บทที่ 32 มาตั้งแผงขายของเหมือนกัน (รีไรต์)
แผงลอยของอวิ๋นซานเป็แผงลอยแบบเคลื่อนที่ ไม่มีที่ขายประจำ ขนาดแบบนี้ยังโดนคนอื่นร้องเรียนได้ เห็นได้ชัดว่าคน ๆ นี้ ต้องคอยสะกดรอยตามเธอมาหลายวันแล้ว
วันนั้นเธอไปตั้งแผงลอยขายของอยู่หน้าที่ทำการพรรคฯ เธอกำลังขายดิบขายดีก็มีคนไปแจ้งตำรวจว่าเธอฉวยโอกาสโก่งราคาทำให้ตำรวจต้องมา
อวิ๋นซานหรี่ตามอง คนรู้จักนี่นา…
มารดาของหลี่เว่ยเหอกำลังทำท่าทางเหมือนเป็คนดีชี้นิ้วมาที่เธอและพูดกับตำรวจว่า “คุณตำรวจคะ ผู้หญิงคนนี้ฉวยโอกาสโก่งราคา หลอกลวงผู้บริโภค มาขายของอยู่หน้าที่ทำการพรรคฯ ทำให้พวกท่านผู้นำอยู่ไม่เป็สุขค่ะ”
หลังจากที่มารดาของหลี่เว่ยเหอโดนอวิ๋นซานด่า เธอก็อัดอั้นตันใจมาตลอด พอรู้ว่าลูกชายไปร่วมงานแต่งงานเพื่อนอีกคนก็เพราะอยากมาเจออวิ๋นซานก็ยิ่งสะสมความไม่พอใจ
ที่เธอรู้เพราะเห็นลูกชายเอาเงินไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ ไปตัดผม แล้วยังไปขอลาหยุดกับทางมหาวิทยาลัย เธอเค้นถามอยู่นานกว่าจะยอมบอก
พอรู้สาเหตุ เธอก็ไม่ยอมให้เขาไปเด็ดขาด
แม้ว่าสุดท้ายเขาจะไม่ได้ไปแต่เธอก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ
อวิ๋นซานผู้หญิงหลายใจคนนั้นแต่งงานแล้ว ถ้าหากลูกชายของเธอไปยุ่งเกี่ยวกับเธอ ก็เท่ากับว่าทำผิดพลาดร้ายแรง ลูกชายอุตส่าห์สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เป็ถึงนักศึกษา เธอจะไม่ยอมให้เขายุ่งเกี่ยวกับอวิ๋นซานเด็ดขาด
หวงิ่บอกกับเธอว่า หลังจากที่อวิ๋นซานตกงานก็ออกมาเป็แม่ค้า ตั้งแผงลอยขายของ เธอใช้เวลาหาอยู่หลายวันกว่าจะเจอตัว ในที่สุดก็คว้าโอกาสแจ้งความได้
หลังจากมารดาของหลี่เว่ยเหอกล่าวหาอวิ๋นซานกับเ้าหน้าที่ตำรวจเสร็จ เธอก็ควบคุมตัวเองไม่อยู่แสดงรอยยิ้มอย่างสะใจออกมา
เธออดใจไม่ไหวที่จะเห็นอวิ๋นซานถูกขังเข้าคุก หวังว่าจะติดคุกสักหลายปีรอจนแก่เฒ่าหมดสวยค่อยออกมา
ตอนนั้นคงใช้หน้าตาไปยั่วยวนผู้ชายไม่ได้แล้ว
เ้าหน้าที่ตำรวจจำอวิ๋นซานได้ อวิ๋นซานเคยไปที่สถานีตำรวจหลายครั้งเพื่อสอบถามเกี่ยวกับคดีค้ามนุษย์ จนคุ้นหน้าคุ้นตากับเ้าหน้าที่ตำรวจหลายคน
ตำรวจรู้สึกเห็นใจเธอที่ถูกคนในครอบครัวหลอกขาย และชื่นชมเธอที่แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายก็ยังคงมีสติให้เบาะแสกับตำรวจ ทำให้คดีคืบหน้า
“สวัสดีค่ะคุณตำรวจ ฉันตั้งแผงขายของริมถนน ไม่ได้กีดขวางทางเดินหรือจราจรแน่นอน ไม่ได้หลอกลวงลูกค้า ฉันขายปกเสื้อชิ้นละ 4 หยวน ติดป้ายราคาชัดเจน และแจ้งราคาก่อนลูกค้าซื้อทุกครั้ง เป็การค้าขายที่ยุติธรรม นอกจากนี้การทำธุรกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ ของฉันก็เพื่อตอบสนองนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ ที่ว่าให้คนบางกลุ่มร่ำรวยขึ้นก่อน แล้วค่อยนำพาคนอื่น ๆ ให้ร่ำรวยตาม ฉันไม่ได้ทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด”
มารดาหลี่จ้องเขม็ง “เธอน่ะเหรอที่จะรวย?”
