หมอหญิงอัคคี

    ตอนที่ 69 พระเจ้ามาสาย

    เราบินมาถึงพระราชวังในช่วงเวลาเย็นแต่วันนี้กลับดูเงียบเหงา ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงดนตรีหรือเสียงขับร้องเพลงของเหล่านางรำเลย หรือคงเป็นเพราะฮ่องเต้ประชวร งานรื่นเริงทุกอย่างจึงต้องหยุดเงียบเสียงกันทั้งวัง


    จึงให้เฟยเจินบินไปลงที่หน้าตำหนักของฮ่องเต้เลย ไม่ต้องลงหน้าประตูวังให้เสียเวลา เฟยเจินกับเหล่านกปีศาจจึงบินร่อนลงไปยืนที่หน้าตำหนัก ทำให้ทหารองครักษ์หลายคนที่ยืนเฝ้าหน้าตำหนักต่างตกใจยกกระบี่ตั้งท่าต่อสู้ เพราะคิดว่าปีศาจนกบุกเข้ามา


    แต่องครักษ์ฟู่เซียงที่อยู่ในกลุ่มรีบบอกทุกคนว่านั่นคือหมอหญิง พร้อมกับสั่งให้เหล่าองครักษ์ลดอาวุธลง เขารีบวิ่งเข้ามาหาฉันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพูดว่าให้รีบเข้าไปรักษาฮ่องเต้ในตำหนักเร็วไว แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปองครักษ์ฟู่ถามฉันก่อนว่าคนแปลกหน้าที่มาด้วยเป็นใคร


    ฉันตอบว่าคนหนึ่งคือหมอจงหมอเทวะแห่งแคว้นจินชางทั้งยังเป็นอาจารย์ของฉันด้วย ส่วนเหวินหลางเป็นทั้งน้องชายและเป็นทั้งองครักษ์ของหมอจงด้วย เหวินหลางหันมองหน้าฉันที่จู่ๆให้เขาเป็นองครักษ์ของหมอจงไปเสียแล้ว แต่เหวินหลางก็ไม่พูดปฏิเสธอะไรรับตำแหน่งไปตามน้ำ


    องครักษ์ฟู่จึงอนุญาตให้แค่เฟยเจินกับหมอจงเข้าไปภายในตำหนักได้ ยกเว้นเหวินหลางต้องอยู่รอหน้าตำหนักกับพวกเขา ฉันจึงรีบวิ่งเข้าไปในตำหนักกับเฟยเจิน หมอจงจึงหันไปพูดกับเหวินหลางว่าให้รออยู่ตรงนี้แหละ จากนั้นหมอจงก็รีบวิ่งตามเข้าไปในตำหนักทันที


    ส่วนเหวินหลางแม้จะรู้ถึงข้อห้ามของทุกพระราชวังที่ต้องปฏิบัติเหมือนกัน คือห้ามใครเข้าในตำหนักของฮ่องเต้หรือเชื้อพระวงศ์ก่อนได้รับอนุญาต หรือแม้แต่เดินในพระราชวังสุ่มสี่สุ่มห้ายังไม่ได้ แต่ที่เขาไม่เข้าใจทำไมองครักษ์ฟู่จึงอนุญาตเฟยเจินให้เข้าไปได้ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นหมอ แต่กลับห้ามเขาแค่คนเดียวไม่ให้เข้าไปทั้งๆที่เรามาด้วยกัน


    องครักษ์ฟู่จึงพูดให้เหวินหลางเข้าใจในความสำคัญว่า เพราะเฟยเจินนั้นเป็นเทพองครักษ์ลำดับที่สี่คือเทพนกอินทรีย์ทอง ซึ่งเป็นเทพองครักษ์ของเทพนกอัคคีสวรรค์ก็คือฉันนั่นเอง ดังนั้นจึงสามารถเดินเข้าออกได้ทุกที่ในพระราชวังหรือในที่ๆฉันก้าวเดินไป


    เหวินหลางได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาด้วยความขบขัน ถามซ้ำอีกครั้งว่าที่พูดมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่เรื่องตลก องครักษ์ฟู่ทำหน้าเข้มตอบเสียงดุว่าเขาเป็นองครักษ์ประจำกายของฮ่องเต้ คำพูดแต่ละคำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคิดก่อนพูด มิใช่จะมาพูดเล่นเรื่อยเปื่อย


