต"
บาทหลวงมอร์โรว์พยักหน้าเข้าใจอย่างช้าๆ ก่อนจะกลับไปหลับตาและเริ่มสวดมนต์ต่อ ราวกับพร้อมจะรับชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง
ผมเดินปลีกตัวออกมาพลางประมวลผลข้อมูลใหม่ทั้งหมดในสมองตอนนี้ปริศนาทุกอย่างถูกคลี่คลายลงเป็นเส้นตรงแล้วบาทหลวงมอร์โรว์คือคนสุดท้ายในรายชื่อ และที่สำคัญไปกว่านั้น...ตอนนี้ผมสามารถจำกัดวงของคนร้ายได้แคบลงอย่างถึงที่สุด
ผู้หญิง...ช่วงอายุหนุ่มสาว... และมีแรงจูงใจที่แฝงเร้น
ผมกวาดสายตามองไปรอบห้องที่สว่างไสวก่อนจะไปหยุดนิ่งที่ร่างอันสง่างามของใครบางคนที่กำลังยืนพิงหน้าต่างมองดูพายุอย่างสงบ
เลดี้เซลินามาชร์
ใช่แล้ว...เธอตรงตามข้อสันนิษฐานของผมทุกประการ ทั้งรูปลักษณ์ความเย็นชาที่ปกปิดความเคียดแค้น ภายใต้หน้ากากของผู้ดีลอนดอนเธออาจจะเป็นเด็กสาวที่บ้านแตกสาแหรกขาดเพราะกลุ่มนักธุรกิจพวกนี้ก็ได้
"เกี๊ยะ! นายท่าน... หรือว่าราชินีน้ำแข็งคนนั้นจะเป็นนางพญามัจจุราชกันแน่?"เกียร์กระซิบข้างหูด้วยเสียงตื่นเต้น "รีบจัดการเถอะเกี๊ยะก่อนที่หลวงพ่อจะกลายเป็นศพที่สาม!"
ในขณะที่ผมกำลังเดินเข้าหาเธอสมองของผมกลับเริ่มโต้แย้งกับข้อสันนิษฐานของตัวเองอย่างหนักถ้าเลดี้เซลินาคือคนร้ายจริงๆ เธอจะลงมือสังหารไบรซ์ได้ยังไง?
คำยืนยันของคุณหมอคอลด์เวลล์ชัดเจนว่าไบรซ์เสียชีวิตในช่วงตีสองถึงตีสามซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมนั่งเฝ้าอยู่ในเลาจน์นี้ตลอดเวลาและเกียร์เองก็ยืนยันพิกัดได้ว่าไม่มีใครในเลาจน์แอบออกไปเลยแม้แต่คนเดียวพยานหลักฐานและที่อยู่ของเธอสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ
อะไรบางอย่างมันยังติดค้างอยู่ในใจผมเหมือนจิ๊กซอว์ที่รูปร่างคล้ายกันแต่พยายามจะกดให้ลงล็อกที่ผิดที่
วูบ...
ในวินาทีนั้นเองกระแสลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งพัดวูบเข้าปะทะใบหน้าผมอย่างแรงจนผมต้องหยีตาลมนั้นพัดมาจากหน้าต่างบานใหญ่ที่เลดี้เซลินากำลังเปิดค้างไว้อยู่
"อุ๊ย! เลดี้คะ ช่วยปิดหน้าต่างหน่อยได้ไหมคะ? ลมพายุข้างนอกมันแรงจนไอเย็นเข้ามาข้างในหมดแล้วแขกคนอื่นจะป่วยกันหมดนะคะ" แขกหญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ ๆร้องอุทานพลางกอดอกตัวเองแน่นด้วยความหนาว
"ขออภัยค่ะ ดิฉันเพียงแต่อยากระบายอากาศที่อัดอัดในนี้สักหน่อย"เลดี้เซลินาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าความเย็นที่ปลายนิ้วผมเมื่อครู่นี้กลับทำให้สายฟ้าแห่งความคิดแล่นปราดเข้าสู่สมอง
หน้าต่าง...หน้าต่างที่ห้องของไบรซ์!
ภาพห้องเกิดเหตุย้อนกลับมาในหัวผมอย่างรวดเร็วห้องพักที่เย็นยะเยือก หน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้กว้างขวางและร่างของไบรซ์ที่นอนแข็งทื่อบนโต๊ะ
"เกียร์!" ผมกระซิบเสียงเครียด"เมื่อครู่นี้ตอนที่ลมพัดผ่านหน้าฉัน นายรู้สึกถึงความเย็นที่ผิดปกติไหม?"
"เกี๊ยะ! เย็นเฉียบเลยนายท่าน ขนเหล็กข้าลุกซู่เลยเนี่ย! ทำไมเหรอเกี๊ยะ?"
"คุณหมอบอกเวลาตายจากอุณหภูมิร่างกายและการแข็งตัวของศพ..."ผมเริ่มพึมพำกับตัวเอง สายตาจดจ้องไปที่แผ่นหลังของเซลินาอย่างไม่วางตา"แต่ถ้าห้องนั้นถูกเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ท่ามกลางพายุที่อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศาเป็นเวลานานล่ะ?อุณหภูมิร่างกายของศพจะลดฮวบลงเร็วกว่าปกติหลายเท่าตัว!"
