ไฟแค้นในทรวง
“ เป็อะไรไปว่ะ เหล้าน่ะโว้ยไม่ใช่น้ำ เดี๋ยวก็เมาหัวทิ่มหรอก นายเป็อะไรของนายว่ะ ถึงได้ดื่มชนิดลืมโลกแบบนี้ ” พงษ์เกษมถามเพื่อนรักด้วยความเป็ห่วงและด้วยความสงสัย
“ ก็ป๋านะซิ เอาแม่นั้นเข้ามาอยู่ในบ้าน ทั้ง ๆ ที่ขอไว้แล้ว รับปากเสียดิบดี แต่แล้วเป็ไง ก็ผิดสัญญาตามเคย เอาแม่นั้นเข้ามาอยู่ในบ้านจนได้ ฉันเกลียดป๋า แกได้ยินไหม ฉันเกลียดป๋า ” ศิลาตะเบ็งเสียงใส่หน้าเพื่อน ด้วยความโกรธ เกลียดและแค้นใจ เขารินเหล้าใส่แก้ว แล้วดื่มพรวดเดียวจนหมด
“ เฮ้ย ! เฮ้ย ! พอแล้ว ขืนนายดื่มแบบนี้ฉันต้องเสียเพื่อนอย่างนายไปแน่ ๆ พอ พอ ฉันจะพานายไปส่งบ้าน ” พงษ์เกษมห้ามเพื่อน เพราะเห็นว่าศิลาเมามากแล้ว
“ ไม่กลับโว้ย กูไม่กลับไปนอนบ้านนั้น กูไม่กลับโว้ย ” ศิลาพูดอ้อแอ้ ๆ แล้วลุกขึ้นยืนเซไปเซมาเพราะฤทธิ์สุรา
“ เออ ! เออ ! ไม่กลับก็ไม่กลับ นอนเสียที่นี่ก็แล้วกัน ” พงษ์เกษมระอาใจกับอาการดื้อรันของเพื่อนเต็มทน เขาพยุงศิลาเข้าห้อง แล้วจัดแจงให้นอนจนเรียบร้อย
“ โธ่เอ๊ย ! เพื่อนเรา มามีปัญหาบ้านแตกเอาเมื่อตอนใกล้แก่เสียแล้ว ” พงษ์เกษมส่ายหัวไปมาด้วยความเหนื่อยระอา กว่าจะเอาศิลาขึ้นมานอนได้ ก็เล่นเอาเหนี่อยพอประมาณ
“ คุณค่ะ ดึกป่านนี้แล้ว คุณใหญ่ยังไม่กลับมาเลยคะ ” ดวงมณีเริ่มกังวล เมื่อหันไปมองนาฬิกาติดผนัง
“ คุณผู้ชายคะ โทรศัพท์ค่ะ ” สาวใช้รายงาน
“ ใครโทรมา ”
“ คุณพงษ์ค่ะ ”
“ ฮัลโหล ! ใช่ ” ทนงเกียรติตอบปลายสาย
“ อืม ! อืม ! ลุงฝากดูมันด้วยแล้วกัน ขอบใจพงษ์มากน่ะ ที่ดูแลศิลาแทนลุง ยังไง ๆ ลุงก็ต้องรบกวนให้พงษ์ช่วยดู ๆ มันด้วย ลุงเป็ห่วงมันเหลือเกิน แต่ตอนนี้มันไม่ยอมเข้าใจลุงเลย ลุงก็กลุ้มใจอยู่เหมือนกัน อย่างไงลุงก็ต้องฝากพงษ์ ดูแลมันด้วยแล้วกัน ขอบใจพงษ์มาก ” ทนงเกียรติวางหูโทรศัพท์แล้ว เขาก็เดินมาหาดวงมณี ที่กำลังนั่งกระวนกระวายใจอยู่
“ คุณดวง ไปพักผ่อนเถอะ ตาใหญ่เขานอนที่บ้านเพื่อนของเขาแล้ว เมาหนักจนไม่มีสติ ป่านนี้คงหลับปุ๋ยไปแล้ว คุณไปนอนเถอะ ”
“ ค่ะ ” ดวงมณีรับคำ แต่ภายในใจนั้น เธอรู้สึกว่าตัวเองกับลูกกำลังจะทำให้ เกิดประวิติศาสตร์ซ้ำรอยอีกหรือเปล่า
