มิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 66 ตกตะลึงในความงาม

            สวีอี่ชิงหันไปมองเจียงเฉิงเยว่แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มหยอกล้อ“ข้าพูดไว้ว่าอะไร เพียงรู้ว่าพี่ฉินกำลังมา ไม่ต้องรอให้หิมะตกต่อให้มีมีดลอยอยู่บนท้องฟ้าเด็กคนนี้จะต้องลุกขึ้นมาแน่นอน”

           สวีอี่ซินกลอกตาใส่พี่ชายของนางแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างออดอ้อน “พี่ใหญ่”

            สวีอี่ชิงหัวเราะจากนั้นให้นางนั่งแล้วถาม “หนาวหรือไม่?” ขณะที่พูดก็เติมชาร้อนให้น้องสาวด้วยตนเองกล่าวต่อด้วยความเป็นห่วง “รีบดื่มชาร้อนสักถ้วยอบอุ่นร่างกายเสีย”

           สวีอี่ซินวางเตาอุ่นมือไว้ด้านข้างจากนั้นหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่ม้วนขึ้นจากแขนเสื้อออกมาแล้วส่งไปตรงหน้าของเจียงเฉิงเยว่ด้วยความเคารพ“ข้าอ่านหนังสือที่พี่ฉินให้ข้าจบแล้ว ยังมีบางจุดที่ไม่เข้าใจอยากรบกวนพี่ฉินอธิบายรายละเอียดสักเล็กน้อย...”

           เจียงเฉิงเยว่ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ตามสบาย”

           สวีอี่ซินรีบเคลื่อนย้ายเก้าอี้ดอกไม้เพื่อเข้าใกล้เขาอีกเล็กน้อยจากนั้นพลิกหน้าหนังสืออย่างละเอียดจึงพบจุดที่ตนเองทำเครื่องหมายเอาไว้ชี้ให้เจียงเฉิงเยว่ดู

           นับตั้งแต่รู้ว่าเจียงเฉิงเยว่เป็นผู้บ่มเพาะสวีอี่ซินเซ้าซี้ให้เจียงเฉิงเยว่สอนนางด้วยข้ออ้างว่าต้องการบ่มเพาะทางเต๋าน่าเสียดายนักที่ฉิงชางจวินซึ่งมีฐานะเป็นราชาผีแห่งปรโลกจะมีเวลารับนางเป็นลูกศิษย์จริงๆ ได้อย่างไร นอกจากนี้ แม้ว่าตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ก็มีตัวตนเป็นผู้ฝึกฝนธรรมดาทว่าช่างน่าเสียดายที่เสียชีวิตเมื่ออายุยังน้อยทั้งยังผ่านมาหลายปีเช่นนี้จึงลืมเรื่องการฝึกฝนธรรมดาไปนานแล้ว จึงไม่มีวิธีอื่นทำได้เพียงหาหนังสือการบ่มเพาะธรรมดาๆ มาให้นางอ่านเล็กน้อยเท่านั้นหากอ่านไม่เข้าใจนางจะมาถามอีกครั้ง

           ในความเป็นจริงแล้ว ไม่อาจโทษฉิงชางจวินซึ่งทำแบบขอไปทีได้หรอกความจริงแล้วเมื่อปีนั้นช่วงที่ยังเป็นผู้ฝึกฝนธรรมดาและเข้าสู่สำนัก ‘อาจารย์’ก็สั่งสอนเขาเช่นนี้!

           ทั้งสองคนพูดคุยถกปัญหาในหนังสือไปมาอย่างมีชีวิตชีวาทว่าสวีอี่ชิงฟังไม่เข้าใจจึงได้แต่ส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้แล้วถือโอกาสเติมชาในถ้วยให้คนทั้งสอง

            เวลานี้มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากทางเดินสวีอี่ซินเงยหน้าขึ้นมองพร้อมขมวดคิ้วในทันที

           สวีอี่เจินนำกลุ่มคนที่อยู่ในศาลาเมื่อครู่แสร้งเดินเตร็ดเตร่ชื่นชมหิมะแล้วผ่านมาหลังเห็นคนสองสามคนกลับเผยท่าทาง ‘ประหลาดใจ’ กล่าวด้วยรอยยิ้ม “พี่ใหญ่ อาพี่ฉิน...ไม่เจอกันนาน พี่ฉินสบายดีหรือไม่?”

