ท่วงทำนองแห่งสวรรค์ ภาคที่ 1 วิญญาณอมตะ

    ตอนที่ 11 ตำนานของผู้ครองคัมภีร์ - อัพ 12/07/2563

    “ผู้ครองมหาคัมภีร์ในตำนาน?” ชายหนุ่มทวนคำ ในขณะที่เดินเข้ามาพยุงร่างของเฉียวเอินลุกขึ้นยืนชายหนุ่มพลันรู้สึกเหมือนจะนึกขึ้นได้ จึงหันหน้ากลับไปคารวะสตรีชุดเหลืองและกล่าวว่า
    “ขอบคุณแม่นางที่ช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้”
    สิ้นคำ เฉียวเอินสะดุ้งตัวจนปากแผลฉีกร้องโอดโอย ถึงอย่างนั้นนางก็ฝืนตัวกล่าวคำตำหนิชายหนุ่มว่า
    “ท่านกล้าดีอย่างไรไปตีตนเสมอนาง ท่านต้องเรียกนางว่าผู้อาวุโสถึงจะถูก ห้ามเสียมารยาทเด็ดขาด!!”
    นางกล่าวจบก็หันไปคุกเข่าทำความเคารพสตรีคนดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยด้วยความยากลำบากว่า
    “ขออภัยผู้อาวุโส ขอผู้อาวุโสอย่าได้ถือสาเขาผู้นี้เลย ถึงอย่างไรเขาก็คือผู้มีพระคุณของข้า หากจะลงโทษก็ลงโทษผู้เยาว์เถิด”
    ชายหนุ่มที่ได้ฟังก็รู้สึกมึนงง เขาเหม่อมองสตรีชุดเหลือง ไร้ถ่อยคำจะเอื้อนเอ่ย เห็นเพียงนางสบัดมือคราหนึ่ง ส่งละอองสีเขียวสดใสลอยลงมาครอบคลุมร่างของเฉียวเอิน จากนั้นบาดแผลของนางก็ค่อย ๆ หายเป็นปลิดทิ้ง
    เฉียวเอินชะงักกายด้วยความประหลาดใจ เพราะนางรู้สึกได้ว่าความอ่อนล้าและอาการบาดเจ็บพลันค่อย ๆ ถูกขับหายออกไปจนรู้สึกได้ชัดเจน
    แม้ว่าตนเองจะอ่านและฟังตำนานของบุคคลตรงหน้ามาอย่างละเอียดแล้ว แต่ก็ไม่เคยได้พบเจอและสัมผัสถึงพลังของนางเลยสักครั้งเดียว ทว่าในวันนี้นางกลับได้พบโฉมหน้าที่แท้จริงและยังได้เห็นพลังฝีมืออันเหนือล้ำจินตนาการไปไกลโข อดไม่ได้ที่จะปลาบปลื้มและตื้นตันจนแทบบ้า ก่อนจะรีบเอ่ยปากขึ้นจากใจจริงว่า
    “ขอบพระคุณผู้อาวุโส ผู้เยาว์จะไม่มีวันลืมเลือนพระคุณในวันนี้เลย”
    “เดี๋ยวนะ เมื่อครู่เจ้าเรียกนางว่าผู้อาวุโส? อีกทั้งผู้ครอบครองมหาคัมภีร์นั่นคือสิ่งใดกันแน่?” ชายหนุ่มถามเฉียวเอินซ้ำ
    เฉียวเอินถลึงตามองชายหนุ่มเป็นเชิงตักเตือน ก่อนจะเล่าให้เขาฟังว่า
    “ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาของสำนักง้อไบ๊เล่าว่า เมื่อ 300 ปีก่อน ดินแดนแห่งนี้ถูกปกครองโดยจักรพรรดิแห่งเผ่ามังกรฟ้า ในตอนนั้นองค์จักรพรรดิได้มีรับสั่งให้คนฝีมือดีจำนวนมาก เดินทางไปยังชมพูทวีป เพื่อนำคัมภีร์สวรรค์กลับมา และสั่งห้ามไม่ให้ใครเปิดอ่านมันอย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นกบฏและจะต้องถูกลงโทษ”
