ชีวิตรัก...นักข่าว
เกือบไปแล้ว
เรนิตา รีบจ้ำเข้าไปยังร้านอาหารถามหาคุณณาดาจากพนักงานในร้าน @@ ส่วนแก้วตาก็เดินตามหลานสาวมาติดๆ แต่ยัง
แปลกใจว่าทำไมเรนิตาถึงมาเยี่ยมเพื่อนที่ร้านอาหารแห่งนี้ หรือว่าจะไม่ใช่เพื่อน @@ ยังไงแล้วด้วยความอยากรู้ ก็ต้องตามดูให้สุด
แก้วตา เลือกหาที่นั่งพร้อมสั่งอาหารเครื่องดื่มมาทาน โดยอยู่ในมุมที่พอเหมาะพอเจาะ มองเห็นเรนิตาได้
เรนิตา นั่งรอไม่นาน ไม่กี่อึดใจก็มีหญิงวัย 40 กว่า เดินมาที่โต๊ะพร้อมทักทายเธอ
ณาดา– อ้อ !หนูนั่นเอง
เรนิตา- สวัสดีค่ะ คุณณาดา
“สวัสดีจ๊ะ อ้าว แล้วนี่มายังไงถึงแวะมาที่นี่ได้”
“อ้อพอดีหนูจะมาธุระแถวตัวเมืองนนท์ ค่ะ เลยแวะมาเยี่ยมคุณณาดา หน่อย
ขาเป็ยังไงบ้างแล้วค่ะ”
“อ๋อก็เริ่มดีบ้างแล้วหละ แต่ก็ยังมีแสบๆ อยู่บ้าง”
“อึม ถ้าวันนี้หนูไม่รีบไปไหนอยู่ทานข้าวเที่ยงด้วยกันก่อน เดี๋ยวน้าดูแลให้เอง”
“อุ๊ย ไม่เป็ไรค่ะหนูเกรงใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก”
###########
ขณะที่แก้วตาซึ่งนั่งอยู่ด้านหลัง ห่างออกไปประมาณ 3 โต๊ะ ก็ก้มหน้าก้มตาทานอาหาร หูก็ฟังไปด้วยเพื่อจะได้รู้ว่า
หลานสาวคุยอะไรบ้าง ซักพักพอเงยหน้าขึ้นมา สายตาเริ่มเบิกโพลงกับผู้หญิงวัยกลางคนที่หันหน้ามาทางเธอแบบผ่านๆ
และกวาดสายตาไปรอบๆ ร้านเหมือนมองหาอะไรซักอย่าง @@ แก้วตา เริ่มรำลึกว่าเหมือนเคยเห็นผู้หญิงคนนี้ที่ไหนแล้วก็
ถึงบางอ้อ นั่น “ณาดา” แฟนเก่าของพี่คีริน (ลูกพี่ลูกน้อง) เธอนั่นเองทำให้นึกถึงนามบัตรที่เรนิตา เคยหยิบให้ดูตอนมางาน
เปิดร้านอาหารแห่งนี้
ความสงสัยของแก้วตา ก็เริ่มคลี่คลาย ซึ่งเธอเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมาเจอณาดาที่เมืองนนท์และยังคงความสวย
หุ่นดีเหมือนตอนเป็สาวแรกรุ่น @@แก้วตา ก็พยายามสังเกตและลุ้นอยู่ว่า ณาดาจะเห็นรอยปานแดงรูปหัวใจที่ท้องแขนซ้าย
ของเรนิตา หรือไม่ เพราะถ้าเห็นขึ้นมาความยุ่งยาก วุ่นวาย จะตามมาอีกมาก
ไม่ทันไร มีชายวัย 40 กว่ากำลังเดินตรงมาที่โต๊ะของ ณาดา และนั่นจะทำให้เธอเห็นใบหน้าชายคนนั้นอย่างถนัด เท่านั้น
แหละเธออุทานออกมาเบาๆ“เฮ้ย นั่นมันคมเพชร นี่หว่า รึว่า” ซึ่งเป็คนที่เธอไม่อยากให้เรนิตาไปรู้จักมากที่สุดเพราะคีรินเคย
บอกกับเธอว่า คมเพชร มีนิสัยคุ้มดีคุ้มร้าย เอาแน่เอานอนไม่ได้
อีกไม่กี่ก้าวคมเพชรจะเดินมาถึงโต๊ะที่เรนิตานั่งอยู่ ทว่าโชคยังเข้าข้าง ณาดา หันซ้ายไปเห็นคมเพชรหยุดคุยกับพนักงาน