นั่นหมายความว่า...ช่วงเวลาการเสียชีวิตที่แท้จริงอาจไม่ใช่ตีสองหรือตีสามอย่างที่เราเข้าใจ!หากคนร้ายสังหารไบรซ์ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ หรือช่วงก่อนที่จะมารวมตัวกันที่เลาจน์แล้วจงใจเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เพื่อเร่งให้ศพเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วเพื่อหลอกให้หมอสันนิษฐานเวลาตายคลาดเคลื่อนมาอยู่ในช่วงที่ตัวเองมีที่อยู่ยืนยันชัดเจน
ถ้าทริคเรื่อง"หน้าต่าง" คือความจริง นั่นหมายความว่าเงื่อนไขเรื่องเวลาที่เคยเป็นเกราะกำบังให้ทุกคนถูกทำลายลงทันทีใครก็ได้ที่มีช่วงเวลาว่างเพียงไม่กี่นาทีก่อนจะมารวมตัวกันที่เลาจน์เมื่อคืนคือผู้ต้องสงสัยที่สามารถปลิดชีพไบรซ์ในห้องพักได้ทั้งหมด
ผมจ้องมองแผ่นหลังของเลดี้เซลินาอีกครั้งความสง่างามที่เกินพอดีนั้นชวนให้สงสัย แต่ในฐานะนักสืบผมจะใช้เพียงสัญชาตญาณตัดสินไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เลดี้ล่ะ?ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นที่มีความแค้นฝังลึกและฉลาดพอที่จะใช้สภาพอากาศมาเป็นอาวุธในการบิดเบือนเวลาตายล่ะ?
เพื่อความมั่นใจครั้งสุดท้ายผมหันไปหาเกียร์บนไหล่แล้วถามเสียงเครียด "เกียร์... ข้อมูลความจำแบบละเอียดของนายเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ก่อนจะสูญหาย?"
"เกี๊ยะ! ตอนนี้เหลือเวลาอีก 13 นาที กับอีก 56 วินาทีเท่านั้นนายท่าน! ระบบแจ้งเตือนสีแดงกระพริบรัวๆ แล้วเนี่ย!"เกียร์ตอบพลางส่ายหัววืดวาด
"งั้นช่วยยืนยันสิ่งที่ฉันจะถามต่อไปนี้หน่อย..." ผมกระซิบถามคำถามสำคัญคำถามหนึ่งที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายเพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานที่ผมเพิ่งนึกออกเกี่ยวกับเหตุการณ์ในงานเลี้ยงเมื่อคืน
เกียร์นิ่งไปครู่หนึ่งเลนส์ตาขยายเข้าออกก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ข้อมูลถูกต้องเกี๊ยะ!เป็นไปตามที่นายท่านสงสัยเป๊ะๆ เลย!"
วินาทีนั้นเองภาพเหตุการณ์ในงานเลี้ยงทั้งหมดไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวผมราวกับกรอเทป ใช่แล้ว...ผมมองข้ามรายละเอียดเล็กๆ นั่นไปได้อย่างไร พฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับเป็นหลักฐานที่มัดตัวคนร้ายได้อย่างแน่นหนาที่สุด
"ฉันรู้ตัวคนร้ายแล้วเกียร์..." ผมพึมพำทว่ายังไม่ทันที่ผมจะได้ขยับตัวทำอะไรต่อ
พรึ่บ!
จู่ๆแสงไฟทั้งหมดในเลาจน์ก็ดับวูบลงความมืดมิดสนิทเข้าปกคลุมทุกตารางนิ้วในทันทีท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของแขกในงานเสียงลมพายุข้างนอกที่โหมกระหน่ำยิ่งทำให้บรรยากาศดูเขย่าขวัญขึ้นเป็นเท่าตัว
"เกี๊ยะ! ไฟดับ! ใครปิดสวิตช์วะเนี่ย!" เสียงเกียร์โวยวายในความมืด
ความโกลาหลเกิดขึ้นยาวนานราวกับเวลาหยุดนิ่งผมพยายามสงบจิตใจและใช้หูฟังเสียงรอบข้าง ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายผมได้ยินเสียงฝีเท้าที่เบาบางและรวดเร็วเคลื่อนที่ผ่านไป
ผ่านไปประมาณ3 นาที แสงไฟสีส้มสลัวจากระบบสำรองก็กระพริบติดขึ้นมาอีกครั้งแขกหลายคนยังคงยืนตัวสั่นด้วยความหวาดระแวง แต่ผมไม่ได้สนใจคนเหล่านั้นเลยสายตาของผมพุ่งตรงไปยังจุดที่สำคัญที่สุดทันที
ที่มุมห้อง...เก้าอี้ของบาทหลวงมอร์โรว์ว่างเปล่า เขาหายไปแล้ว!
ผมหันขวับไปมองที่หน้าต่างบานใหญ่จุดที่เลดี้เซลินาเคยยืนอยู่ร่างอันสง่างามของเธอก็อันตรธานหายไปในความมืดเช่นกันทิ้งไว้เพียงบานหน้าต่างที่เปิดอ้าให้ลมพายุพัดพาเอาความตายเข้ามาสู่เลาจน์อีกครั้ง
"พัสดุชิ้นสุดท้าย... กำลังจะถูกส่งแล้ว!" ผมตะโกนลั่นพลางพุ่งตัวออกไปหาเฮนรี่ทันที