    “ต่อมาก็มีสตรีคนกลับมาพร้อมกับคัมภีร์ดังกล่าว แต่ว่านางไม่ได้มอบให้กับองค์จักรพรรดิ์ ทำให้องค์จักรพรรดิ์โกรธมากและประกาศโทษตายแก่นาง”
    “ทว่าผลลัพธ์ก็คือนางผู้นั้นมีพลังฝีมืออันไร้ผู้ทัดเทียม ราวกับว่ามิใช่มนุษย์ ไม่ว่าจะส่งคนฝีมือดีไปมากเพียงใด ก็ไม่อาจจับตัวหรือเอานางลงโทษได้เลย สุดท้ายเรื่องราวก็ได้บานปลาย จนถึงขั้นยกทัพทำสงครามกับสตรีเพียงคนเดียว และไม่ว่าองค์จักรพรรดิจะส่งกองทัพและแม่ทัพฝีมือดีมากมายเพียงใด ก็ไม่มีใครสามารถทำอันตรายต่อนางได้เลย” 
    “สุดท้ายองค์จักรพรรดิก็พ่ายแพ้ย่อยยับ ข่าวว่าพระองค์หนีตายปลอมตัวและเปลี่ยนชื่อแซ่หายไปแล้ว บ้างก็ว่าพระองค์ถูกนางสังหารตายไปพร้อมกับกองทัพ....”
    ชายหนุ่มที่ได้ฟังก็อดประหลาดใจไม่ได้ เพราะมันต้องเป็นคัมภีร์ที่มีค่ามากมายเพียงใด ถึงได้ทำให้เกิดสงครามขนาดนั้นขึ้นได้กัน? ด้วยความสงสัยนี้ จึงทำให้เขาได้เผลอหลุดคำพูดพึมพัมออกมาว่า
    “นั่นมันคัมภีร์อะไรกัน ถึงทำให้คนเป็นบ้าได้ขนาดนั้น??”
    “ชื่อของมันก็คือ...คัมภีร์จิตวิญญาณอมตะ...” คำตอบที่ควรจะเป็นเฉียวเอินตอบ กลับเป็นวาจาของสตรีชุดเหลืองตอบให้เสียแทน
    ทันทีที่ชื่อคัมภีร์ดังกล่าวนี้หลุดเอ่ยออกมา ชายหนุ่มก็เนื้อตัวกระตุกจนแทบเรียกได้ว่าตัวสะดุ้งตกใจแทบจะในทันที แน่นอนว่าทุกกิริยาท่าทางของเขา ล้วนอยู่ในสายตาของนางทั้งสิ้น
    “คาดว่าเจ้าเองก็คงรู้จักมันดี...ใช่หรือไม่?” สตรีชุดเหลืองใช้สายตาจดจ้องชายหนุ่มอยู่นานสองนาน ก่อนจะเปิดปากเอ่ยขึ้นอีกครั้ง“เจ้าชื่ออะไร?” 
    แม้ประโยคนี้จะเป็นคำถามที่สุดแสนจะธรรมดา แต่กลับทำให้ผู้ถูกถามรู้สึกราวกับเป็นบัญชาจากสวรรค์ เพียงแค่ประโยคสั้น ๆ ก็สามารถทำให้เขาสติกระเจิงจนลนลานไม่เป็นท่าแล้ว
    ชายหนุ่มกล้าพนันได้เลยว่า ประโยคนี้ที่กล่าวออกมาจากปากนาง ยังฟังดูหน้ากลัวมากกว่าการเผชิญหน้าปีศาจค้างคาวหลายร้อยเท่านัก
    เขารีบรวบรวมสติแล้วตอบกลับไปว่า “ข้า ข้าชื่อซาทูรอส”
    “มาจากดินแดนอื่น?” สตรีชุดเหลืองเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วถามต่อ 
    ชายหนุ่มพยักกล่าวเสริมไม่กล้าสบตานางอีกเลย “ผู้เยาว์มาจากอาณาจักรสยาม” 
    ขณะเดียวกันที่นางได้ยินคำว่าอาณาจักรสยาม คิ้วของนางก็ขมวดย่น ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยกำชับทั้งคู่ว่า“หวังว่าหลังจากนี้ไป อะไรที่ควรเอ่ย อะไรไม่ควรเอ่ย พวกเจ้าคงจะรู้ใช่นะ...”