    แล้วขมวดคิ้วถามเหวินหลางกลับไปว่า เดินทางมาด้วยกันกับฉันและเฟยเจิน ไม่รู้ไม่สังเกตุเห็นบ้างเลยเหรอว่าฉันกับเฟยเจินนั้นแตกต่างจากคนทั่วไปยังไง ได้ขี่นกอินทรีย์ดำบินอยู่บนฟ้าก็น่าจะรู้ได้แล้วนะว่าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา


    จากนั้นองครักษ์ฟู่ก็กลับไปยืนเฝ้าหน้าตำหนักรวมกับองครักษ์คนอื่นๆ ปล่อยให้เหวินหลางยืนนิ่งคิดพิจารณา ถึงหลายสิ่งที่เขาเคยเห็นเคยสงสัยในตัวฉันกับเฟยจินมาก่อนหน้านี้ และยังคิดต่ออีกว่าหมอจงคงไม่ได้มีใจให้ฉันแค่เพียงอย่างเดียว แต่น่าจะรู้เรื่องที่ฉันกับเฟยเจินเป็นเทพอยู่ก่อนแล้วแน่ๆ ถึงได้ห้ามเขาสงสัยในความแปลกประหลาดของฉันกับเฟยเจิน


    และเป็นไปได้ที่หมอจงน่าจะใช้โอกาสในครั้งนี้คิดผูกสัมพันธไมตรีกับแคว้นหลวนเซียนเป็นแน่ เพราะถ้าได้เป็นพันธมิตรกัน แคว้นซูเซียวก็คงเกรงใจไม่กล้ารุกรานแคว้นจินชางอีก หมอจงจึงยอมเสี่ยงชีวิตติดตามฉันมาที่นี่ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเดินไปยืนรวมกลุ่มกับองครักษ์คนอื่นๆเพื่อช่วยคุ้มกันตำหนัก และทำหน้าที่องครักษ์ของตน


    ซึ่งภายในตำหนักฉันเห็นหญิงรับใช้คนสนิทของฮองเฮา กำลังยืนก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นยิ่งทำให้ฉันใจเสีย พอนางเห็นฉันก็รีบบอกให้เข้าไปในด้านในห้องโดยเร็ว พร้อมกับวิ่งนำหน้าไปที่ห้องของฮ่องเต้ เพื่อรายงานคนในห้องว่าฉันมาถึงแล้ว


    ภายในห้องพบฮ่องเต้กำลังนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียง มีฮองเฮานั่งอยู่ข้างเตียงกำลังจับมือของฮ่องเต้ขึ้นมาแนบที่แก้มส่งเสียงร้องไห้ดังปานจะขาดใจ ส่วนท่านอ๋องกับหมอหวังกำลังยืนก้มหน้ายกมือขึ้นปาดน้ำตาอยู่ข้างๆเตียงเช่นกัน


    หมอหวังกับท่านอ๋องจึงรีบเดินเข้ามาหา หมอหวังพูดด้วยน้ำตาไหลนองแก้มว่า “อันฉี! เจ้ามาช้าเกินไป!“ และยังพูดอีกว่าฮ่องเต้สิ้นพระชนม์แล้วเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนที่เราจะมาถึง ส่วนท่านอ๋องนั้นพูดขอร้องให้ฉันช่วยฮ่องเต้ด้วย ทำยังไงก็ได้ให้ฮ่องเต้ฟื้นลืมตาขึ้นมา


    ฉันช็อคตกใจเข่าแทบทรุดมือสั่นทำอะไรไม่ถูกน้ำตาไหลพรากออกมาทันที รีบวิ่งไปที่เตียงจ้องมองดูใบหน้าอันขาวซีดของฮ่องเต้ แต่ริมฝีปากดำคล้ำ เนื้อตัวเย็นไร้ไออุ่น ทั้งตัวและใบหน้ามีรอยม่วงคล้ำเป็นจ้ำๆเพราะถูกพิษร้ายแรง จึงเปิดดวงตาปีศาจมองดูที่ร่างของฮ่องเต้ พบรอยบาดแผลถูกแทงที่หน้าอก แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือไม่มีการเต้นของหัวใจอีกแล้ว