“ กลับมาแล้วหรือตาใหญ่ หัวยุ่งเชียว ” ทนงเกียรติเอ่ยทักบุตรชาย ที่เดินเข้ามา ด้วยท่าทางยังไม่สร่างเมานัก
“ คุณใหญ่กลับมาพอดี ทานอาหารเช้าด้วยกันน่ะค่ะ ” ดวงมณีเอ่ยชวน
ชายหนุ่มมองหน้าบิดาด้วยความน้อยใจ เขาปลายหางตาไปมองหน้าดวงมณีด้วยความเกลียดชัง เขาไม่พูดกับคนทั้งคู่สักคำ แต่กลับเดินเซไปเซมาตรงไปยังบันใด พอดีได้ยินเสียงรถวิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้าน
“ ตาเล็กกับหนูแพร มาแล้วค่ะคุณ ” ดวงมณีบองผู้เป็สามีให้รับรู้
“ นี่น่ะหรือหนูแพร ” ทนงเกียรติกระซิบถามเบา ๆ เกรงว่าหญิงสาวจะได้ยิน เพราะทั้งคู่กำลังเดินตรงเข้ามาในบ้าน
“ คุณพ่อกับคุณแม่ผมครับ ” ภูผาแนะนำ
หญิงสาวกระพุ่มมือไหว้ อย่างนอบน้อม เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมา เธอเห็นศิลายืนจ้องมองเธอตาเขม็ง แต่พอรู้ว่าเธอรู้ตัว ชายหนุ่มแสร้งเบือนหน้าทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ แล้วเดินโซซัดโซเซ ขึ้นบันใดไปอย่างไม่สนใจใยดีกับภาพเหตุการณ์ที่เขามองอยู่เมื่อครู่นี้
“ ไปทานข้าวกันเถอะค่ะ ไปซิหนูไปทานข้าวด้วยกัน ” ดวงมณีเอ่ยชวนทุกคน
“ ไปแพร ไปทานข้าวด้วยกัน ” ภูผากล่าวชวนอย่างอ่อนหวาน
หนุ่มสาวทั้งสอง เดินตรงไปยังห้องอาหาร โดยมีทนงเกียรติและดวงมณีเดินนำหน้า
“ ตาเล็กของเรานี่ไม่เบาน่ะ ตาแหลมเสียด้วย เข้าใจหาแฟน ทั้งน่ารัก ทั้งอ่อนหวาน กิริยามารยาทเรียบร้อย ” ทนงเกียรติชมหญิงสาว ที่บุตรชายพามารู้จัก
“ ถูกใจคุณล่ะซี ” ดวงมณีกระเซ้า
ทนงเกียรติมองหน้าภรรยาแล้วยิ้มให้เธอ ดวงมณียิ้มตอบกลับมา ทั้งคู่ต่างพึงพอใจว่าที่ลูกสะใภ้
ศิลาเดินเข้าห้องแล้วปิดประตูเสียงดังโครม ด้วยความไม่พอใจ แต่ในใจส่วนหนึ่งเขาเริ่มรู้สึกว่ามีเยื่อบาง ๆ เข้ามาเกาะกุมหัวใจ เขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เยื่อบาง ๆ นั้นคือความรู้สึกอะไร แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้เขาอยากจะทำลายสองแม่ลูกคู่นี้เหลือเกิน ศิลาเดินไปล้มตัวลงบนที่นอนด้วยความหงุดหงิด
“ ขนกันเข้ามา โครตเง้ามีกี่คนก็ขนกันเข้ามาอยู่กันให้หมด ป๋าน่ะป๋า ทำไมถึงทำอย่างนี้ ” ชายหนุ่มบ่น แต่ในใจหนึ่งก็นึกถึงหน้าหญิงสาวที่ภูผาพามา
