บทที่43
สำรวจเมือง
เมืองกู่หลิงซามีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลเดิมทีสถานที่แห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในเมืองขนาดใหญ่ที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งทว่า... ในยามนี้กลับเหลือเพียงเงาร้างจาง ๆ ของอดีตเมื่อประชากรภายในเมืองลดน้อยลงจนเหลือเพียงไม่กี่ร้อยชีวิต
กำลังทหารที่ หนานกงจิ่นอวี่นำติดตัวมามีเพียงร้อยนายเท่านั้นแต่กลับเพียงพอในการดูแลเมืองแห่งนี้ได้อย่างทั่วถึงหากเป็นช่วงเวลาที่กู่หลิงซายังเจริญรุ่งเรือง ประชากรมากมายถึงนับหมื่นเช่นในอดีตต่อให้มีกองทหารเพียงร้อยนายก็คงมิอาจควบคุมความสงบได้เลย
ทว่า... เมื่อทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงเมืองอันกว้างใหญ่จึงกลายเป็นเพียงเปลือกเปล่าที่ไร้ผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่นดังแต่ก่อนแม้พื้นที่จะยังคงแผ่ขยายสุดสายตา แต่ทหารในมือของ หวังจาง เพียงหกสิบคนกลับสามารถดูแลความเรียบร้อยได้โดยไร้ปัญหาใด ๆ
ใต้เงาไม้ใหญ่ข้างทาง เซี่ยอันอวี่ยืนนิ่งทอดสายตามองเส้นทางเบื้องหน้าบรรยากาศรอบกายเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านใบไม้ดังแผ่วเบา ข้างกายของนางคือหยางจื้อหลง ผู้ติดตามผู้ภักดี ซึ่งกำลังมองไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ไม่ไกลนักก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพปนความกังวล
“ฮูหยิน...ไม่ใช้รถม้าอย่างนั้นหรือขอรับ?”
เซี่ยอันอวี่ละสายตาจากถนนเบื้องหน้าหันกลับมาสบตากับหยางจื้อหลงเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆริมฝีปากเอื้อนเอ่ยคำตอบอย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่น “ใช้รถม้า...ก็มองเห็นเมืองนี้ได้เพียงผิวเผิน จะสำรวจรายละเอียดได้อย่างไรเล่า?”
หยางจื้อหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขามองสตรีตรงหน้าที่ตั้งใจแน่วแน่จะเดินเท้าสำรวจเมืองกว้างใหญ่นี้อย่างจริงจังพลันก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“แต่ว่า...หากฮูหยินตั้งใจจะเดินด้วยเท้าเกรงว่าคงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเดินทั่วทั้งเมืองแห่งนี้ได้หมดขอรับ” เสียงของเขาไม่ใช่การคัดค้าน หากแต่เป็นคำเตือนตามความจริง
สายตาของหยางจื้อหลงมองไปยังเส้นทางทอดยาวไม่สิ้นสุดตรงหน้าเมืองกู่หลิงซานั้นถึงแม้จะไร้ซึ่งผู้คนมากมาย แต่ขนาดของมันยังคงไม่เปลี่ยนแปลงพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของผู้คนนับหมื่นยังคงกว้างใหญ่ไพศาลไม่ต่างจากอดีต
สำหรับคนธรรมดา หากคิดจะเดินสำรวจทั่วทั้งเมืองแห่งนี้คงต้องใช้เวลาหลายวันเป็นอย่างน้อย...นั่นคือเหตุผลที่เขาอยากให้ฮูหยินผู้สูงศักดิ์ของท่านแม่ทัพเลือกใช้รถม้าเพื่อความสะดวกสบายมากกว่า