เ้าหน้าที่ตำรวจทำการจดบันทึกตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายห้ามตั้งแผงขายของชัดเจน
เ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าเคร่งขรึมพูดกับอวิ๋นซานว่า “ถ้าสหายอวิ๋นอยากทำธุรกิจจริง ๆ ควรเช่าร้านและขอใบอนุญาตประกอบการก่อนจะดีกว่า”
อวิ๋นซานตอบอย่างสุภาพว่า “ฉันจะรีบดำเนินการโดยเร็วค่ะ”
หลังจากเ้าหน้าที่ตำรวจจากไป ใบหน้าของมารดาของหลี่เว่ยเหอก็แดงก่ำทั้งโกรธและอับอายขายหน้า
“อย่าได้ใจไปหน่อยเลย” เธอทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วก็เดินจากไป
อวิ๋นซานขมวดคิ้ว ทำไมครอบครัวหลี่นี่ถึงได้ตามราวีไม่เลิกนะ?
เธอบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ได้สนใจหลี่เว่ยเหอ แล้วยังจะมาหาเื่กันอีก? หรือว่าหลี่เว่ยเหอไปบอกที่บ้านว่าชอบเธอ?
ช่างน่าปวดหัวจริง ๆ
ตอนนี้อวิ๋นซานรู้สึกไม่ดีกับหลี่เว่ยเหอเลยแม้แต่น้อย
เพราะถูกแม่ของเขามาก่อกวน อวิ๋นซานจึงยังเหลือปกเสื้ออีกราวยี่สิบชิ้นที่ยังขายไม่หมด
เธอเอาเสื้อผ้าใส่กลับลงในตะกร้า ตั้งใจจะไปขายต่อที่ตลาดด้านหน้า
ไม่คิดว่าจะเจอเหวยเจาที่ตลาด เขาก็ตั้งแผงขายเหมือนกัน มีไข่ไก่กองหนึ่งกับตะกร้าหนึ่งใบ เขานั่งยอง ๆ อยู่หลังแผง ดูท่าทางกระสับกระส่ายอยู่บ้าง คนที่เดินผ่านหน้าแผงไม่มีใครหยุดดูเลย เห็นได้ชัดว่าขายไม่ดี
เหวยเจาก็เห็นอวิ๋นซานเหมือนกัน สีหน้าเขาดูเก้อเขินทันที
“พี่สะใภ้…”
ตอนนี้การมาตั้งแผงลอยขายของ ไม่ใช่อาชีพที่น่าภูมิใจอะไร
อวิ๋นซานคิดว่าเหวยเจาคงไม่อยากเจอคนรู้จัก ถึงได้มาตั้งแผงที่ตลาดฝั่งนี้ ซึ่งอยู่ห่างจากทางใต้ของเมืองตั้งยี่สิบลี้
“บังเอิญจังเลย ฉันก็มาตั้งแผงขายของเหมือนกัน”
เหวยเจาอึ้งไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบไปมองตะกร้าของเธอ เห็นว่าเธอนำเสื้อผ้าเก่าออกมาขาย ท่าทางสบาย ๆ รอลูกค้าเข้ามาดู
ทำไม…พี่สะใภ้ถึงออกมาตั้งแผงขายด้วยล่ะ? หรือว่าบ้านเธอก็ลำบากเหมือนบ้านเขา? ไม่น่าใช่นะ สุยอันน่าจะส่งเงินกลับบ้านไม่ใช่เหรอ?
“สาวน้อย เธอกำลังตั้งแผงขายเสื้อผ้าเหรอ?”