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบรูปมารดาบนหัวเตียงมาดู ด้วยความรักและคิดถึง
“ คุณแม่ครับ ป๋ากำลังจะฆ่าผมทางอ้อม ป๋าทำร้ายจิตใจผม ป๋าคงจะหวังให้ผมตาย ตามคุณแม่เพื่อเขาจะได้มีความสุขกับครอบครัวใหม่ คุณแม่ครับช่วยเป็กำลังใจ ให้ผมทำลายล้างพวกมันให้พินาศด้วย ” ศิลากล่าว ด้วยแรงอาฆาตมาดร้ายเต็มหัวใจ
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะต่อกระซิกดังมาแว่ว ๆ ชายหนุ่มสปริงตัวจากที่นอนทันที แล้วเดินตรงไปยังหน้าต่างเขาเห็นภูผากับหญิงสาวที่เขาพามาด้วย กำลังนั่งคุยกันกระหนุงกระหนิงอย่างมีความสุข
“ มีความสุขกันจริ๊ง ” ชายหนุ่มทำเสียงสูงอย่างไม่สบอารมณ์
“ พวกแกนึกถึงกันบ้างไหมว่า พวกแกกำลังมาทำลายชีวิตของฉัน แต่พวกแกอย่านึกว่าจะชนะฉัน ยิ่งพวกแกทำฉันเจ็บมากเท่าใด พวกแกก็จะเจ็บกว่าฉันเป็ร้อยเท่าพันเท่า พวกแกจะได้ลิ้มรสความเ็ปแบบฉันที่กำลังเป็อยู่ ” ชายหนุ่มสบถออกมาจากห้วงลึกของหัวใจ
“ ว่าไงล่ะแพร ตกลงไหม ผมบอกคุณพ่อให้จัดการให้ก็ได้น่ะ ” ภูผาเอื้อมมือไปกุมมือของหญิงสาวที่วางอยู่บนโต๊ะ
“ ก็ได้ค่ะ แต่แพรขอสมัครด้วยตัวเองก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยรบกวนคุณพ่อคุณแล้วกัน ” หญิงสาวตอบ พร้อมกับหลบตาต่ำ เมื่ออีกฝ่ายมองมา ด้วยสายตาอ่อนหวานและเว้าวอน
“ ก็ได้ครับ แค่แพรรับปากแค่นี้ ผมก็เป็สุขแล้ว ”
ทั้งคู่สนทนากันอย่างมีความสุข โดยหารู้ไม่ว่าถูกจับตามองจากศิลา ที่ในใจนั้นมันอัดแน่นไปด้วยแรงของความอาฆาตพยาบาทจนแน่หัวใจ
แต่มีความรู้สึกอีกส่วนหนึ่งแวบเข้ามาว่าอย่าทำ แต่ก็เป็แค่เพียงแวบเดียวเท่านั้น ความโกรธความเกลียดมันเข้ามาบดบังความผิดชอบชั่วดีของเขาจนหมดเสียแล้ว
“ พวกแกอย่างหวังเลยว่าจะมีความสุข ในบ้านของแม่ฉันหลังนี้ ฉันนะสั่งสอนให้พวกแกได้รู้ว่า การมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นนั้น รสชาดมันขมขื่นขนาดไหน พวกแกจะได้รับรู้ เหมือนกับฉันที่เป็อยู่ในเวลานี้ ”
ชายหนุ่มหน้าเข้มรำพึงกับตัวเอง ซึ่งขณะนี้เขากำลังตกอยู่ในห้วงของการเอาชนะ และความเครียดแค้น ยิ่งได้เห็นภาพที่ปรากฎอยู่ต่อหน้าต่อตา ยิ่งเหมือนกับเอาน้ำมันราดรดลงบนกองไฟ