    “ครับ/เจ้าค่ะ” ทั้งคู่รีบตอบในทันที
    นางไม่ได้รอฟังทั้งคู่ตอบคำ ร่างของนางก็หายจากไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้บรรยากาศทั้งหมดก็กลับสู่ปกติอีกครั้ง 
    ทั้งคู่ก็ผ่อนลมหายใจอย่างรุนแรง คล้ายกับคนที่ขาดอาการหายใจและได้โผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำทันที
    “เฮื๊อกก!!!/เฮือก!!”
    “สมกับนามของเทพธิดา พลังกดดันช่างเหนือล้ำโดยแท้!!” เฉียวเอินเอ่ยกับตัวเอง หลังจากที่เริ่มตั้งสติและรู้สึกหายใจได้ทั่วท้องอีกครั้ง
    เฉียวเอินเห็นใบหน้าชายหนุ่มดูซีดเซียว ก็ล้วงมือเข้าไปหาอะไรบ้างอย่างในเสื้อตนเองครู่หนึ่ง หยิบเอาขวดยามาเท เป็นยาสีเขียวคล้ำจำนวน 2 เม็ดแล้วยื่นให้กับเขา
    “อะ...”
    ชายหนุ่มจ้องมองครู่หนึ่ง แต่ก็หยิบมันมากินแต่โดยดี พลางหันไปถามเธอด้วยความสนใจว่า
    “หากเรื่องที่เจ้าพูดมาเป็นความจริง การที่นางไม่ยอมมอบคัมภีร์ให้องค์จักรพรรดิ์ นั่นนับว่านางเป็นโจรหรือไม่?” 
    เฉียวเอินหมุ่นคิ้วด้วยความไม่พอใจ หันกลับไปมองหน้าชายหนุ่ม แต่ก็ยอมอธิบายแต่โดยดีว่า
    “หากเป็นผู้อื่นกล่าวเช่นนี้ข้าคงทุบตีไปแล้ว แต่ก็เอาเถอะ ข้าจะเล่าอะไรให้ฟัง...”
    “เจ้าว่า สำนักปทุมสวรรค์ ของข้า มีประวัติมายาวนานเท่าใดแล้ว?” หญิงสาวเอ่ยถามซาทูรอส
    “หากยึดจากตำราที่ข้าเคยอ่าน สำนักปทุมสวรรค์ ของเจ้า เป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่มีมานานกว่า 500 ปีแล้ว ข้าพูดถูกต้องหรือไม่?” ชายหนุ่มเอ่ยพลางถามกลับ
    หญิงสาวหยักหน้าตอบ“ไม่ผิด อีกทั้งบรรพชนผู้ก่อตั้ง สำนักปทุมสวรรค์ ยังเคยถูกเทพธิดาเกศาหยก ช่วยชีวิตเอาไว้และยังมอบเคล็ดวิชาบางส่วนให้ ก่อนที่ท่านบรรพชนจะสามารถก่อตั้ง สำนักปทุมสวรรค์ ขึ้นมา ดังนั้นเจ้าคิดว่าผู้ที่เก่งกาจในยุคช่วงก่อนเผ่ามังกรฟ้าจะปกครองดินแดน จะมาแย่งชิงคัมภีร์?” 
    เฉียวเอินเว้นช่วงให้ชายหนุ่มคิดตาม ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า“อันที่จริงข้าเคยมีโอกาสได้พบกับผู้คนจากวังน้ำทิพย์ ซึ่งเป็นอีกสำนักหนึ่งที่ถือกำเนิดมายาวนานกว่าพันปี ข้าจึงได้ยินตำนานบางอย่างเกี่ยวข้องกับเทพธิดาเกศาหยกเช่นกัน ได้ความว่าตัวตนของนางนั้น ถือเป็นตัวตนที่อยู่มานานกว่า 1,000 ปีอย่างแน่นอน ดังนั้นเจ้าคิดว่าบุคคลที่มีชีวิตยืนยาวเช่นนางจะมาแย่งชิงคัมภีร์จากผู้อื่น?”