ในร้าน ณาดา จึงลุกไปเดินหาสามีเธอ @@ แก้วตา ฉวยโอกาสนี้ เดินไปใกล้ๆ เรนิตา เรียกหลานสาวเบาๆพร้อมกับกวักมือ “เร เร”
เรนิตา – (หันไปพร้อมลุกขึ้น) อ้าว ! น้าแก้วมาทำอะไรที่นี่
แก้วตา – เดี๋ยวค่อยถามออกไปกับน้าก่อน
###########
่ที่น้า-หลานออกจากโต๊ะอาหารไปทางหน้าร้าน คมเพชร ได้แค่เห็นใบหน้าด้านข้างของเรนิตาบ้าง สร้างความสงสัย
ขึ้นมาว่าเกิดอะไรผู้หญิงสองคนนั้น ถึงพากันรีบร้อนออกจากร้าน “เอ๊ะ น้องคนนั้นที่คุณคุยอยู่เห็นลุกขึ้นไปแล้ว มีอะไรรึเปล่า”
ณาดา ก็หันกลับมาทันที “อ้าว ! นั่นสิ รีบไปไหนกันนะ ว่าจะชวนทานข้าวด้วยซักหน่อย”
พอทั้งสองคนเดินออกมาจากร้านอาหารถึงริมถนน ตรงป้ายรถประจำทาง
เรนิตา - น้าแก้ว บอกหนูได้ยังมาทำอะไรที่ร้านอาหาร
น้าแก้ว – (ทำท่านึกคิด) ! เอออ้อ คือน้า เพื่อนชวนมากินข้าว ก็เลยนัดมาที่ร้านนี้เห็นว่าเป็ร้านเปิดใหม่ แต่่ที่นั่งรถมา
เห็นมีผู้ชายคนนึง นั่งมองน้าตลอด ตอนน้าลงจากรถ เค้าก็เดินตามมาด้วย น้ารู้สึกกลัวเลยรีบเข้ามารอในร้านอาหารนั่นแหละ แต่รอ
อยู่นาน เลยสั่งอะไรมาทานก่อน แล้วไม่คิดว่าจะเจอเรที่ร้านนี้ด้วย เลยไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะ
“อ้อ คนที่หนูคุยด้วยเค้าเป็เ้าของร้าน ชื่อ คุณณาดา ค่ะ คืออย่างนี้ วันก่อนคุณณาดา ช่วยหนูไว้ตอนจะซื้อหมูปิ้งเลยโดน
น้ำร้อนลวกขาแทน”
“และดูน้าแต่งตัวสิกางเกงขาสั้น โชว์ขาขาวอย่างนี้ หนุ่มคนไหน จะไม่มองละค่ะ น้าแก้ว” เรนิตา พูดหยอกทำเอาน้าแก้วเขิน
“อุ้ย ! ลืมเปลี่ยนเลยคือ น้ารีบไง และเห็นว่าอากาศร้อนๆ ด้วย”
“อ้าว แล้วน้าแก้วไม่รอเพื่อนกินข้าวแล้วเหรอ”
“อึม เพื่อนน้า น่าจะไม่มา แล้วล่ะไม่เป็ไร ค่อยนัดกันวันหน้า” “งั้นเราสองคน ไปไหนกันต่อดี”
##########
พอนึกขึ้นได้ เรนิตา เลยชวนน้าแก้วไปเดินเที่ยวตลาดนัดเปิดใหม่แถวบางบัวทอง เป็พื้นที่ขายของกิน ของใช้ ศูนย์
อาหารแบ่งเป็สัดส่วน @@ สองน้า-หลานก็พากันเดิน ซื้อโน่น ซื้อนี่หลายอย่างจนเมื่อยขา จนต้องหยุดเพื่อหาอะไรเย็นๆ
ทานดับร้อน @@ ระหว่างนั่งทาน เรนิตา ก็มองไปเห็น ชายอายุเกือบ 40 กำลังเดินจูงลูกน้อยความรู้สึกนี้เลยแล่นเข้ามาในหัว
เรนิตา - น้าแก้ว นี่ถ้าพ่อหนูยังอยู่น่าจะดีนะ
แก้วตา - อืม ! ก็ใช่ แต่อย่างว่าแหละ ชีวิตคนเรา มันไม่แน่ไม่นอน ไม่มีใครบอกเราได้
แต่เค้าก็ฝากฝังให้น้าดูแล เรให้ดีที่สุดแหละ