“ นายค่ะ ท่านประธานให้เอาแฟ้มพวกนี้ มาให้นายคะ ” เลขาหน้าห้องรายงาน แล้ววางแฟ้มทั้งหมดที่เธอถือมาลงบนโต๊ะ ด้านหน้าของศิลา
ศิลามองดูแฟ้มที่เลขาวางด้วยความสงสัย และแปลกใจ
“ แฟ้มอะไร ”
แฟ้มประวัติคนที่มาสมัครเป็เลขาคุณภูผาค่ะ "
“ แล้วเอามาให้ผมทำไม ” ศิลาถามด้วยอารมณ์หงุดหงิด
“ ท่านประธานสั่งว่า ให้ผ่านการคัดเลือกจากนายก่อนค่ะ ”
“ แล้วท่านสั่งมาหรือล่ะ ว่าผมต้องให้ผมเป็คนสัมภาษณ์ด้วยหรือเปล่า เห็นเราเป็หัวหน้าฝ่ายบุคคลหรือไง ” ประโยคหลัง ศิลากล่าวพรึมพร่ำในลำคอ ด้วยความไม่พอใจ
“ เปล่าค่ะ ท่านสั่งว่าให้นายเลือกแค่คนเดียว แล้วส่งไปให้ฝ่ายบุคคลเป็คนสัมภาษณ์ แล้วท่านจะเซนต์อนุมัติเอง ”
ศิลามองดูกองแฟ้มด้วยความคั่งแค้นในหัวใจ
“ ตอนบ่ายคุณค่อยมาเอาแฟ้มพวกนี้ไปแล้วกัน ” ศิลากล่าวด้วยความน้อยใจบิดา
“ ค่ะ ” พันรุจีเลขาหน้าห้องรับรู้ แล้วเดินออกจากห้องไป
ศิลายังคงนั่งมองกองแฟ้มที่กองอยู่ด้านหน้า ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันปะปนไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจระคนกับความเสียใจ ทำไมทนงเกียรติจะต้องทำร้ายจิตใจเขาขนาดนี้ ศิลาเอื้อมมือไปดึงกองแฟ้มให้มาใกล้ตัว แล้วค่อย ๆ หยิบแฟ้มทีละแฟ้มมาดู
“ นางสาวแพรพิมพ์ ชนินธร ” ศิลาอ่านออกเสียงเบา ๆ แล้วยิ้มที่มุมปากด้วยความรู้สึกของผู้พบทางสว่าง
“ พันรุจีเข้ามาหาผมในห้องหน่อยครับ ” ศิลากดโทรศัพท์ภายในเรียกเลขาหน้าห้อง
“ ค่ะนาย ” ปลายสายตอบรับ
เพียงครู่เดียว พันรุจีก็เดินเข้ามาในห้องมายืนอยู่ตรงหน้าเ้านายของเธอ
“ เอาแฟ้มอันนี้ไปให้ฝ่ายบุคคลจัดการต่อ แล้วทีหลังคุณช่วยเรียนท่านประธานด้วยว่า อย่าได้เอาเื่ไร้สาระแบบนี้มาให้ผมอีก ” ศิลาบอกแล้วส่งแฟ้มที่เลือกไว้ ให้เลขาที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา
“ ค่ะนาย ” พันรุจีหยิบแฟ้มที่เอามาให้ก่อนหน้านี้ไปาทั้งหมด แล้วจัดการเอาแฟ้มท่ีศิลาเลือกไว้ไปให้ฝ่ายบุคคลทันที
“ ป๋า กลับมาหรือยัง ” ศิลาถามเสียงห้วนเมื่อเห็นดวงมณีเดินมาพอดี
“ อยู่ในห้องหนังสือค่ะ ” ดวงมณีบอก
ศิลาชายหางตามองหน้าดวงมณี ด้วยสายตารังเกียจ แล้วเดินตรงไปยังห้องหนังสือทันที เขาปล่อยให้แม่เลี้ยงของเขามองตามด้วยความรู้สึกเจ็ยแปลบที่ห้วใจ