    ฉันอุทานขึ้นมาด้วยความโกรธว่าใครใช้มีดอาบยาพิษแทงฮ่องเต้ แต่หมอจงพูดเตือนสติฉันว่าอย่าเพิ่งคิดหาตัวคนทำร้ายฮ่องเต้ ตอนนี้เราควรนวดหัวใจกับเป่าปากแบ่งลมหายใจให้ฮ่องเต้ก่อนเผื่อว่าจะยังช่วยชีวิตได้ทัน


    แม้ฉันจะรู้อยู่แล้วว่าวิธีนี้คงใช้ไม่ได้ผลแล้ว เพราะฮ่องเต้หยุดหายใจนานเกินไปแต่ยังไงก็ต้องลองทำดู เราจึงรีบปีนขึ้นไปนั่งบนเตียงโดยหมอจงจะเป็นคนนวดหัวใจส่วนฉันจะเป็นคนเป่าปาก ฉันทำไปร้องไห้ไปจนแทบจะไม่มีแรงเป่าลมเข้าปากของฮ่องเต้เลย


    หมอจงเห็นว่าฉันคงเป่าปากต่อไม่ไหวจึงพูดว่าเดี๋ยวเขาจะทำเอง หมอหวังที่เฝ้ายืนดูอยู่ใกล้ๆรีบพูดว่าเขาจะช่วยต่อเอง เพราะเห็นวิธีที่ฉันทำแล้วเขาพอจะทำได้ จากนั้นหมอหวังก็เข้ามาเปลี่ยน ฉันจึงขยับตัวลงจากเตียงมายืนร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของเฟยเจินที่คอยลูบหลังลูบแขนปลอบโยน


    ฉันยืนมองดูฮ่องเต้ด้วยความเสียใจน้ำตาไหลพราก ในใจพร่ำภาวนาขอให้นกอัคคีสวรรค์ออกมาช่วย หรือไม่ก็ช่วยบอกวิธีทำให้ฮ่องเต้ฟื้นก็ได้ จะต้องให้แลกด้วยอะไรฉันก็ยอมให้ได้ทั้งนั้น แต่กลับไม่มีเสียงตอบโต้ในหัวจากนกอัคคีสวรรค์เลย


    กระทั่งเวลาผ่านไปครู่ใหญ่หมอจงหยุดนวดหัวใจ แล้วเอื้อมมือไปจับที่ไหล่หมอหวังให้หยุดเป่าปาก พร้อมกับพูดว่าเราหมดหวังแล้วไม่สามารถช่วยได้จริงๆ ฉันจึงโผเข้าไปกอดร่างไร้ลมลมหายใจของฮ่องเต้ พร่ำพูดทั้งน้ำตาว่าขอโทษ เฟยเจินจึงเดินเข้ามาจับที่ตัวแล้วพูดว่ามันไม่ใช่ความผิดของฉันที่มาไม่ทัน เพราะเรารีบมาเร็วที่สุดแล้ว


    ฮองเฮาที่ยืนร้องไห้อยู่ใกล้ๆจึงตวาดต่อว่าฉันด้วยความโมโหว่า “แต่ถ้าเจ้ามาถึงเร็วกว่านี้ฮ่องเต้ก็คงไม่สิ้นพระชนม์!! หมอหวังส่งจดหมายไปตามให้เจ้ากลับมาตั้งนานแล้วทำไมจึงไม่รีบกลับมา ก่อนฝ่าบาทจะสิ้นใจเอาแต่เพ้อเรียกหาเจ้า!! อยากพบเจ้า!! แต่เจ้าก็ไม่มา!!”


