“ท่านไปโรงหมอเถิด แผลบวมแดงเช่นนี้ ท่านจำเป็ต้องกินยา” เจียวอวี๋วางมือเขาลง
“หากข้าไปโรงหมอ จะเจอเ้าที่นั่นหรือไม่ ข้าไม่อยากเปลี่ยนหมอไปมา ข้าเองก็พอได้ยินชื่อเสียงของเ้าที่โรงหมอมู่อยู่บ้าง”
ครานั้นทันทีที่กลับจากวัดหลิงอิน เฉินชิงอวิ้นก็มิอาจข่มใจใคร่รู้ลงได้ สั่งให้ผู้ติดตามสืบหาข่าวคราวของนางเงียบๆ หวังเพียงได้รู้ว่านางเป็ผู้ใด หรือจะมีหนทางใดให้ได้พบพานนางอีก เขาเองก็หาเข้าใจตนเองไม่ เหตุใดจึงเอาแต่ครุ่นคิด นึกถึงแต่หน้านาง เฝ้าใฝ่หาเพียงเพื่อได้พบกันอีกสักครั้ง ได้เห็นแม้เพียงชั่วพริบตาก็ยังดี ราวกับทุกคราวที่นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น หัวใจก็คะนึงหาโดยไร้เหตุผล
“แผลท่านมิได้สาหัสแต่อย่างใด ท่านหมอมู่สามารถช่วยท่านได้ ไม่จำเป็ต้องเป็ข้า” เจียวอวี๋ร้อนใจเื่อาฟู่ไหนเลยจะสังเกตเห็นดวงตาเป็ประกายคู่หนึ่งตรงหน้า พอนางนึกย้อนกลับไปแม้เขาจะล่วงเกินนาง อุ้มนางขึ้นลงจากหลังม้าโดยมิได้ไถ่ถามความเห็นนางก่อน อีกทั้งยังยื่นาแที่อักเสบบวมแดงให้ดู ทั้งที่ได้กำชับหนักหนาให้ดูแลาแให้ดี บุรุษผู้นี้ช่างดื้อรั้นเอาแต่ใจโดยแท้
แต่วันนี้เขากลับไม่ลังเลที่จะยื่นมือเข้าช่วย ยามที่นางตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ทั้งที่ตัวเขาเองก็ยังาเ็อยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นางข่มอารมณ์ขุ่นมัวลงไปได้ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้น
“วันนี้ต้องขอบคุณท่านอีกครั้ง ด้วยเพราะคนของข้ายังติดอยู่ในป่า ไม่สะดวกจะเชิญท่านเข้ามาดื่มชาในเรือน จำต้องเสียมารยาทแล้ว ยามนี้ตะวันลับขอบฟ้าอันตรายรอบด้าน ข้าไม่วางใจต้องรีบส่งคนไปรับสาวใช้ เช่นนั้นข้าขอส่งท่านตรงนี้ ขอตัวก่อนเ้าค่ะ”
กล่าวจบ เจียวอวี๋หมุนกายเดินหายเข้าไปในจวนอย่างรวดเร็ว เฉินชิงอวิ้นทอดมองแผ่นหลังบอบบางจนลับตา มุมปากคลี่ยิ้มบาง ก่อนมือกร้านยกขึ้นลูบหน้าราวกับจะเรียกสติ ทว่าบนฝ่ามือกลับยังอบอวลด้วยกลิ่นหอมอ่อนจากเรือนกายของนาง ที่เขาเพิ่งััยามประคองเอวบางคอดกิ่วบนหลังม้า ใบหน้าคมคายพลันแดงระเรื่อ เขาดีดกายขึ้นหลังม้า แล้วจากไปใต้แสงอาทิตย์อัสดง ด้วยจิตใจที่ล่องลอยราวเมฆน้อยบนผืนฟ้า
สองวันต่อมา ลมเย็นแห่งสารทฤดู [1] มาเยือนพัดปลิวใบไม้สีเหลืองอ่อนและสีน้ำตาลเข้มร่วงหล่นประปรายตามพื้นดิน อากาศเริ่มเย็นลง เหลียนซื่อนั่งปักผ้าอยู่ในเรือนโดยมีสาวใช้าุโยืนปรนนิบัติอยู่ข้างๆ นางบุผ้านวมด้วยขนเป็ดและยังใส่ทับไปในเสื้อเพื่อเพิ่มความอบอุ่น หลังจากเหลียนซื่อปักให้บุตรชายเสร็จแล้วจึงเริ่มปักให้บุตรสาวและสามี