“อ้าวแล้ว พ่อแม่ของพ่อที่พะเยายังมีใครอยู่อีกมั้ย”
“อ้อ ปู่ แกเสียไปแล้ว ก่อนที่เร จะเกิดตอนนี้เหลือแต่ย่าอุ้ย ที่เป็พี่สาวของแม่น้า”
“อ้าว แล้วแม่ของหนู ยังอยู่มั้ย”
“อืม น้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เค้าทิ้งเรไว้กับน้า ด้วยจดหมายแผ่นนึง และไม่บอกเหตุผลอะไรเลย” เธอพูดให้หลานฟังด้วย
น้ำเสียงที่มีความขุ่นเคืองอยู่บ้าง
สองน้า-หลาน รำลึกความหลังกันไป @@ แก้วตา ซึ่งนั่งตรงข้ามเรนิตา กวาดสายตามองรอบๆ ตลาดนัดทางขวาของเธอ
เห็นชายคนนึง ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเทาดำ กางเกงขายาว ดูเก่าๆ ปิดบังด้วยหมวกสานไม้ไผ่ซึ่งท่าทางการเดิน แก้วตารู้สึกว่า
ทำไมมันดูคุ้นๆ ยังไงไม่รู้
เรนิตา – เป็อะไร ! น้าแก้ว เห็นทำตาล่อกแล่ก
แก้วตา - อ้อ เปล่าๆ ไม่มีอะไร เหมือนจะเจอใครรู้จักซักคนแต่น่าจะจำผิดคน แค่ดูคล้ายมากกว่า
“หนูหายเมื่อยขาละเดินกันต่ออีกหน่อยละกันนะ”
“อึ้ม งั้นอีกแป็บเดียวนะ อย่านานเดี๋ยวพอเย็นๆ แล้วไม่มีรถเข้าบ้าน”
“ได้ หนูจะหาดูของที่ชอบอีกซักอย่างพอ”
ผู้หญิงต่างวัย 2 คน เดินคู่กันไป ดูร้านเสื้อผ้าบ้างร้านเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน @@ ทันใดนั้นมีเสียงคนในตลาดร้องวี้ดว้าย
เหมือนใอะไรซักอย่าง แก้วตาและเรนิตา หันขวับไปตามเสียง เห็นรถเข็นเด็กกำลังไหลออกสู่ลานจอดรถ ขณะมีรถวิ่งเข้ามา
จอดแน่นอนว่าจะต้องชนเข้ากับรถเข็นนี้เป็แน่ @@ คุณพระช่วยมีพลเมืองดีช่วยไว้ทัน ดึงรถเข็นเด็กเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัย แม่ของ
เด็ก โล่งใจมาก
แม่ของเด็ก – ต้องขอบคุณ คุณมากๆ เลยนะค่ะ ที่ช่วยลูกชั้นไว้
พลเมืองดี – ไม่เป็ไรครับ เื่เล็กน้อยแต่ยังไงต้องระวังๆ หน่อยนะครับ
“อ้อ ค่ะ ชั้นมัวแต่ดูอย่างอื่นเพลินเลยลืมล็อคล้อรถไว้” “ถ้ายังงั้น ก็รับการตอบแทนจากชั้นไว้ละกัน นะค่ะ” (พร้อมกับมอบ
เงินจำนวนนึงให้ไป)
“ไม่เป็ไรครับ”
“รับไว้เถอะค่ะ” (จับธนบัตรยัดใส่มือพลเมืองดี)
แก้วตา ยังคงมองไปที่พลเมืองดีคนนั้น และทำหน้าประหลาดใจอีกครั้งเค้าคือ ชายคนที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีเทาดำ ใส่หมวกสาน
ไม้ไผ่ ที่เห็นเมื่อครู่นี้ แต่ครั้งนี้เห็นเพียงรูปร่างด้านหลังของเค้าไม่เห็นใบหน้าอย่างถนัด ทำให้แก้วตา กลับมาคิดอีกรอบ รึว่า ชาย
คนนี้จะเป็ (เม้มปากยิ้มเล็กน้อยและแววตาที่เป็ประกาย)