    นั่นยิ่งทำให้ฉันร้องไห้เสียใจหนักมากขึ้นไปอีก ทำให้เฟยเจินเกิดความไม่พอใจแสดงออกทางสีหน้าชัดเจน กำลังจะอ้าปากพูดตอบโต้ฮองเฮาที่มากล่าวโทษว่าฉันเป็นคนผิดแต่ถูกหมอจงห้ามไว้


    หมอจงจึงพูดกับฮองเฮาและทุกคนว่า ที่เรามาถึงช้าเพราะกำลังสู้รบอยู่กับพวกโจรและกองทัพทหารของแคว้นซูเซียวมารุกรานค่ายเมืองหนิงอัน พร้อมกับชี้นิ้วให้ทุกคนมองดูที่เสื้อผ้าของพวกเรา มีแต่รอยขาดวิ่นจากการถูกฟันถูกแทงจนเลือดเลอะติดเต็มตัว ซึ่งกว่าเราจะฝ่าออกมาได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย


    ท่านอ๋องที่ยืนฟังอยู่รีบถามหมอจงทันทีว่าฟางลี่จูปลอดภัยหรือไม่ หมอจงตอบว่าปลอดภัยสามารถมีชัยชนะจากการสู้รบ ท่านอ๋องจึงพยักหน้านิดหนึ่งที่ได้รู้ว่าลี่จูปลอดภัย จากนั้นจึงหันไปปรามฮองเฮาว่าอย่ากล่าวโทษฉันเลย แต่ถ้าจะหาว่าใครเป็นคนผิดก็ให้กล่าวโทษเขาเถอะเป็นเพราะเขาเองที่สะเพร่า ถ้าเปลี่ยนกันได้ก็อยากเปลี่ยนให้เป็นตัวเขารับคมมีดนั้นแทนฮ่องเต้ จากนั้นท่านอ๋องก็ก้มหน้าร้องไห้พร่ำกล่าวโทษตัวเองว่าเป็นคนผิด


    ฉันจึงปาดน้ำตาที่ไหลนองแก้ม เดินกำมือแน่นไปหาท่านอ๋อง จ้องหน้าเขาแล้วถามว่า “ท่านเป็นคนทำร้ายฮ่องเต้เหรอ?!! ท่านทำร้ายเขาทำไม?!!” หมอหวังกับหมอจงจึงรีบเดินมาฉุดรั้งแขนฉันไว้เพราะกลัวจะทำร้ายท่านอ๋อง ฉันจึงตวาดถามท่านอ๋องซ้ำอีกครั้งว่าแทงฮ่องเต้ทำไม?!!! แต่ท่านอ๋องยังคงอึกอักไม่ตอบคำถามได้แต่ก้มหน้าร้องไห้อยู่อย่างนั้น


    หมอหวังจึงตอบคำถามนั้นแทนท่านอ๋องว่า คนที่ลงมือแทงฮ่องเต้นั้นคือพระชายา เพราะตอนเกิดเรื่องพระชายาแอบมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่ตำหนักโดยลำพัง โดยอ้างว่าทราบข่าวแคว้นซูเซียวกับแคว้นจินชางเกิดการสู้รบกัน และรู้มาว่าฮ่องเต้ส่งคนให้ไปสืบข่าวการสู้รบที่แคว้นจินชางด้วย นางจึงมาสอบถามถึงสถานการณ์ของแคว้นซูเซียวว่าเป็นอย่างไรบ้าง


    ซึ่งในความเป็นจริงแล้วฮ่องเต้ส่งคนให้ไปสืบดูความเป็นอยู่ของฉันต่างหาก เพราะฮ่องเต้กลัวฉันจะได้รับอันตรายจากความไม่สงบในแคว้นจินชาง ฮ่องเต้จึงอนุญาตให้พระชายาเข้าเฝ้า เพราะคิดว่าพระชายาคงเป็นห่วงแคว้นซูเซียวและเสด็จพ่อของนาง


    แต่เวลาผ่านไปสักพักองครักษ์ฟู่เซียงได้ยินเสียงร้องของฮ่องเต้ดังออกมาจากด้านในจึงรีบวิ่งเข้าไปดู พบพระชายากำลังเดินสวนออกมาในมือถือมีดเปื้อนเลือด ส่งเสียงหัวเราะพร่ำพูดคนเดียวดั่งคนเสียสติว่า เป็นเพราะฮ่องเต้ไม่ยอมสั่งลงโทษฉันที่ทำให้นางแท้งลูก ทั้งยังส่งฉันไปที่แคว้นจินชางเพื่อหวังเป็นพันธมิตรคิดทรยศแคว้นซูเซียว ถ้าฮ่องเต้ตายไปสักคนจะไม่ใครคอยปกป้องฉันในวังได้อีกแล้ว และนางจะใช้มีดเล่มนั้นฆ่าฉันด้วย