เซี่ยอันอวี่ส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยดวงตาคู่งามยังคงจับจ้องไปยังเส้นทางเบื้องหน้า
“หลายวันก็หลายวัน...ไม่เป็นอันใด” นางเอ่ยเสียงเรียบราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงสายลมผ่าน
เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้นหยางจื้อหลงก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงพยักหน้ารับอย่างเงียบงันก่อนจะก้าวเดินตามหลังสตรีผู้งดงามไปอย่างเงียบเชียบพร้อมกับทหารอีกสี่นายที่รักษาระยะห่างอย่างเหมาะสม
นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยอันอวี่ได้เดินสำรวจเมืองกู่หลิงซาด้วยตนเองจริงๆ ทุกย่างก้าวที่นางก้าวไปดวงตาคู่งามก็ทอดมองสภาพบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างโดยรอบอย่างพินิจพิเคราะห์
สิ่งปลูกสร้างภายในเมืองแห่งนี้คล้ายกับภาพในความทรงจำจากละครโทรทัศน์และซีรีส์ย้อนยุคที่นางเคยชมในโลกเดิม...อาคารไม้หลังใหญ่ ศาลาริมทาง ประตูเมืองสูงใหญ่ที่เคยโอ่อ่า ทว่าในยามนี้ทุกสิ่งกลับเต็มไปด้วยความทรุดโทรมและร่องรอยแห่งกาลเวลา
ไม้เก่าผุพัง หลังคาทรุดตัว บางอาคารพังทลายจนเหลือเพียงซากเสาและกำแพงแตกร้าวหญ้ารกชัฏแซมขึ้นตามซอกอิฐอย่างไร้การดูแล
เซี่ยอันอวี่เดินผ่านซากเรือนที่พังครืนลงมานางทอดสายตาสำรวจโดยรอบและนับได้ในใจว่ามีเพียงอาคารไม่กี่หลังเท่านั้นที่ยังคงสภาพพอใช้งานได้
ภาพตรงหน้าไม่ได้ต้องการคำอธิบายใด ๆ... นางรู้ในทันทีว่าเมืองแห่งนี้เคยรุ่งเรืองเพียงใดในอดีต แต่เมื่อเวลาผ่านไปมรสุมทั้งศึกสงครามและภัยพิบัติค่อย ๆกลืนกินทุกอย่างจนเหลือเพียงเงาของความรุ่งโรจน์
หัวใจของเซี่ยอันอวี่พลันรู้สึกหดหู่ดวงตาของนางฉายแววเศร้าอยู่ครู่หนึ่ง
เมืองอันยิ่งใหญ่กลับเสื่อมสลายจนเหลือเพียงซากปรักหักพังและตัวของนาง... สตรีผู้หนึ่งที่ต้องมาพำนักอยู่ในสถานที่เช่นนี้ต้องเผชิญกับโชคชะตาและภัยร้ายที่ยังไม่อาจคาดเดาได้ว่านางจะสามารถเอาชีวิตรอดไปได้หรือไม่
เสียงฝีเท้าของพวกนางดังก้องสะท้อนในตรอกที่ว่างเปล่าบางครั้งเมื่อเลี้ยวผ่านถนนสายหนึ่ง เซี่ยอันอวี่ก็จะพบผู้คนประปราย
ถนนสายเล็ก...มีเพียงเงาของชายชราคนหนึ่งนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าบ้านที่ทรุดโทรม ถนนสายใหญ่กว่า...ก็อาจพบเห็นครอบครัวเล็ก ๆ สองถึงสามชีวิตกำลังเก็บกวาดหน้าบ้านเงียบ ๆ
ทุกสายตาที่เหล่าชาวบ้านทอดมองมายังนางและคณะล้วนเต็มไปด้วยความระแวดระวังและความเคยชินกับความเงียบเหงาพวกเขาไม่ได้แสดงความตกใจหรือยินดีที่มีผู้คนผ่านไปมา เพราะเมืองแห่งนี้...ชินชากับความว่างเปล่ามานานแล้ว
สายลมเย็นพัดผ่านเส้นผมของเซี่ยอันอวี่นางเพียงขยับเส้นผมที่ปลิวเข้าหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินต่อไปโดยไร้คำพูด
หลังจากที่เดินผ่านถนนสายแล้วสายเล่าเซี่ยอันอวี่ก็สามารถกล่าวได้เพียงคำเดียวว่า... เมืองแห่งนี้ช่างรกร้างโดยแท้