“ฝีเข็มของฮูหยินประณีตเรียบร้อยยิ่งนัก นายท่านต้องชอบแน่นอนเ้าค่ะ” ป้าจางสาวใช้าุโพูดไปยิ้มไป
“ข้าก็ปักเสื้อหนาวให้ท่านพี่ทุกปี มีสิ่งใดพิเศษกัน ชอบหรือไม่ชอบเขาคงรู้สึกไม่ต่างกันกระมัง” เหลียนซื่อก้มมองรอยด้ายที่ปักไว้อย่างพิถีพิถัน
“จะเป็ไปได้อย่างไรเ้าคะ ผู้ใดก็รู้ว่านายท่านรักฮูหยินขนาดไหน จวนรองเสนาบดีใหญ่โตเพียงนี้ นายท่านยังไม่มีอนุภรรยา สาวใช้ข้างห้องสักคนก็ไม่มี เห็นได้ว่านายท่านรักและทะนุถนอมฮูหยินเพียงคนเดียวเท่านั้นเ้าค่ะ”
ป้าจางเป็สาวใช้ที่ดูแลเหลียนซื่อั้แ่เด็ก ติดตามนางมาหลังแต่งเข้าจวนสกุลจื่อ ป้าจางเคารพนอบน้อมจื่อถงอย่างยิ่ง มีขุนนางใหญ่บ้านไหนบ้างที่ไม่มีสามภรรยาสี่อนุ บางจวนมีอนุมากกว่าสิบคนอยู่ในจวน บุตรอนุวิ่งเล่นเต็มลานเรือนคิดแล้วก็วุ่นวายนัก
กระนั้นยิ่งมีคนมากปัญหาก็ยิ่งมากตาม การแก่งแย่งชิงดีระหว่างภรรยาเอกและอนุ หรืออนุด้วยกันล้วนทำให้คนปวดเศียรเวียนเกล้า งัดร้อยเล่ห์เพทุบายมาทำร้ายกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง ในเรือนไร้ความสุขสงบ บ้านไม่เป็บ้าน จวนไม่เป็จวน ดังนั้นป้าจางจึงรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่เหลียนซื่อคุณหนูของนางได้แต่งงานกับนายท่านสกุลจื่อ
“่นี้นายท่านเข้ารับตำแหน่งใหม่ มีงานยุ่งล้นมือ กลับถึงบ้านก็ยามจื่อแล้ว ไม่มีเวลาอยู่เป็เพื่อนฮูหยิน ส่วนคุณหนู คุณชายก็เริ่มโตหมดแล้ว หากฮูหยินเหงาก็คลอดคุณหนู คุณชายเพิ่มอีกสักคนสองคนสิเ้าคะ” ป้าจางเอ่ยวาจาหยอกเย้าฮูหยินของนาง เหลียนซื่อพลันหน้าแดงระเรื่อ
“พูดจาเหลวไหลอะไรกันป้าจาง ท่านพี่กว่าจะกลับถึงบ้านก็เหน็ดเหนื่อยมากแล้ว ส่วนข้าตลอดทั้งวันต้องดูแลลูก ดูแลความเรียบร้อยในเรือน ร่างกายก็เมื่อยล้าเช่นกัน หาใช่มีพละกำลังดังเช่นหนุ่มสาวอ่อนวัยไม่”
ขณะที่เหลียนซื่อกำลังสนทนากับป้าจาง มีเสียงฝีเท้าแ่เบาหยุดยืนอยู่หน้าประตู เจียวอวี๋ค่อยๆ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างเงียบเชียบท่วงท่าก้าวเดินนั้นสง่างามดุจเทพธิดา นางทอดสายตามองบุคคลเบื้องหน้า
“เหน็ดเหนื่อยอะไรกันเ้าคะ?” เจียวอวี๋ย่างเท้าเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามมารดา มือขาวเนียนค่อยๆ รินน้ำชาให้ตนเอง
“เหน็ดเหนื่อยกับเ้าและพี่ใหญ่เ้าอย่างไรเล่า แล้วนี่พี่ใหญ่ของเ้าเป็อย่างไรบ้างสบายดีหรือไม่?”