    องครักษ์ฟู่เซียงจึงสั่งทหารให้จับกุมตัวพระชายาไว้ แล้วรีบวิ่งไปดูฮ่องเต้ก็พบถูกแทงบาดแผลฉกรรจ์ หมอหวังเล่าไปน้ำตาไหลไปว่าเขาพยายามทุกวิถีทางแล้วที่จะถอนพิษให้ฮ่องเต้ แต่ยาพิษชนิดนี้เป็นยาพิษจากแคว้นซูเซียว ซึ่งไม่มียาถอนพิษชนิดนี้ในแคว้นหลวนเซียน ท่านอ๋องจึงส่งองครักษ์จิ้นฝานกับองครักษ์เงาให้ออกไปค้นหายาถอนพิษ แต่จนป่านนี้ยังไม่มีใครกลับมาเลย


    อีกทั้งตอนนี้เหล่าองครักษ์ หรือแม้แต่ขุนนางในวังยังไม่มีใครรู้ว่าฮ่องเต้สวรรคตแล้ว มีแต่คนในห้องนี้เท่านั้นที่รู้และยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของฮ่องเต้ จึงยังไม่มีการประกาศออกไปถึงการสวรรคต เพราะพวกเขารอให้ฉันมาถึงเสียก่อน เพราะคิดว่าฉันจะช่วยฮ่องเต้ได้แน่ๆ


    ฉันได้ฟังดังนั้นกัดฟันกรอดอยากเดินออกไปฉีกเนื้อพระชายาออกเป็นชิ้นๆ จะคิดบัญชีเก่ารวบยอดที่เคยถูกสาดน้ำกรดด้วย ฮองเฮาที่ยืนฟังอยู่ร้องไห้อ้อนวอนขอให้ฉันช่วยฮ่องเต้ให้ได้ทั้งยังพูดกดดันอีกว่า ในเมื่อฉันเป็นเทพอัคคีสวรรค์ก็ต้องทำให้คนตายแล้วฟื้นได้สิ! ในอดีตกาลยังทำได้แล้วทำไมตอนนี้จึงไม่รีบทำ


    ฉันยืนสมองตื้อมืดแปดด้านเพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ในร่างกายมีดวงจิตนกอัคคีสวรรค์อยู่เพียงเสี้ยวเดียว ใช่นกอัคคีสวรรค์เต็มตัวซะที่ไหน ทั้งยังไม่เคยชุบชีวิตใครเลยไม่ว่าในอดีตกาลหรือในปัจจุบัน แต่ที่สำคัญคือยังไม่รู้วิธีชุบชีวิตด้วยซ้ำ


    แต่ทันใดนั้นฮองเฮาก็คุกเข่าลงที่พื้นเอื้อมมือจับที่ขาฉัน นางพูดว่าจะแต่งตั้งให้ฉันเป็นพระสนมเอก โดยไม่ต้องอยู่ใต้อาณัติของนางหรือวังหลัง นางจะให้อิสระทุกอย่างจะไม่บังคับให้ปฏิบัติตามกฏของวัง หรือถ้าฉันต้องการมากกว่านั้นนางก็จะให้ แต่ขอให้ช่วยชุบชีวิตฮ่องเต้ให้ฟื้นคืนกลับมา


    ทำให้เราทุกคนอึ้งตกใจโดยเฉพาะฉัน ไม่คิดว่าฮองเฮาจะยอมคุกเข่าขอร้องฉันแบบนี้ ทำให้ท่านอ๋องกับหมอหวังนั่งลงคุกเข่าเรียกฉันว่าท่านเทพได้โปรดช่วยชุบชีวิตฮ่องเต้ด้วย ทำเอาฉันยิ่งถูกกดดันหนักอับจนหนทาง แม้ใจอยากจะช่วยสักเพียงใด เพราะฉันเองก็รักฮ่องเต้ไม่ต่างไปจากคนอื่นๆ แต่มันไม่รู้วิธีชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นได้จริงๆ อีกทั้งนกอัคคีสวรรค์ในตัวก็ไม่ส่งเสียงอะไรเข้ามาในหัว


