บทที่ 9 หอชมดาวกับงานประชันบทกวี
สองวันถัดมา หลี่ฉางอันยังคงส่งเหล้าทุกเช้าตามปกติ ส่วนเวลาที่เหลือก็อยู่บ้านต้มเหล้าและเคี่ยวน้ำตาล ตกกลางคืนก็ไปที่ตลาดเหล้า
น่าเสียดายที่เพียงแค่มีร้านอาหารเล็ก ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกสามร้านเท่านั้น
แต่ละวันสามารถขายเหล้าได้ประมาณหนึ่งร้อยชั่ง แม้จะมากกว่าเดิมไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกับเงินสามร้อยตำลึงที่ต้องรวบรวม ก็ยังห่างไกลอยู่มาก
วันที่สาม
หลิ่วจืออินซื้อน้ำตาลผงและผลซานจากลับมา
"น้องรอง ตอนนี้มีคนขายถังหูลู่มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ทั้งตามถนนและตรอกซอยต่างก็มีคนขาย"
"นั่นเป็เื่ดี" หลี่ฉางอันพูดพร้อมรอยยิ้ม
หลิ่วจืออินเกี่ยวผมที่ตกลงมาข้างใบหูขึ้น
"แต่ทั้งหมดนี้มันเป็ของเ้า..."
"พี่สะใภ้ ไม่เป็ไรหรอก ยิ่งถังหูลู่ได้รับความนิยม ข้าก็ยิ่งดีใจ"
หลี่ฉางอันยัดไม้สองท่อนเข้าไปในเตาไฟ พร้อมกับกวาดขี้เถ้าในเตาไปด้วย
"เ้านี่ ลึกลับซับซ้อนนัก มีเื่อะไรที่ไม่อาจบอกพี่สะใภ้ได้หรือ" หลิ่วจืออินต่อว่าอย่างหงุดหงิด
"ก็อยากทำเซอร์ไพรส์ให้พี่สะใภ้น่ะสิ" หลี่ฉางอันตอบพลางหัวเราะ
"ผลซานจาที่วางขายในตลาดตอนนี้แพงขึ้นใช่หรือไม่"
"แน่นอนสิ ผลซานจาราคาขึ้นไปถึงสามอ๋วนต่อหนึ่งชั่งแล้ว" หลิ่วจืออินกล่าว
"แต่ว่าเสี่ยวหลานก็บอกว่า ถังหูลู่ของบ้านอื่นรสชาติสู้ของเราไม่ได้ เราถึงได้ขายดีกว่าเขาไงล่ะ แต่ของคนอื่นก็ขายไม่ได้แย่เท่าไรเหมือนกัน"
หลี่ฉางอันพยักหน้าเล็กน้อย
"ถังหูลู่ไม่ได้ยากที่จะทำอยู่แล้ว วัตถุดิบพวกนี้ก็เป็ของธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป ก็เป็เื่ปกติ แต่พี่สะใภ้ ท่านได้คิดเื่หนึ่งไว้หรือไม่"
"เื่อะไรหรือ"
"ผลซานจาหนึ่งชั่ง มีประมาณสี่สิบผล นั่นก็คือห้าไม้ถังหูลู่ขายได้ยี่สิบห้าอีแปะ ถ้าควบคุมต้นทุนไว้ ผู้คนจะยังคงขายถังหูลู่ต่อไปใช่หรือไม่"
คำถามของหลี่ฉางอันทำให้หลิ่วจืออินถึงกับพูดไม่ออก
หลิ่วจืออินไม่เคยคิดถึงปัญหานี้มาก่อนเลย
เหตุผลนั้นง่ายมาก เมื่อคิดต้นทุนโดยรวมแล้ว มันถูกมาก
ถังหูลู่ที่ทำจากผลซานจาหนึ่งชั่ง อย่างน้อยก็ทำกำไรได้ยี่สิบอีแปะ
นี่เป็กำไรมหาศาลที่น่าใ