ชายหนุ่มเปิดประตูพรวดเข้าไป เขาเดิน ฉับ ฉับ เข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าบิดาของเขา ด้วยใบหน้าที่บอกบุญไม่รับ ทนงเกียรติเงยหน้ามองลูกชายด้วยความสงสัย ในลักษณะอาการของศิลา
“ เป็อะไรตาใหญ่ หน้าตาถึงบูดบึ้งอย่างนี้ ”
“ ป๋าพูดเหมือนกับป๋าไม่เคยทำให้ผมเจ็บช้ำอะไรเลย ”
“ แล้วมันมีอะไรเกิดขึ้นกับแกล่ะ ” บิดาย้อนถาม
“ ป๋าทำแบบนี้กับผมได้ยังไง ” ศิลาถามด้วยความไม่พอใจ เมื่อเห็นว่าบิดาตัวเองยังทำหน้าไม่รู้เื่รู้ราว
“ ก็ว่ามาซิ ว่าฉันไปทำอะไรกับแกไว้ ” ทนงเกียรติถามอย่าง งงๆ เขานึกไม่ออกว่าเขาไปทำอะไรให้ลูกชายไม่พอใจ
“ ก็ให้ผมเป็คนเลือกเลขาหน้าห้อง ให้กับลูกชายป๋าไง ป๋าทำร้ายจิตใจผมเหลือเกิน ทำไมป๋าจะต้องคอยหยามน้ำใจผมอยู่ตลอดเวลา ป๋าคงจะเกลียดผมมากซิน่ะ ใช่ซิผมมันหัวเดียวกระเทียมลีบนิ แม่ก็ไม่มี ป๋าจะทำอะไรก็ได้ ผมขอถามป๋าตรง ๆ ป๋า้าให้ผมไปจากชีวิตของป๋ามากเลยใช่ไหมครับ ”
ศิลาถามด้วยหัวใจที่่เจ็บแปลบ มันปวดร้าวไปทั้งใจ
ทนงเกียรติมองหน้าลูกชายคนโต ด้วยความสงสารและความรักความห่วงใย
“ ฟังป๋าอธิบายก่อน ตาใหญ่ ”
“ ป๋าไม่ต้องอธิบายหรอก ผมรู้ว่าป๋าจะพูดอะไร แต่ผมจะบอกป๋าสักอย่าง คำพูดของป๋ามันเชื่อถือไม่ได้เลย คุณแม่ถึงต้องพบจุดจบอย่างนี้ไง ” ศิลาพูดจบหันหลังก้าวเท้าเดินออกไปจากห้องทันที
ทนงเกียรติเดินตามไปติด ๆ เมื่อเห็นศิลากำลังจะเดินออกจากบ้าน
“ แล้วแกจะไปไหน ”ทนงเกียรติดึงแขนลูกชายพร้อมเอ่ยถาม
ศิลาหันมามองบิดา ด้วยแววตาที่บรรจุไปด้วยเสียใจ แล้วเปลี่ยนเป็สายตาเ็า
“ ผมจะไปหาเหล้าดื่ม เมาแล้วจะได้ลืมเื่บ้า ๆ หรือไม่ก็ดื่มให้มันตายไปเสียเลย จะได้สมใจป๋าไง ”
ศิลาพูดจบก้าวขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที ปล่อยให้บิดามองตามด้วยความเป็ห่วงเป็ใย
“ คุณค่ะ ถ้าปล่อยให้เป็แบบนี้ คงไม่ดีแน่เลย ดิฉันไม่สบายใจเลยค่ะ เพราะดิฉันคนเดียว ทีทำให้คุณกับคุณใหญ่มีปัญหากัน ให้ดิฉันไปอยู่เหมือนเดิมจะดีกว่านะค่ะ อยู่แบบเดิม ก็ไม่ได้ลำบากลำบนอะไรนักหนา ฉันไม่อยากให้คุณกับคุณใหญ่ผิดใจกันเลย ” ดวงมณีกล่าว ด้วยความรู้สึกอดอัดใจอย่างยิ่ง