           เจียงเฉิงเยว่ได้แต่ลุกขึ้นประสานมือ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คุณชายรอง”เขาอายุเท่ากับสวีอี่ชิง มีความสัมพันธ์สนิทสนมกับสวีอี่ชิงยิ่งกว่ามาเสมอแต่กับคุณชายรองสกุลสวีผู้นี้ที่อายุห่างกับตนเองสองสามปีมีความห่างเหินอยู่เล็กน้อยยามพบหน้ากันจึงต้องสุภาพ

           ทั้งสองเพิ่งทักทายกันเสร็จสิ้นยังไม่ทันที่สวีอี่เจินจะแนะนำกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังเจียงเฉิงเยว่เหลือบมองไปยังร่างสูงกำยำที่อยู่ด้านหลังคุณชายในอาภรณ์สีน้ำเงินหรูหราซึ่งยังคงคลุมร่างด้วยผ้าโปร่งธรรมดาในวันที่หนาวจัดเงาร่างค่อนข้างสง่างามราวกับเซียน บังเอิญว่าคนผู้นั้นกำลังมองเขาอยู่พอดีดังนั้น ดวงตาทั้งสองคู่จึงสบกัน ก่อนที่ต่างคนต่างละสายตาออกไป

           แม้จะเป็นเพียงชั่วพริบตากลับสามารถรับรู้ความตื้นลึกของกันและกันได้ความสูงส่งและลึกล้ำของการบ่มเพาะ พลังวิญญาณที่บริสุทธิ์นับได้ว่าเป็นระดับสูงสุดในหมู่ผู้ฝึกฝนธรรมดาบนโลกมนุษย์ชายหนุ่มในอาภรณ์สีน้ำเงินที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขานั้นเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริงไม่ใช่ผู้บ่มเพาะทางเต๋าถึงอย่างนั้นที่หว่างคิ้วกลับปรากฏรูปลักษณ์ของความเป็นจักรพรรดิอยู่จางๆ

           ผู้ฝึกฝนธรรมดาในโลกมนุษย์ แต่ไหนแต่ไรชอบที่จะมีความเกี่ยวพันกับยศถาบรรดาศักดิ์ไม่แน่ว่าอาจเป็น...จงหลีซาน?

           เจียงเฉิงเยว่ยกมุมปากเล็กน้อย จากนั้นละสายตาไปทางอื่นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาเพ่งสายตาไปบนร่างของสวีอี่เจินที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้งอีกฝ่ายกำลังแนะนำคุณชายในอาภรณ์สีน้ำเงินด้วยความตั้งใจ“ท่านนี้คุณชายหยวน....จากโซ่วหลิง” จากนั้นชี้ไปที่เจียงเฉิงเยว่แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง“ท่านนี้คือคุณชายฉินจากกู่ชุน นับว่าเป็นสหายเก่าแก่ของครอบครัวเรา”

           ทั้งสองโค้งคำนับประสานมือทำความเคารพ ซึ่งนับว่ารู้จักกันแล้ว

           หยวนฝานเป้ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “คุณชายฉินก็เป็นคนฮุยโจวเช่นกันหรือ?”

           เจียงเฉิงเยว่พยักหน้าพลางถามกลับ “คุณชายหยวนเป็นคนโซ่วหลิงหรือ?”

           หยวนฝานเป้ยตอบกลับ “ถูกต้อง”

           ยังไม่ทันที่เจียงเฉิงเยว่จะพูดอะไรสวีอี่ชิงที่นั่งมาตลอดลุกขึ้นด้วยความตกใจและถามต่อ “คุณชายหยวนเป็นคนโซ่วหลิงแซ่หยวนเป็นแซ่แห่งชาติ...”