    จนทนแรงกดดันไม่ไหวร้องไห้ฟูมฟายโพล่งสารภาพออกมาต่อหน้าทุกคนว่า ฉันไม่ใช่นกอัคคีสวรรค์ตัวจริง มีแค่ดวงจิตเพียงเสี้ยวเดียวของนกอัคคีสวรรค์ในร่างกายเท่านั้น รักษาได้แค่อาการป่วยทั่วไป แต่ชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นไม่ได้ ซึ่งตอนนี้ฉันทนไม่ไหวแล้วไม่อยากเป็นเทพอะไรอีกแล้ว อยากกลับบ้านที่เคยจากมาซึ่งไม่ใช่โลกนี้ที่กำลังยืนอยู่


    ทั้งยังใช้มือหยิกตีตัวเอง ปากก็ด่าทอต่อว่านกอัคคีสวรรค์เป็นนกเฮงซวย ไม่ยอมออกมาช่วยฮ่องเต้ผู้ทรงคุณธรรม ทั้งยังพูดขับไล่นกอัคคีสวรรค์ให้ออกไปจากตัวสักที ภารกิจที่เคยรับปากไว้ไม่ทงไม่ทำแมร่งแล้ว!!


    ทำให้ทุกคนอึ้งงุนงงกับคำพูดและการกระทำที่ฉันตบตีตัวเอง จึงเข้ามาห้ามจับแขนจับตัวให้หยุดตบทุบตีตัวเอง บอกให้ฉันใจเย็นๆสงบสติอารมณ์ก่อน โดยเฉพาะหมอจงที่มีสีหน้าสับสน เพราะเขาเองกำลังเริ่มเชื่อว่าฉันคือนกเทพอัคคีสวรรค์ แต่จู่ๆฉันก็พูดโพล่งพูดออกมาว่าไม่ใช่เทพตัวจริงจึงยิ่งทำให้เขาสับสนขึ้นไปอีก


    เฟยเจินจึงจับมือฉันไว้แล้วบอกว่าเขาจะพากลับป่าอัคคี เราจะไม่ย้อนกลับมาในเมืองนี้อีกหรือเมืองไหนๆ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นที่นี่ก็ตาม เราจะไม่สนใจอะไรใครทั้งนั้น แม้ในใจยังคงอาลัยอาวรณ์รักที่มีต่อร่างไร้วิญญาณของฮ่องเต้อยู่ แต่ฉันก็ตัดสินใจจะละทิ้งทุกอย่างที่นี่ ให้เฟยเจินพาบินกลับป่าอัคคี


    แต่ในขณะที่กำลังจะก้าวเท้าเดินตามเฟยเจิน กลับรู้สึกชาวาบไปทั้งตัวจนต้องหยุดเดิน และทันใดนั้นภาพเหตุการณ์ทุกอย่างของนกอัคคีสวรรค์ ปรากฏขึ้นมาในหัวตั้งแต่ครั้งแรกที่นกอัคคีถูกส่งลงมาจากสวรรค์ จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายที่นกอัคคีกับนกอินทรีย์ทองถูกเพลิงแผดเผาร่างสลายกลายเป็นเถ้า กลับคืนสู่สววรค์และถูกจองจำอยู่ในคุกเมฆา


    กระทั่งภาพเหตุการณ์ทุกอย่างหยุดลงในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นราวกับว่าเราเป็นคนๆเดียวกัน แต่นั่นก็ทำให้รู้ถึงเหตุผลว่าทำไมนกอัคคีสวรรค์จึงไม่ยอมโต้ตอบบอกวิธีชุบชีวิตให้ฮ่องเต้


    ฉันยืนโงนเงนจะล้มเพราะรู้สึกเวียนหัว เฟยเจินที่โอบประคองฉันอยู่และทุกคนที่ยืนรายล้อมถามว่าเป็นอะไรไม่สบายหรือเปล่า ฉันส่ายหน้าทั้งๆที่ยังรู้สึกวิงเวียนอยู่ หมอจงจึงบอกทุกคนว่าฉันคงจะเหนื่อยเกินไปจากการสู้รบที่ค่ายเมืองหนิงอัน จึงบอกเฟยเจินให้ประคองฉันไปนั่งพักที่เก้าอี้ก่อน