“ อย่าคิดมากซิคุณ ตอนนี้ตาใหญ่มันกำลังบ้า อีกไม่ช้ามันก็คงจะเข้าใจชีวิตได้ดีกว่านี้เอง ปล่อยไปสักพักก็คงจะคิดได้เองแหละ ” ทนงเกียรติบอกภรรยา เพื่อให้เธอคลายความรู้สึกกังวลใจลง ตัวเขาเองนั้นก็ชักไม่แน่ใจว่าเขาตัดสินใจถูกหรือผิด กับการที่เขาตัดสินใจในเื่ที่ให้ดวงมณีย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน และการเลือกเลขาให้ภูผา แต่ความเป็จริงแล้ว เขาไม่มีเจตนาจะทำร้ายจิตใจศิลาเลย เพียงเพื่อเขา้าให้ศิลามีความรู้สึกว่า เขานั้นจะทำอะไร ก็อยากให้ศิลามีส่วนร่วมในการตัดสินใจของเขาด้วย เพื่อว่าศิลาจะได้ไม่รู้สึกว่าถูกพ่อทอดทิ้ง หรือไม่สนใจใยดีในตัวเขา แต่ศิลากับแปรเจตนาไปเสียอีกทางหนึ่ง ทนงเกียรติถึงกับถอนใจเฮือกใหญ่ด้วยความเหนีื่อยใจ
“ ไปเถอะไปทานข้าวกันดีกว่า ตาเล็กกลับมาพอดี ” ทนงเกียรติกล่าวจบ เดินนำหน้าภรรยาไป
ทนงเกียรติกลุ้มใจกับการกระทำของศิลาเป็อย่างยิ่ง ตัวเขาเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่า ศิลาจะฝังใจกับเื่ราวเก่า ๆ ขนาดนี้ เขาคิดว่าถ้าเวลาผ่านไปนาน ๆ เข้า ศิลาคงทำใจได้ แล้วก็ยอมรับดวงมณีกับภูผา แต่เขาคาดการณ์ผิดทั้งหมด แต่กลับทำให้ศิลากลายเป็คนขี้เหล้าเมามายแทบทุกวัน จนตัวเขาเองไม่รู้จะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี
“ ตาใหญ่ เมื่อไรจะเลิกเมามายเสียทีนะ แล้วดูซิเมาขนาดนี้ ยังจะขับรถกลับบ้านสักวันหนึ่งคงจะได้เื่ ” ทนงเกียรติบ่นกระปอดกระแปด เมื่อเห็นลูกชายคนโตเดินโซไป เซมา จากฤทธิ์สุรา
“ ป๋า ป๋ายังไม่หลับไม่นอนอีกหรือ ดึกดื่นปานป่านนี้แล้วไม่รู้จักไปนอนอีกหรอ ” ศิลพูดอ้อแอ้ เมื่อเห็นบิดายืนอยู่หน้าบ้าน
“ จะให้ป๋านอนได้อย่างไรล่ะ ก็ป๋าเป็ห่วงแกน่ะซี ถึงต้องมานั่งคอยยืนคอยอยู่นี่ไง เมื่อไรแกจะเลิกเมาเสียที หา ! ตาใหญ่ ”
ศิลาหัวเราะเสียงดัง เหมือนกับได้ฟังเื่ขำขัน
“ ป๋าห่วงผม โอ้ย ! อยากจะบ้าตาย ถ้าป๋าห่วงผม ป๋าคงไม่ทำร้่ายจิตใจผมแบบนี้หรอก ป๋าอย่ามาปากหวานกับผมเลย ผมไม่เชื่อป๋าหรอก ผมไม่เชื่อ ป๋าได้ยินไหม ผมไม่เชื่อ ” ศิลายังคงปฏิเสธความรักความห่วงใยของบิดา