           หยวนฝานเป้ยรีบเอ่ย “ผิดแล้ว ผิดแล้ว ข้าน้อยไม่ใช่แซ่แห่งชาติแต่เป็นหยวนที่เป็นเทศกาลโคมไฟ ออกเสียงเหมือนกันแต่ตัวอักษรต่างกันก็เท่านั้น”

           สวีอี่ชิงจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกหลังจากเจียงเฉิงเยว่ได้ยินเขาได้แต่ยกมุมปากอย่างมีความหมายลึกซึ้งองค์รัชทายาทผู้นี้ไม่ตั้งใจปลอมแปลงตัวตนเอาเสียเลย

           หยวนฝานเป้ยมองเจียงเฉิงเยว่ด้วยแววตาลุกโชน“ได้ยินมาว่าบิดาของคุณชายฉินเคยดำรงตำแหน่งรองรัฐมนตรีในโหย่วโจวหรือ?”

            สวีอี่เจินสวีอี่ชิงและคนทั้งหมดที่อยู่ด้านข้างตกตะลึงไปชั่วครู่ต่างเผยท่าทีลำบากใจอยู่หลายส่วนโดยเฉพาะสวีอี่เจินซึ่งเมื่อครู่เพิ่งจะแสร้งทำเป็น ‘รู้จักกันเป็นครั้งแรก’ประโยคต่อมากลับถามถึงภูมิหลังเก่าของอีกฝ่ายเสียแล้วโดยพื้นฐานจึงพิสูจน์ได้ว่ารู้จักอีกฝ่ายเป็นอย่างดีไฉนกลับยังคงเสแสร้งแนะนำคนตรงหน้าอีก ไม่ต้องเดาว่าผู้ใดเป็นคนบอกความลับสวีอี่เจินผู้นี้ที่อยู่ตรงหน้าไร้คำพูดจนต้องถามฟ้า[1]อย่างสิ้นเชิง

           เจียงเฉิงเยว่แสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็นความบิดเบี้ยวแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ถูกต้อง”

            หยวนฝานเป้ยถาม“ไม่ทราบว่านามของบิดาท่านคือใต้เท้าฉิน ฉินไห่จ้าวใช่หรือไม่?

           เจียงเฉิงเยว่แสร้งตกตะลึง “คุณชายหยวนดูอายุไล่เลี่ยกับข้าหรือว่าจะรู้จักบิดาของข้าด้วย?”

           หยวนฝานเป้ยตกใจเล็กน้อย ได้แต่พูดด้วยรอยยิ้มเหยเก “ฮ่าๆๆ ช่างเป็นเรื่องบังเอิญ”

           เจียงเฉิงเยว่เลิกคิ้ว “คุณชายหยวนเป็นคนโซ่วหลิง หากพูดถึงโซ่วหลิงแล้วบิดาของข้าไปรายงานที่ท้องพระโรงเพียงไม่กี่ครั้ง ความยิ่งใหญ่ของโซ่วหลิงนั้นถึงกับบังเอิญรู้จักกับคุณชายหยวนได้ นี่ช่าง...”

           หลังถ้อยคำเหล่านี้ถูกกล่าวออกมาคุณชายสองคนของสกุลสวีหันสายตาไปยังหยวนฝานเป้ยทันทีด้วยความประหลาดใจหยวนฝานเป้ยเผยสีหน้าลำบากใจ ได้แต่กัดฟันเสแสร้งเอ่ยต่อไปด้วยรอยยิ้ม“ข้าเพียงมีวาสนากับใต้เท้าฉิน”

            “โอ้”เจียงเฉิงเยว่ยกถ้วยชาที่อยู่ตรงหน้าอย่างเชื่องช้าพลางจิบชาร้อนแล้วตอบรับอย่างขอไปทีโดยไม่แสดงความเห็น

            หยวนฝานเป้ยกล่าว“หลังได้ยินข่าวการเสียชีวิตของใต้เท้าฉิน ข้าน้อยยิ่งตกตะลึง เจ็บปวดใจยิ่งนัก”