กู่หลิงซาเป็นเมืองใหญ่ที่มีเพียง “ขนาด” หากแต่ไร้ซึ่งชีวิตชีวาจำนวนผู้คนที่พบเห็นระหว่างทางนับว่าน้อยจนน่าใจหาย ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วทุกตรอกซอกซอยมีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกนางที่สะท้อนก้องอยู่บนถนนหินเก่าคร่ำ
สำหรับเซี่ยอันอวี่...ผู้ที่มาจากโลกอนาคต เมืองที่นางคุ้นเคยนั้นเต็มไปด้วยความพลุกพล่านผู้คนเดินขวักไขว่เบียดเสียดกันบนฟุตบาท รถยนต์นับไม่ถ้วนวิ่งขวักไขว่บนถนนสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าและเสียงพูดคุยจอแจ เสียงแตรรถและแสงไฟนีออนหลากสี
แต่ภาพตรงหน้ากลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง…
ถนนกว้างใหญ่ไร้ผู้คน อาคารเงียบสงัดเงาของตะวันทอดยาวไปตามพื้นหินเย็นเฉียบบรรยากาศเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกแปลกประหลาดในใจ ราวกับได้หลุดเข้ามาในโลกที่ไร้ชีวิตชีวาอย่างแท้จริง
เซี่ยอันอวี่ไม่อาจทำความเข้าใจกับความเงียบงันนี้ได้นางทำได้เพียงก้าวเดินต่อไปอย่างสงบ พลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่ตนเห็น
ในที่สุดเมื่อความสงสัยก่อตัวขึ้นมากพอนางจึงหันศีรษะไปมองหยางจื้อหลงที่เดินอยู่เคียงข้างก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงด้วยความไม่เข้าใจ
“ภายในเมืองแห่งนี้...ไม่มีพ่อค้าเดินทางมาเลยหรือ?”
เซี่ยอันอวี่จำได้ดีว่าในยุคโบราณเช่นนี้มักจะมีเหล่าพ่อค้าเร่ผู้เดินทางข้ามเมืองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าเส้นทางการค้าควรจะเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงเมือง แม้จะไม่เจริญเหมือนยุคที่นางจากมาแต่ก็ไม่น่าจะรกร้างถึงเพียงนี้
หากยังมีพ่อค้าเดินทางเข้าออกอยู่บ้างเหตุใดเมืองกู่หลิงซาจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้?
หยางจื้อหลงเมื่อได้ยินคำถามก็ส่ายหน้าเบา ๆ สีหน้าเย็นชาของเขายังคงเรียบเฉยแต่แฝงความจริงจังในน้ำเสียงเมื่อเอ่ยตอบ
“ไม่มีขอรับ...พ่อค้าเดินทางไม่สามารถมาถึงสถานที่แห่งนี้ได้”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“ส่วนใหญ่...พวกเขาล้วนจบชีวิตลงกลางทะเลทราย ก่อนที่จะเดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้เสียด้วยซ้ำ”
คำตอบนั้นทำให้เซี่ยอันอวี่ชะงักไปเล็กน้อยนางขมวดคิ้วทันทีดวงตาสบกับใบหน้าของหยางจื้อหลงที่ยังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งงัน
“สุดท้าย...เส้นทางการค้าจึงถูกตัดขาด พ่อค้าที่สูญเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆจนข่าวลือแพร่กระจายออกไปทั่ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมไม่มีพ่อค้าคนใดกล้าเสี่ยงชีวิตเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้อีกเพราะมันอันตรายเกินไป”
หยางจื้อหลงกล่าวจบ ก็เงียบเสียงลงปล่อยให้คำพูดของตนซึมซาบเข้าไปในความคิดของสตรีตรงหน้า