“ไม่ใช่ค่ะ ฉันขายปกเสื้อ เรียกว่า ‘ปกคอเสื้อสำเร็จรูป’ สามารถสวมใส่ข้างในเสื้อนอกได้ ดูสิคะ แบบนี้... ทั้งทันสมัยและดูดี เหมาะสำหรับทั้งชายหญิง รวมไปถึงนักเรียนมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัยทุกคนสามารถใส่ได้…”
แต่ใน่นี้ คนที่ออกมาซื้อของส่วนใหญ่เป็สตรีวัยกลางคน เมื่อเห็นปกคอเสื้อนี้ก็วิจารณ์กันใหญ่ หลายคนบอกว่าการทำแบบนี้เป็การสิ้นเปลืองผ้า ควรใช้ผ้าเพิ่มอีกนิดแล้วตัดเสื้อเชิ้ตทั้งตัวจะดีกว่า
อวิ๋นซานยิ้มแย้มอธิบายให้ผู้คนฟังว่า “นี่คือการประหยัดผ้าอย่างแท้จริง ดูสิคะ ถ้าที่บ้านมีเ้าหน้าที่ระดับสูง แค่ใส่แบบนี้ก็ดูมีหน้ามีตาแล้ว ฉันรู้ว่าเ้าหน้าที่ระดับสูงแบบนี้ต้องมีเสื้อเชิ้ตอยู่แล้ว แต่ฉันคิดว่าถึงจะมีก็คงไม่ได้มีหลายตัว”
“ถ้าเรามีปกคอเสื้อสำเร็จรูปแบบนี้สักสองสามอัน ก็จะสบายใจขึ้นมาก คุณรู้ไหม เสื้อเชิ้ตสีขาวสกปรกง่าย ใส่วันเดียวก็ต้องเปลี่ยนแล้ว ถ้ามีหลายอันก็จะสบายใจมาก ปกคอเสื้อของเรานี่สองอันยังถูกกว่าเสื้อเชิ้ตหนึ่งตัวเลย…”
เหวยเจามองอวิ๋นซานอย่างตะลึง เห็นเธอพูดจาคล่องแคล่ว ชักจูงลูกค้าให้ซื้อปกประหยัดทีละอันสองอัน จนขายหมดอย่างรวดเร็ว
เมื่อเทียบกับตัวเองที่มานั่งยอง ๆ เกือบชั่วโมงแล้ว ยังขายไม่ได้สักฟอง
อวิ๋นซานขายปกเสร็จแล้ว ก็เดินมาที่แผงของเหวยเจาและถามเขาว่า “สหายเหวยไข่ไก่นี่ ขายยังไงเหรอคะ?”
เหวยเจาส่ายหน้าพลางหยิบตะกร้ามาตักไข่ แล้วพูดว่า “ไม่ ๆ พี่สะใภ้ไม่ต้องอุดหนุนผมหรอก ผมจะตักให้พี่สะใภ้กลับบ้านบ้าง ไม่ต้องจ่ายเงินครับ”
อวิ๋นซานตั้งใจจะซื้อจากเขาจริง ๆ เขาเคยช่วยเหลือเธอ การอุดหนุนเขาก็เป็การตอบแทนได้บ้าง อีกอย่างที่บ้านเธอก็้าไข่ด้วย
แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะไม่เต็มใจ
จึงได้แต่พูดว่า “ไม่ใช่ ฉันแค่อยากถามว่าคุณตั้งใจจะขายเท่าไหร่ ฉันจะช่วยขายให้”
เหวยเจาโบกมือรีบปฏิเสธ “ไม่ต้อง ๆ ผมขายเองได้ พี่สะใภ้กลับไปก่อนเถอะครับ”
อวิ๋นซานเห็นเขาดื้อดึงไม่ยอมหุบปาก จึงเงยหน้าถามเขาว่า “สหายแน่ใจนะว่าจะขายได้?”
ใบหน้าคล้ำของเหวยเจาแดงขึ้น พูดอ้ำอึ้งว่า “ผมลดราคาลงหน่อย ยังไงก็ต้องขายได้”
อวิ๋นซานยืนอยู่ข้าง ๆ “ได้ ฉันจะดูว่าสหายจะขายได้หรือเปล่า”
เหวยเจารู้สึกเขินอายอยู่บ้าง ไม่คิดว่าสาวน้อยที่เคยดูอ่อนหวานนุ่มนวล ตอนนี้กลับดูคล่องแคล่วว่องไว ที่น่าอายกว่านั้นคือเขาขายไม่ออกจริง ๆ
จากหนึ่งเหมาต่อหนึ่งจิน ลดลงเหลือห้าเฟินต่อหนึ่งจินก็ยังไม่มีใครสนใจ
เขาคิดไม่ออกว่าทำไม ดูแผงผักและแผงมันฝรั่งไม่ไกลออกไปขายดีทั้งนั้น
หรือว่าพวกเขากลัวแผลเป็บนใบหน้าของเขา?
ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านไม่มีอะไรจะกินแล้ว เขาก็คงไม่ยอมออกมาตั้งแผงลอยขายของหรอก เขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน
ยิ่งมีคนรู้จักยืนมองอยู่ข้าง ๆ เขาอยากจะเดินกลับบ้านไปเลย
แต่พอคิดถึงสีหน้าบึ้งตึงของมารดา เขาก็ได้แต่ข่มใจไว้