           เจียงเฉิงเยว่วางถ้วยชาลง ยกยิ้ม “ขอบคุณคุณชายบิดาของข้าจากไปหลายปีแล้วจนทำให้คุณชายลำบากต้องระลึกถึงเพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่ทราบถึงมิตรภาพต่างวัยระหว่างคุณชายกับบิดาของข้าข้าจึงไม่อาจรู้จักคุณชายให้เร็วกว่านี้ ช่างน่าเสียดายจริงเชียว”

           หยวนฝานเป้ยเก็บพัดคลี่แล้วหัวเราะ “ฮ่าๆ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”

           หลังจากการทักทายที่น่าลำบากใจผ่านพ้นบรรยากาศของกลุ่มคนในห้องอุ่นกลับเงียบสงบลงอีกครั้งเป็นเวลานานสวีอี่ซินเริ่มทำเหมือนว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีตัวตน ถามเจียงเฉิงเยว่ด้วยรอยยิ้ม“พี่ฉิน เมื่อครู่พวกเราพูดถึงตรงไหนแล้ว?”

           เจียงเฉิงเยว่จึงกลับมามีสติ อธิบายให้นางฟังต่อไปเดิมทีสวีอี่ซินชี้ให้เห็นเช่นนี้เพื่อจงใจให้อีกฝ่ายเข้าใจความหมายแล้วบอกลาจากไปด้วยตนเองช่วยไม่ได้ที่คุณชายหยวนผู้นั้นราวกับคนโง่ก็ไม่ปาน เพียงนั่งเงียบๆอยู่ด้านข้างห่างจากโต๊ะน้ำชา พลางมองนางด้วยแววตาที่แจ่มชัดทำให้นางอึดอัดมากและอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

            เจียงเฉิงเยว่อ่านจากหนังสือในมือของนาง“ประโยคนี้ใช่ไหม? ‘อันเต๋านั้น ความเงียบไร้ตัวตนไร้รูปร่าง ไร้นาม ไร้รูปธรรม ไร้รูปลักษณ์ อยู่ไกลขึ้นไปบนฟ้าแต่ก็อยู่ใกล้เพียงในใจ ตลอดทั้งสรรพสิ่งไม่มีหรือเหลืออยู่สรรพสิ่งควรอยู่ตรงกลาง...’ ”

            เขายังอ่านไม่จบจู่ๆ คุณชายหยวนที่ไม่รู้ความผู้นั้นแทรกประโยคมากะทันหัน “คุณชายฉินคือนักพรตหรือ?”

           เจียงเฉิงเยว่ทำได้เพียงหยุดชั่วคราว จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองและพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม“ถูกต้อง”

            หยวนฝานเป้ยมองนักพรตผู้นั้นหลังจากครุ่นคิดจึงก้าวไปข้างหน้า ทำความเคารพอย่างมีมารยาทพร้อมถาม“ไม่ทราบว่าสหายนักพรตมาจากสำนักใด?”

           เจียงเฉิงเยว่ลุกขึ้นเพื่อทำความคำเคารพคืน “ข้านั้นเป็นเพียงผู้ฝึกฝนธรรมดาๆไร้สำนัก”

            นักพรตกล่าว“ในเมื่อวันนี้มีวาสนาได้พบกัน ขอเชิญสหายนักพรตมาร่วมกันถกปัญหาในหลักธรรมเต๋าแลกเปลี่ยนความรู้กันสักเล็กน้อยเป็นอย่างไร?”

           เจียงเฉิงเยว่เผยความลำบากใจอยู่หลายส่วน “นี่...”

            นักพรตกล่าว“โอกาสนั้นหาได้ยาก คาดหวังว่าสหายนักพรตจะไม่ปฏิเสธ”

           เขายังไม่ทันพูดจบ สวีอี่ซินชักสีหน้าเสียแล้ว นางลุกขึ้นยืนในทันทีจากนั้นหันไปหาคุณชายหยวนผู้นั้นเอ่ยเรียกอย่างแข็งกระด้างและเย็นชา “คุณชายหยวน!”

            เมื่อหยวนฝานเป้ยเห็นว่าสาวงามเรียกตนเองอย่างคาดไม่ถึงจึงรู้สึกยินดีขึ้นมาทันทีแล้วรีบตอบรับ “ขอรับ!”