เหลียนซื่อรีบเปลี่ยนเื่สนทนาที่กำลังคุยค้างกับป้าจาง แล้วเอ่ยถามบุตรสาว
“พี่ใหญ่สบายดีอย่างยิ่งเ้าค่ะ ท่านแม่มิต้องเป็กังวล ตอนนี้เขาตัวสูงกว่าข้าตั้งหนึ่ง่ศีรษะ มีเพียงผิวพรรณที่ดำคล้ำกว่าข้ามากนัก”
เจียวอวี๋พูดไปก็หยิบขนมสาลี่เข้าปาก รสหวานละมุนแทบละลายบนลิ้น ความคิดหนึ่งก็ผุดวาบขึ้น ถึงเื่โจรป่าที่ดักปล้นกลางทาง นางลอบถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะส่ายศีรษะเงียบๆในใจ แม้ต้องตาย นางก็จะไม่ยอมเอ่ยเื่นี้ต่อหน้าท่านแม่เป็อันขาด ไม่เช่นนั้น ท่านแม่ต้องหวาดผวาจนคิดมากนอนไม่หลับเป็แน่แท้
“ได้ยินเ้าพูดแม่ก็วางใจ ปีนี้พี่ใหญ่เ้าอายุสิบหกแล้ว ถึงเวลาที่แม่ต้องเริ่มจัดการทาบทามหาภรรยาให้เขา เจียวเจียวในฐานะที่ลูกมีสหายเป็คุณหนูในห้องหอมากหน้าหลายตา พอจะมีคุณหนูคนใดมีคุณสมบัติเพียบพร้อมเหมาะสมกับพี่ใหญ่เ้าหรือไม่”
เจียวอวี๋ยกมือเท้าคางทำท่าครุ่นคิด สมองก็นึกภาพถึงสตรีที่ตนพอจะรู้จัก ภาพของหญิงสาวงดงาม กิริยามารยาทเรียบร้อยอ่อนโยนหลากหลายคนก็ปรากฏขึ้นในห้วงความทรงจำ เมื่อนึกถึงคนนี้นางก็ส่ายหน้า นึกถึงคนนั้นก็ขมวดคิ้ว นางไม่สามารถตัดสินใจได้เลย จึงบอกกับเหลียนซื่อว่า
“ลูกคิดว่าเลือกคนที่พี่ใหญ่ชอบดีกว่าเ้าค่ะ เขาชอบคนไหนพวกเราก็เลือกคนนั้น” เจียวอวี๋อยากให้พี่ชายแต่งงานกับสตรีที่เขาชอบพอจริงๆ หาใช่มองที่รูปโฉมหรือฐานะเท่านั้น พวกเขาทั้งสองคนจะได้ครองคู่กัน รักกันหวานชื่นยาวนานจนผมหงอกขาว
“เ้าคิดเช่นนั้นรึ อย่างงั้นก็ดี หากพี่ชายเ้าชื่นชอบบุตรสาวบ้านใดก็ให้เขามาบอกแม่ แม่จะได้ส่งแม่สื่อไปทาบทาม ส่วนเ้าก็เตรียมตัวไว้ให้ดีเช่นกัน อีกปีสองปีก็เข้าพิธีปักปิ่นแล้ว หลังปักปิ่นอีกสักสองปีค่อยแต่งออกเรือนไป ดีหรือไม่?”