    ฉันเดินไปนั่งที่เก้าอี้แล้วพูดขึ้นว่ารู้วิธีชุบชีวิตฮ่องเต้แล้ว แต่ขอเวลานั่งพักสักประเดี๋ยวให้หายเวียนหัวก่อน ทำให้ทุกคนในห้องพากันดีใจที่ได้ยินฉันพูดออกมาแบบนั้น ยกเว้นเฟยเจินคนเดียวที่ถามด้วยความเป็นห่วงว่า แน่ใจแล้วเหรอว่าจะทำแบบนั้น เพราะเขารู้สึกไม่สบายใจยังไงไม่รู้


    แต่ฉันยังคงยืนยันว่าจะทำและต้องการให้เขาช่วย เฟยเจินจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะคิดไว้อยู่แล้วว่าฉันจะต้องพูดแบบนี้ ซึ่งแม้เขาจะเป็นห่วงแต่เขาก็ยินยอมจะช่วยเพราะไม่เคยปฏิเสธในสิ่งที่ฉันขอร้องเลยสักครั้ง


    ทุกคนในห้องต่างดีใจที่ได้ยินว่าฉันจะชุบชีวิตให้ฮ่องเต้ฟื้นคืนอีกครั้ง ซึ่งหมอจงเองก็อยากให้เป็นอย่างนั้นเช่นกัน เพราะเขาอยากใช้โอกาสนี้เป็นตัวแทนองค์รัชทายาทจินหย่งเจิ้งสานสัมพันธ์เป็นพันธมิตรเร่งด่วน อีกทั้งยังอยากเห็นว่าฉันจะชุบชีวิตคนที่ตายแล้วให้ฟื้นคืนได้ยังไง เขาจึงบอกฉันว่าจะขออยู่ช่วยด้วยอีกคน จึงทำให้หมอหวังและคนอื่นๆรีบพูดตามว่าจะอยู่ช่วยด้วยเช่นกัน แล้วถามว่าพวกเขาต้องทำอะไรบ้าง


    ตอนนี้ฉันหายจากอาการเวียนหัวแล้ว จึงเปิดดวงตาปีศาจมองดูฮองเฮาเพราะจะดูสภาพร่างกาย ทำให้ท่านอ๋องกับฮองเฮาต้องแปลกใจเพราะเพิ่งเคยเห็นดวงตาปีศาจสีฟ้าของฉันตรงๆเป็นครั้งแรกแต่ทั้งสองก็ไม่กล้าจะทักถาม


    ฉันจึงบอกฮองเฮาว่าให้กลับไปที่รอตำหนักของตน ห้ามออกมาจากตำหนักไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็ตามจากตำหนักนี้ และห้ามออกมาจนกว่าจะรักษาฮ่องเต้เสร็จ แต่ฮองเฮายืนยันว่าจะอยู่ที่นี่ด้วยเพราะนางเป็นห่วงฮ่องเต้


    ฉันจึงพูดกับฮองเฮาเสียงเข้มว่า ถ้าอยู่ที่นี่จะเป็นอันตรายต่อพระโอรสในครรภ์ ฮองเฮาตาโตดีใจรีบก้มมองเอามือลูบครรภ์อ่อนๆของตนทันที แล้วเงยหน้าถามฉันซ้ำอีกครั้งว่าในครรภ์เป็นพระโอรสจริงเหรอ ฉันตอบว่าใช่และยังบอกกับนางอีกว่าให้หยุดร้องไห้เสียใจ เพราะทุกครั้งที่นางร้องไห้ พระโอรสในครรภ์ก็ร้องไห้เสียใจไปกับนางด้วย จึงไม่เป็นผลดีกับนางและพระโอรสที่ตอนนี้ร่างกายกำลังอ่อนแอ


    หมอหวังจึงพูดขึ้นว่าเดี๋ยวเขาจะออกไปสั่งคนให้ไปตามอาหมิงที่จวนหมอหลวง ให้ต้มยาบำรุงและไปคอยดูแลฮองเฮาที่ตำหนัก ฉันพยักหน้าตอบว่าดี ท่านอ๋องจึงเดินเข้าไปพูดเกลี้ยกล่อมฮองเฮาว่า ให้เชื่อที่ฉันพูดเถอะให้กลับไปรอที่ตำหนัก เมื่อรักษาฮ่องเต้เสร็จแล้วจะรีบให้คนไปแจ้งข่าวทันที