    “ข้าฟังแล้วมันจะแปลกไปหน่อยละมั้ง?” ชายหนุ่มเอ่ยขัดด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ 
    “แปลกตรงไหนกัน?”
    “ก็เจ้าเพิ่งพูดเองว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปีก่อนใช่หรือไม่? แล้วสิ่งมีชีวิตประเภทใดกันที่มีอายุมานานขนาดนั้นแล้ว แต่กลับไม่ได้ดูแก่ลงเลยแม้แต่นิดเดียว…?”
    เฉียวเอินที่ได้ฟังก็ฉุกคิดขึ้นได้ “อืมม...เจ้าพูดมาก็ถูก หากอยากรู้จริง ๆ ก็คงมีเพียงแค่ต้องไปถามเอาความจากคนของสำนักวังน้ำทิพย์แล้วล่ะ”
    “แต่ข้าติดใจอยู่อย่างเรื่องชื่อคัมภีร์ที่นางกล่าวเมื่อครู่ ใช่ชื่อนั้นจริง ๆ เหรอ?” ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้าจริงจัง
    “อืม ในตำรากล่าวชื่อนี้ไม่ผิดแน่ ข้าจำได้” นางพยักหน้า ก่อนจะหันไปถามเขาด้วยความสงสัยว่า“ทำไม? เจ้าเองก็รู้จักคัมภีร์นี้ด้วยเหรอ?”
    “ปะ เปล่าเสียหน่อย ข้าก็แค่เหมือนจะเคยได้ยินชื่อมาบ้างก็เท่านั้น แต่ก็ไม่เคยได้รู้ประวัติความเป็นมามันมาก่อน”
    หญิงสาวเหมือนจะนึกอะไรออก จึงเอ่ยปากเล่าต่อว่า
    “อ่อ...หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว จักรพรรดิมารที่เร้นกายอยู่ในทวีปมืดมานานหลายหมื่นปีทราบเรื่อง ยังยอมปรากฏตัวออกมาและประกาศรับนางเอาไว้เป็นศิษย์ พร้อมทั้งออกหน้าปกป้องนางด้วยว่า หากมันผู้ใดหาญกล้าตอแยนางอีก มันทุกผู้จะถือว่าเป็นศัตรูกับเผ่ามารเช่นกัน ซึ่งไอ้เผ่ามารที่ว่านี้เนี่ย มีตัวตนเทียบเท่าเผ่าเทพเจ้าเลยนะ”
    “แต่ที่น่าแปลกใจที่สุดก็คือเผ่าเทพที่เป็นศัตรูกับเผ่ามารเนี่ย กลับทำตัวนิ่งเงียบ ไม่ยอมปรากฏตัวออกมาหลายหมื่นปีแล้ว ซึ่งถ้าว่ากันตามจริงแล้ว ขนาดเผ่าเทพที่มีพลังและบารมีเทียบเท่ายังไม่ยอมออกหน้า แล้วใครหน้าไหนมันจะกล้าคิดจะแย่งชิงคัมภีร์นั้นอีก...”