           คุณหนูรองสกุลสวีเอ่ยด้วยความโกรธ “ยศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งกลับไร้มารยาทเช่นนี้ท่านไม่คิดไปอบรมสักหน่อยหรือ?”

           หลังประโยคนี้ถูกกล่าวออกมา ใบหน้าของหลายคนในที่แห่งนี้มืดมิดโดยพลัน

           คนหนึ่งคือนักพรตในชุดสีเทาเป็นผู้บ่มเพาะทางเต๋าที่ต่อสู้กับโชคชะตาจากการโดนเหยียดหยามพร้อมจำนนต่ออำนาจเหล่านั้นกับนักพรตผู้นี้ที่อยู่ตรงหน้าซึ่งมีการบ่มเพาะที่สูงส่งและลึกล้ำคาดว่าอาจจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ในบรรดาผู้ฝึกฝนธรรมดา ตัวตนของคุณชายหยวนผู้นี้ช่างพิเศษจริงเชียวทว่าสวีอี่ซินกลับปฏิบัติต่อเขาในฐานะคนรับใช้โดยตรงเช่นนี้แล้วนักพรตผู้นั้นจะทนรับความอัปยศอดสูเช่นนี้ได้อย่างไร?

           คนที่สองคือพี่ชายทั้งสองของสวีอี่ซินที่ต่างทราบว่าไม่ควรทำให้คุณชายผู้นี้ขุ่นเคืองแต่สวีอี่ซินไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อยเช่นนี้ทำให้ทั้งสองคนต่างหวาดกลัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ สวีอี่ชิงรีบตำหนิ “ซินเอ๋อร์!อย่าไร้มารยาท!”

           คุณชายซึ่งถูกทำให้ ‘ขุ่นเคือง’ ผู้นั้น เมื่อเห็นว่าคุณหนูรองสนใจเขาแม้ว่าจะเป็นการตำหนิแต่กลับพูดด้วยรอยยิ้มยินดี “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”เพียงชั่วพริบตากลับทำให้ผู้คนอยากกุมขมับ ทุกคนต่างมองเขาอย่างคาดไม่ถึงเขาระบายยิ้มอย่างโง่เขลาต่อไป ซึ่งดูเหมือนจะไม่ถูกต้องเท่าไรนักหลังรับรู้ว่าสวีอี่ซินโกรธแล้วจึงรีบยืนขึ้นพร้อมประสานมือให้นางอย่างมีมารยาท“แม่นางสวี หยวนนั้นหลงใหลในท่วงทำนองมาตั้งแต่ยังเด็กก่อนหน้านี้ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของแม่นางในโซ่วหลิงครั้งนี้จึงมาเพราะเลื่อมใสในพรสวรรค์ของแม่นาง หากเมื่อครู่มีจุดใดที่ทำให้แม่นางขุ่นเคืองอย่างกะทันหันหวังว่าแม่นางจะใจกว้างให้อภัย”

           สวีอี่ซินเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “คิดว่าคุณชายคงได้ฟังข้อมูลมาผิดแล้วความจริงแล้วข้ามีความรู้เพียงตื้นเขินทักษะน้อยนิดยากที่จะแสดงให้เห็นได้อย่างสง่างามเกรงว่าต้องทำให้คุณชายกลับไปอย่างผิดหวังแล้ว”ขณะที่พูดนางหันไปบอกกับเจียงเฉิงเยว่ “พี่ฉิน พวกเราไปกันเถิดข้าเขียนเพลงไว้สองสามบทเพลง ยังต้องการให้พี่ฉินชี้แนะสักหน่อย”

            ครั้งนี้ต่อให้หยวนฝานเป้ยจะหัวช้าอีกเพียงไหนก็ไม่สามารถควบคุมใบหน้าได้แล้วสีหน้าเขาพลันตื่นตะลึงขึ้นมาในชั่วพริบตา