    ฮองเฮาจึงยอมรับฟังแล้วยิ้มทั้งน้ำตาดีใจที่รู้ว่าบุตรในครรภ์เป็นโอรส ยอมเดินออกไปจากห้องเพื่อกลับไปรอฟังข่าวที่ตำหนักของตน โดยมีนางกำนัลคนสนิทช่วยประคองเดินกลับไปตำหนัก


    ซึ่งในขณะเดียวกัน องครักษ์จิ้นฝานกำลังวิ่งกระหืดกระหอบโผล่พรวดเข้ามาในห้อง พร้อมกับยื่นยาถอนพิษที่เขากับเหล่าองครักษ์เงา ออกไปช่วยกันหายาถอนพิษจนได้มาห่อหนึ่งยื่นส่งให้ท่านอ๋องทันที ท่านอ๋องจึงนำยาถอนพิษมาส่งให้ฉันเพราะคิดว่ายาอาจจะยังช่วยได้ ฉันตอบว่าให้เขาเก็บไว้เพราะยาถอนพิษใช้ไม่ได้ผลกับคนที่ตายแล้ว


    จากนั้นจึงบอกท่านอ๋องให้ออกไปรอที่หน้าตำหนัก ไม่อยากให้ท่านอ๋องอยู่ในห้องเพราะอาจเกิดอันตราย แต่ขอให้จัดทหารคุ้มกันอยู่รอบนอกห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามาในตำหนักโดยเด็ดขาด และให้คนตักน้ำเย็นใส่อ่างมาวางรอไว้ในห้อง เพื่อให้หมอจงกับหมอหวังไว้เช็ดตัวให้ฮ่องเต้ และให้ต้มน้ำเก็กฮวยไว้ให้ฉันดื่มคลายร้อนภายหลังการรักษาเสร็จด้วย


    จากนั้นจึงสั่งให้ช่วยกันถอดเสื้อผ้าของฮ่องเต้ออก จนเหลือร่างกายเปลือยเปล่า ล้วงหยิบยาทาแผลให้หมอหวังนำไปทาบาดแผลตรงหน้าอกของฮ่องเต้ หลังจากนั้นฉันจะทำการรักษาปิดปากแผลที่หน้าอกก่อนจะรักษาขั้นตอนต่อไป


    หมอหวังรับยาแต่ถามว่าไม่ดูดพิษออกจากร่างกายฮ่องเต้ก่อนหรือ ฉันตอบว่าไม่ต้อง พิษกระจอกแค่นั้นจะสลายหายไปเองตอนที่ทำการรักษา หมอหวังจึงรีบนำยาไปทาที่บาดแผลของฮ่องเต้ทันที ฉันจึงล้วงหยิบผลอัคคีออกมากินเพื่อเรียกกำลังวังชาให้กระปรี้กระเปร่า


    แต่แล้วเราก็ได้ยินเสียงเปิดประตูเพราะมีคนเดินเข้ามาในห้อง คนๆนั้นคือเหวินหลางถืออ่างน้ำเย็นใบใหญ่เข้ามาในห้อง บอกเราว่าเขาอาสาไปตักน้ำและบอกกับท่านอ๋องว่าเคยช่วยฉันกับหมอจงรักษาคนไข้ ท่านอ๋องจึงยอมให้เขาเข้ามา และจะขออยู่ช่วยในห้องด้วย อย่างน้อยคอยช่วยเปลี่ยนน้ำหรือคอยช่วยเช็ดตัวให้ฮ่องเต้ได้


    ฉันจึงพูดว่าเอาเถอะๆ! ไหนๆก็เข้ามาแล้วก็อยู่ต่อได้ คอยสับเปลี่ยนกับหมอหวังเช็ดตัวให้ฮ่องเต้ เพราะบางทีหมอหวังอาจจะทนความร้อนไม่ไหว เหวินหลางจึงเดินเข้าไปยืนข้างๆหมอหวังเพื่อเตรียมพร้อมทำการเช็ดตัว แต่สายตายังคงจ้องมองมาที่ฉันกับเฟยเจินเหมือนมีคำถามหลายอย่างอยู่ในหัว