    “แต่หลังจากที่นักผจญภัยมาจากต่างโลกเมื่อ 14 ปีก่อน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด โลกเริ่มค่อย ๆ พบแต่ความวุ่นวายอยู่ทุกขณะ ผู้คนบนโลกต่างก็ล้มตายกันมากขึ้น ราวกับว่าทุกพื้นที่ของโลกใบนี้กลายเป็นสนามรบอยู่ตลอดเวลา”
    “ก็อย่างว่าล่ะนะ ถึงพวกเขาตายไป อย่างไรก็กลับฟื้นขึ้นมาได้เหมือนเก่า ไม่เหมือนคนบนโลกนี้...” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงเหน็บแนบ
    เฉียวเอินที่ได้ฟังก็หันหน้าไปมองชายหนุ่ม ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย
    หญิงสาวก้มหน้าเงียบ พลางมองมือทั้งสองข้างของตนเองที่กำลังสั่นเทา หลังจากที่หวนนึกไปถึงช่วงเวลาเป็นตายก่อนหน้านี้
    ชายหนุ่มมองดูก็รู้สึกสะเทือนใจและคิดกับตนเองในใจว่า 'โชคดีที่ในตอนนั้นข้าตัดสินใจช่วยนางเอาไว้ หากข้าเผลอคิดว่านางเป็นนักผจญภัยเหมือนพวกคนเหล่านั้น นางคงตายไปแล้วจริง ๆ’
    “เมื่อครู่นางเพิ่งจะเตือนให้พวกเรารีบกลับสำนัก ข้าว่าเจ้าเองก็ควรรีบกลับสำนักเถอะ เดี๋ยวข้าไปส่ง” ชายหนุ่มกล่าวเตือนขึ้นเฉียวเอินมองอีกฝ่าย รู้สึกว่าตนเองเกิดความรู้สึกประหลาดบางอย่างกับชายผู้นี้ คิดแล้วเขาก็ดูเป็นสุภาพบุรุษไม่น้อย
    “แล้วเจ้าล่ะเป็นศิษย์สำนักใด?” หญิงสาวถามขึ้น
    “ข้าไม่มีสำนักหรอก แต่ก็คิดอยู่ว่าจะลองไปสมัครเข้าสำนักหมู่ตึกบัณฑิตดูน่ะ”
    “อะไรนะ!! ทั้งที่ฝีมือเจ้าเก่งออกขนาดนี้ แต่ยังไม่มีสำนัก?” 
    หญิงสาวหรี่ตามองไม่อยากจะเชื่อ พลางกล่าวว่า“ดูจากวิชาที่เจ้าใช้เมื่อครู่ก็ไม่คล้ายกับสำนักใดที่ข้ารู้จักเลย เช่นนั้นอาจารย์ของเจ้าคงจะเป็นยอดฝีมือที่เร้นกายจากยุทธภพใช่หรือไม่?”
    “เอิ่ม...จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ท่านมาสอนเพียงแค่ขั้นพื้นฐานจากนั้นก็หายตัวไปเลย”
    “อ่อ เป็นเช่นนี้นี่เอง” เฉียวเอินพยักหน้า พลางหันไปยิ้มให้กับเขาแล้วพูดว่า“ท่านไปส่งข้าแค่เมืองซูโจวก็พอแล้ว อีกไม่กี่วันทางสำนักหมู่ตึกบัณฑิตก็จะเปิดให้คนเข้าทดสอบ หากท่านไปส่งข้าที่สำนัก เกรงว่าคงจะกลับมาไม่ทันแน่ ๆ”
    “อืม อย่างนั้นก็ได้ งั้นพวกเราไปกันเถอะ” ชายหนุ่มพยักหน้าตอบคำ ก่อนพากันจากไป……
    หลังจากที่ทั้งคู่เดินจากไปไม่นาน ด้านหลังของต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล ก็มีร่างเงาของคนผู้หนึ่งยืนแอบฟังบทสนทนาของทั้งคู่“สำนักหมู่ตึกบัณฑิตงั้นรึ....” คนผู้นี้แท้จริงไม่ใช่ใครอื่น เป็นสตรีชุดเหลืองที่เข้าช่วยเหลือทั้งสองนั่นเอง
    นางย่างเท้าออกมาจากที่ซ่อน สายตาจ้องมองตามทั้งสองจากไป พร้อมกับยกยิ้มบาง ในตอนนั้นเองก็มีเสียงทุ่มหนาของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยดังขึ้นจากด้านหลัง
    “จี๋ฮ่าว นายท่านให้ข้ามาตามตัวท่านด่วน”
    สตรีชุดเหลืองที่ถูกเรียกนามว่าจี๋ฮ่าว ไม่ได้มีท่าทีหรืออาการตกใจตื่นกลัว อีกทั้งไม่ได้หันกายกลับไปมอง เพียงแค่ถามกลับไปว่า
    “ที่ไหน?”
    “ที่สุสานหลวงเมืองจินหลิง”
    “เฮ่อ..” นางถอนหายใจคราหนึ่งก่อนจะตอบคำกลับไปว่า
    “งั้นก็รีบไปกันเถอะ...”