เหลียนซื่อกับจื่อถงมิได้ปรารถนาให้บุตรสาวออกเรือนเร็วเกินไป นางยังเป็เพียงเด็กสาวผู้ร่าเริงซุกซน ไร้เดียงสาต่อธรรมเนียมปฏิบัติในเรือนของฝ่ายชาย แต่ละเรือนก็มีกฎระเบียบของแต่ละตระกูล หากพลั้งเผลอประพฤติไม่เหมาะสม อาจตกเป็เป้าถูกตำหนิหรือถูกกลั่นแกล้งจากฝ่ายบ้านสามีได้ การดำรงชีวิตต่อจากนั้นก็จะยากลำบากและทุกข์ใจอย่างยิ่งยวด ยามคิดถึงสิ่งเหล่านี้ หัวอกของผู้เป็บิดามารดาก็ไม่อาจวางใจได้เลย
“ท่านแม่…ข้าไม่ออกเรือนได้หรือไม่ ถ้าท่านแม่อยากมีหลานก็ให้พี่สะใภ้คลอดออกมาเยอะๆสิเ้าคะ ข้าไม่อยากแต่งงานจริงๆ”
เจียวอวี๋มีปณิธานแน่วแน่ในใจ นางใฝ่ฝันอยากช่วยเหลือผู้เจ็บไข้ได้ป่วย ปรารถนาเสาะแสวงหาวิธีรักษาโรคภัยใหม่ ๆ ตลอดจนเรียนรู้ศาสตร์แห่งสมุนไพรและยาให้ลึกซึ้งยิ่งกว่านี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็หนทางสู่การปรับปรุงฟื้นฟูการแพทย์ในแผ่นดินแคว้นจินเล่อ เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของชาวบ้านให้ได้มากที่สุด
หากต้องออกเรือน ย่อมหมายถึงพันธะและข้อจำกัดนานัปการ ความฝันเ่าั้ก็อาจกลายเป็เพียงเงาเลือนรางที่มิอาจไขว่คว้าได้ บุรุษโดยมากล้วน้าภรรยาดูแลเรือน ดูแลลูก และยึดมั่นในบทบาทผู้ตาม ภรรยาจึงมักถูกผูกไว้กับการพึ่งพาสามี ทว่าเจียวอวี๋ไม่้าเป็เช่นนั้น นางไม่ปรารถนาจะพึ่งพาใคร และยิ่งไม่อาจปล่อยให้ความฝันของตนต้องจางหายไปเพียงเพราะพันธะจากการแต่งงาน
“เ้าคิดเหลวไหลอะไรกัน เจียวเจียว สตรีเมื่ออายุถึงพร้อมก็ต้องแต่งงานออกเรือน มีครอบครัว มีบุตร หากเ้าไม่แต่งงานแล้วเ้าจะใช้ชีวิตโดดเดี่ยวเดียวดาย ขลุกอยู่แต่โรงหมอตลอดชีวิตรึ? ไม่ได้เด็ดขาด แม่จะไม่ยอมปล่อยให้เ้าเป็หญิงเทื้อติดอยู่ในเรือน แม่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่พ่อเ้าและแม่อนุญาตให้เ้าไปโรงหมอ ก็เพราะเห็นว่าเ้าชื่นชอบโปรดปราน จึงมิได้ขัดขวางแต่อย่างใด เพียงหวังว่าสิ่งที่เรียนรู้จากโรงหมอจะเป็คุณแก่เ้าในภายภาคหน้า ความรู้ในการรักษาผู้อื่น ล้วนมีประโยชน์ติดตัวทั้งสิ้น ทว่าสิ่งใดที่มากเกินไป ย่อมมิใช่เื่ดี เ้าต้องรู้จักหน้าที่ของตนให้ถ่องแท้”
เหลียนซื่อครุ่นคิดอยู่ในใจ นางรู้ดีว่าเจียวอวี๋เติบโตมาได้รับความรัก อย่างล้นเหลือ บุตรสาวเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล ไม่เพียงแต่บิดา แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าจื่อก็ถนอมกล่อมเกลา เอาอกเอาใจ อยากทำสิ่งใดก็ได้รับอนุญาตเสมอ นางจึงเคยชินกับการได้ทำอะไรตามใจตนเอง
กระนั้น เื่การออกเรือนกลับยังเร็วเกินไปสำหรับเจียวอวี๋ อีกสองสามปีข้างหน้า ความคิดของเด็กสาวอาจเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เหลียนซื่อคิดเช่นนั้น จึงเลือกเปลี่ยนหัวข้อสนทนา หลีกเลี่ยงไม่ให้นางจมอยู่กับความดื้อรั้นในวัยเยาว์
เจียวอวี๋มิได้เอ่ยคำใดออกไปให้มารดารู้สึกขุ่นเคืองใจ แต่ในใจยังคงยืนยันความปรารถนาของตนอย่างแน่วแน่ เพียงหวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆ นางจะสามารถเลือกทางเดินของชีวิตด้วยตนเอง
ทั้งสองนั่งคุยเรื่อยเปื่อยไปสักพักเจียวอวี๋จึงขอลากลับเรือนของตน