           เจียงเฉิงเยว่แอบคร่ำครวญในใจ จะลุกขึ้นก็ไม่ใช่จะนั่งลงก็ไม่เชิงขณะที่ลังเลอยู่ก็เป็นสวีอี่ซินที่โน้มตัวเข้ามาถึงกับสื่อความหมายว่าต้องการลากเขาออกไปช่างไม่ดีเสียแล้วที่จะให้นางก่อเรื่องต่อหน้าคนกลุ่มนี้อีกจึงได้แต่ลุกขึ้นตามออกไป

           เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนกำลังจะจากไป จู่ๆ สวีอี่ชิงนึกอะไรขึ้นได้จึงรีบบอก “เอ่อใช่แล้ว พี่ฉิน...” เจียงเฉิงเยว่รีบหยุดเดินแล้วหันมา สวีอี่ชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“เป็นเช่นนี้ ใกล้จะสิ้นปีแล้ว เป็นเรื่องยากที่พี่ฉินจะกลับมาพ่อของข้าจึงให้ข้าเชิญพี่ฉินอยู่ฉลองปีใหม่ด้วยกันกับพวกเราในปีนี้ให้ได้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม”

            “นี่...”เจียงเฉิงเยว่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยตัวตนปลอมแปลงนี้ ‘ฉินจินฮุย’มีประสบการณ์ชีวิตที่น่าสังเวชใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเท่ากับว่าเขาอยู่ตัวคนเดียวทำให้มารดาที่รักสวีอี่ซินอย่างท่วมท้นผู้นั้นซึ่งรู้จักเขามาหลายปีปวดใจกับ‘เด็ก’ คนนี้เป็นอย่างยิ่ง ล้วนมาเชื้อเชิญแทบจะทุกปีแต่เฉิงเยว่ก็ปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วเขาคงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธไปมากกว่านี้

            สวีอี่ซินกลับมามีสตินางรีบเงยหน้ามองเขาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้วพี่ฉินปีนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้!”

            “ข้า...”เจียงเฉิงเยว่ยังไม่ทันได้ตอบอะไรทางด้านสวีอี่ซินราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้จึงหันไปหาหยวนฝานเป้ย“หากพูดถึงเรื่องนี้แล้ว คุณชายหยวน”

           หลังหยวนฝานเป้ยเห็นว่าตนเองถูกเรียกชื่ออีกครั้ง จึงมองนางอย่างจริงใจสวีอี่ซินพูด “ใกล้จะถึงวันส่งท้ายปีเก่าแล้วไม่สู้คุณชายหยวนเตรียมตัวเดินทางกลับไปโซ่วหลิงตั้งแต่เนิ่นๆ เล่า? หากไปช้า ด้วยอากาศหนาวและพื้นหิมะนี้คงจะเดินทางได้ลำบากนัก”

            ใบหน้าของหยวนฝานเป้ยซีดลงสวีอี่เจินต้องปิดหน้าเสียแล้ว

            “พี่ฉินพวกเราไปกันเถอะ”

           เจียงเฉิงเยว่ตามนางไปอย่างช่วยไม่ได้ ทิ้งกลุ่มคนไว้ด้านหลัง

           หลังจากเดินไปไกลระยะหนึ่งเจียงเฉิงเยว่เดินตามด้านหลังของสวีอี่ซินที่เดินอยู่ตรงหน้านางยกมุมกระโปรงอย่างระมัดระวัง เกล็ดหิมะระยิบระยับยังตกลงมาไม่ขาดสายพื้นโลกขาวโพลนจนให้ความรู้สึกว่างเปล่า รอบด้านไม่มีผู้อื่นเจียงเฉิงเยว่ที่เอามือทั้งสองซุกไว้ในแขนเสื้ออดไม่ได้ที่จะถาม “ซินเอ๋อร์เจ้าไม่ชอบคุณชายหยวนผู้นั้นมากหรือ?”

           สวีอี่ซินหยุดเดินก่อนหันกลับมามองเขาและพยักหน้า“เพียงแค่มองก็รู้ว่าเป็นพวกลูกหลานผู้ลากมากดี น่ารำคาญยิ่ง!”