“ โธ่ ! ตาใหญ่เอ้ยเมื่อไรแกจะเข้าใจป๋าสักที ” ทนงเกียรติถอนหายใจเฮือกใหญ่ ด้วยความกลัดกลุ้มใจ
“ ไปดีกว่า ” ศิลาพูดจบเดินก้าวขึ้นบันไดด้วยความทุลักทุเล โอยปล่อยให้บิดายืนมอง ด้วยความเป็ห่วงและเหนื่อยล้าหัวใจเต็มทน
“ ปล่อยไว้แบบนี้คงแย่ เราต้องทำอะไรสักอย่าง บ้านจะได้เป็บ้านขึ้นมาบ้าง แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะ ทุกคนจะได้ไม่ต้องเจ็บซ้ำนำ้ใจ ” ทนงเกียรติรำพึงกับตนเอง และคิดหาวิธีแก้ปัญหาครอบครัว
“ พงษ์ ไปหาเหล้าเดิมกันดีกว่าว่ะ เซ็งฉิบ ……. เลย เบื่อว่ะ ” ศิลาเดินบ่น แล้วทิ้งตัวดังโครมลงบนโซฟาตัวโปรดของพงษ์เกษมทันที
“ เบา ๆ โว้ย ! เดี๋ยวเก้าอี้พังหมด ฉันไม่ใช่ลูกเศรษฐีน่ะแก จะได้มีเงินไปซื้อตัวใหม่ ” พงษ์เกษมโวยวาน เมื่อเห็นเพื่อนรักทิ้งตัวโครมเบ้อเร่อลงบนโซฟา
ชายหนุ่มไม่สนใจเพื่อนบ่น ล้มตัวนอนหลับตาลงด้วยความเบื่อหน่าย ในชะตาชีวิตของตนเอง สักครู่ลุกขึ้นมานั่ง เอามือเสยผมอย่างหงุดหงิดอารมณ์
“ นายคิดหรือว่าเป็เศรษฐีแล้ว จะมีความสุข นายดู ดูฉันนี่ซิเหมือนตกนรกเชียวเลยแหละ ” ศิลาถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อพูดจบ ทำใบหน้าเบื่อหน่ายโลกใบนี้เสียเหลือเกิน
“ แต่ฉันว่า นายมันทำตัวเองมากกว่า ฉันก็เห็นป๋านาย เขารักเขาห่วงนายจะตายไป มีแต่นายนั้นแหละ ไม่ยอมเข้าใจป๋า ” พงษ์เกษมเถียง แสดงความคิดเห็นของตนเอง
“ ห่วงนังเมียใหม่เขาน่ะซิ ป๋าฉันไม่เคยคิดถึงจิตใจลูกอย่างฉันเลยสักนิด คอยทำร้ายจิตใจฉันอยู่ตลอดเวลา ไปโว้ย ! ไปห้าเหล้าดื่มให้มันหายกลุ้มดีกว่า กินแล้วจะได้ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ”
“ แล้วถ้าหายเมาแล้วล่ะ นายจะลืมได้หรือ ” พงษ์เกษมแย้ง
“ หายแล้ว ยังลืมไม่ได้ ก็กินมันเข้าไปใหม่ ให้มันเมาอีก ” ศิลาเถียงกลับ
“ นายจะให้มันเวียนอยู่อย่างนี้ ไม่มีวันจบวันสิ้นเลยหรือ ” พงษ์เกษมอยากเตือนเพื่อนตรง ๆ แต่ไม่กล้า
“ นายอย่าพูดมากนักเลย ไป ไป ไปดื่มเหล้ากัน ” ศิลาเริ่มรำคาญ จึงพูดตัดบทเสีย
“ ไม่ต้องไปดื่มข้างนอกหรอก ดื่มมันเสียที่นี่เแหละ ฉันเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ” พงษ์เกษมไม่อยากให้เพื่อนไปเมาที่อื่น เพราะตัวเองนั้น ลึก ๆ แล้วก็สงสารเพื่อนเหมือนกัน