           เจียงเฉิงเยว่ส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นลดเสียงลงเล็กน้อย“รำคาญก็ส่วนรำคาญ เพื่อพ่อแม่และเหล่าพี่ชายของเจ้าแล้วอย่าได้ทำให้เขาขุ่นเคืองมากเกินไปนัก”

           สวีอี่ซินขมวดคิ้ว “พี่ฉิน ทำไมแม้แต่ท่านก็เป็นเช่นนี้?!”

           เจียงเฉิงเยว่ระบายยิ้ม “เด็กโง่ คุณชายหยวนผู้นั้นมีตัวตนที่ยุ่งยากนักไม่เหมาะที่จะเป็นศัตรูอย่างเปิดเผย เมื่อครู่เจ้าทำให้เขาอับอายเกินไปแล้ว”

           สวีอี่ซินไม่ใส่ใจ นางแค่นเสียง “ข้ารู้ว่าเขาเป็นขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก”

           เจียงเฉิงเยว่เลิกคิ้ว “ใช้ได้นี่ เจ้าดูออกได้อย่างไร?”

            สวีอี่ซินอธิบาย“เพียงแค่โหย่วโจว รองรัฐมนตรีและแซ่ฉิน มีสามจุดนี้หากเชื่อมโยงกันแล้วเขากลับรายงานนามของใต้เท้าฉินได้ในครั้งเดียวต้องเป็นคนในราชสำนักอย่างแน่นอน โซ่วหลิงกับแซ่หยวน...นักพรตตัวเหม็นผู้นั้นวันที่หนาวจัดกลับไม่กลัวหนาว หากมองดูย่อมคิดว่าอาจมีการบ่มเพาะไม่ต่ำต้อยแต่เมื่อถูกข้าเหยียดหยามต่อหน้าคนผู้นั้นล้วนไม่กล้าพูดอะไรสักคำดวงตาเบิกกว้างแทบจะกินข้าเข้าไปแต่กลับทำได้เพียงอดกลั้นความเกลียดชังสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคืออาจารย์ของข้าเคยพูดถึงเขา”

           เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึงอยู่ จากนั้นหันไปทางเด็กสาว มองนางแวบหนึ่งแล้วเอ่ย “ดีเดิมทีเจ้ารู้นานแล้วใช่หรือไม่ว่าเขาเป็นใคร?”

           สวีอี่ซินแลบลิ้นตอบด้วยรอยยิ้ม “อาจารย์ของข้ารับลูกศิษย์โง่เง่าไม่กี่คนฝ่าบาทแห่งวังตะวันออกผู้นั้นพูดอย่างเขินอายว่าตนเองหลงใหลในท่วงทำนองนับได้ว่าเขาเป็นคนที่โง่เขลาที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ที่อาจารย์ของข้าเคยรับมาก่อนหน้าหนี้อาจารย์เคยบ่นเขากับข้าในจดหมายอยู่ไม่น้อย”

            เจียงเฉิงเยว่ถาม“เช่นนี้ เจ้ายังกล้ากระตุ้นให้เขาโกรธอีกหรือ?”

            สวีอี่ซินตอบกลับ“เป็นเขาเองที่ต้องการแสร้งเป็นสามัญชน ดังคำกล่าวที่ว่า ‘คนที่ไม่รู้ย่อมไม่ผิด’เช่นนี้เขาจะนำโทษฐานที่ ‘ไม่เคารพ’ มาใส่ข้าได้อย่างไร? นอกจากนี้...”ใบหน้าของนางหน้าแดงเล็กน้อย จากนั้นหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ“นอกจากนี้ข้าเห็นเขามองข้าเช่นนั้น ข้าไม่สนใจที่จะเป็นสาวงามในวังหลังของเขาสู้ทำให้เขาขุ่นเคืองไปเสียยามนี้จะได้ตัดความคิดเช่นนี้ของเขาไปให้ราบคาบไม่ดีกว่าหรือ”

           ------------------------

            [1]ไร้คำพูดจนต้องถามฟ้า เป็นการอุปมา หมายถึงคิดหาวิธีแก้ไขไม่ได้จนต้องปรับทุกข์กับฟ้าดิน

    คล้ายกับเรื่องมิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ) ที่คุณอ่าน