“ นายนี่สมกับเป็เพื่อนรักฉันจริง ๆ รู้ใจไปเสียทุกอย่าง นี่ถ้านายเป็ผู้หญิงจะขอแต่งงานเลยน่ะเนี่ย ” ศิลากระเซ้าเพื่อน แต่มีความรู้สึกแปลก ๆ บางอย่างมากระทบภายในใจ ใบหน้าหญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏขึ้นในมโนภาพ ซึ่งเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ภาพของหญิงสาวผู้นั้นผุดขึ้นมาได้อย่างไร
“ ไอ้ศิลาเอ้ย ! ปากอย่างนี้ไม่น่ากลายเป็คนมีปัญหาครอบครัวเลย ” พงษ์์เกษมส่ายหัวไปมาด้วยความระอาในความดื้อรั้นของเพื่อน
“ ไปเอามาเสียทีซิ อยากเต็มทนแล้ว ” ศิลาเร่ง
“ เออ ! เออ ! รอเดี๋ยว จะไปเอาให้เดี๋ยวนี้แหละ ”
พงษ์เกษมพูดจบ แล้วเดินหายไปสักครู่ ก็ยกขวดเหล้าพร้อมกับแกล้มออกมา นำมาวางลงบนโต๊ะกลางที่อยู่ข้างหน้าชายหนุ่มเพื่อนรัก
“ เชิญตามสบาย ” พงษ์เกษมวางเหล้าและกับแกล้มลง ด้วยความระอาในความดื้อรันของเพื่อน
“ แล้วแกไม่ดื่มเป็เพื่อนฉันหรอกหรือ ” ศิลาถามเมื่อเห็นเพื่อนกำลังจะเดินจากไป
“ ไม่ล่ะ ฉันต้องทำงานต่อ นายดื่มตามสบายเลย ”
“ เมากลับมาอีกแล้ว ตาใหญ่เอ้ย ” ทนงเกียรติส่ายศรีษะไปมา เมื่อเห็นศิลาเดินเป็ปูขาเขเข้้ามาในบ้าน
“ เมื่อไรแกจะเลิกทำตัวเหลวไหลเสียที ตาใหญ่ “
ชายหนุ่มหันหน้ามองบิดาด้วยอาการสะลึมสะลือ
“ เมื่อไรน่ะหรือ ก็เมื่อแม่เมียใหม่ของป๋า ไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้แล้ว เมื่อนั้นแหละผมจะเลิกเมา ” ชายหนุ่มพูดอ้อแอ้ตอบกลับไป
“ ตาใหญ่ ” ทนงเกียรติขึ้นเสียงดุ แล้วหันซ้ายหันขวาเกรงว่า ดวงมณีจะมาได้ยินคำพูดของศิลา
“ ทำไม ป๋ากลัวแม่นั้นจะมาได้ยินหรือไง ” ศิลาพูดเมื่อเห็นอากัปกริยาของบิดา
“ แกเลิกพูดเหลวไหลได้แล้ว เมาก็ไปนอนเสีย "
“ ป๋าไม่ต้องมาไล่ผมหรอก ผมรู้ตัวดีว่าเวลานี้ผมมันก็แค่หมาหัวเน่าดี ๆ นี่เอง แม่ก็ไม่มี พ่อก็ไม่เคยใส่ใจ ผมมันเป็ส่วนเกินของป๋า ” ศิลาพูดจบก็เดินจากทนงเกียรติไป
ทนงเกียรติยืนมองลูกชายด้วยหัวใจที่เ็ป เขาไม่คิดเลยว่า ศิลาจะผูกใจเจ็บ จนฝังใจขนาดนี้ ถ้าศิลายังมีความคิดแบบนี้อยู่ ชีวิตเขาคงจะไม่ความสุขตลอดไป แล้วจะทำอย่างไรดี ถึงจะทำให้ศิลาเข้าใจในตัวเขา และยอมรับความจริงที่เป็อยู่นี้