และมีคนขายมากมายเช่นนี้ แต่ยังคงมีช่องทางการขายที่ดี
นั่นจึงเป็เหตุผลที่ทำให้ธุรกิจของถังหูลู่ยิ่งเฟื่องฟูมากขึ้น
น่าเสียดายที่เื้ัความเฟื่องฟูนี้ ผู้คิดค้นถังหูลู่กลับไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย
ในฐานะคนแรกที่กล้าลองสิ่งใหม่ ตระกูลหลี่ขายถังหูลู่ไปได้เพียงสามร้อยกว่าไม้ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา
เมื่อคำนวณทั้งหมด พวกเขาได้กำไรเพียงหนึ่งถึงสองตำลึงเงินเท่านั้น
"ถ้าเปลี่ยนคำถาม ต้องควบคุมต้นทุนได้แค่ไหน พี่สะใภ้จึงจะยังคงทำธุรกิจถังหูลู่ต่อไป" หลี่ฉางอันถามต่อ
"สิบอีแปะ? ไม่ ๆ สิบห้าอีแปะ?" ในที่สุดหลิ่วจืออินก็ให้ตัวเลขที่นางคิดได้
หลี่ฉางอันยิ้มสดใสยิ่งขึ้น
"ดังนั้นพี่สะใภ้รอนับเงินได้เลย"
ถังหูลู่มีวัตถุดิบหลักเพียงสองอย่าง
ผลซานจาและน้ำตาลผง
น้ำตาลผงถูกควบคุมโดยทางการ แต่ว่าวัตถุดิบอีกชนิดหนึ่ง...
อย่างน้อยที่สุด ผลซานจาทั้งหมดในเมืองอำเภอหลินก็ถูกน้องชายของสามีนางกว้านซื้อไปหมดแล้ว
หลิ่วจืออินกล่าวขณะที่กำลังล้างผลซานจา
"อ้อ! ใช่แล้ว คืนนี้มีงานประชันบทกวีที่หอชมดาว น้องรอง เ้าไปร่วมงานเถิด"
"งานประชันบทกวี?"
หลิ่วจืออินอธิบายว่า "เป็งานที่จัดโดยสถานศึกษาอำเภอ ได้ยินว่ายังมีบัณฑิตจากที่อื่นเดินทางมาด้วย เป็งานที่มีขนาดไม่เล็กเลย ถ้าทำได้ดี ได้รับความชื่นชมจากท่านเสวียเจิ้ง มีโอกาสสูงที่จะได้รับเชิญเข้าสถานศึกษาอำเภอ"
หลิ่วจืออินเอียงตัว พูดอย่างเต็มไปด้วยความคาดหวัง
"เ้าก็ไปสิ โอกาสดี ๆ แบบนี้หายาก"
"งานประชันบทกวีหรือ ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน แต่ข้าไม่สนใจงานประชันบทกวีนี่เลย"
หลี่ฉางอันก่อไฟอีกหม้อหนึ่ง เตรียมเคี่ยวน้ำตาล
"จะไม่สนใจได้อย่างไร ก่อนหน้านี้เ้าอยากเข้าร่วมงานประชันบทกวีมาตลอดนี่นา บอกว่าที่นั่นมีบัณฑิตผู้รอบรู้มากมาย..." หลิ่วจืออินกะพริบตา
"และบทกวีที่นั่นก็ยอดเยี่ยม บางทีอาจมีสักบทที่จะเผยแพร่ออกไปได้ สร้างชื่อเสียงเลยนะ"
หลี่ฉางอันขมวดคิ้ว พี่สะใภ้ที่กำลังมองเขาด้วยสายตาและท่าทางแบบนั้น ดูเหมือนกำลังยุยงให้เขากระทำผิดอย่างไรอย่างนั้น
"คนที่เข้าร่วมงานประชันบทกวีคงไม่น้อย ไปแล้วจะได้อะไร รอช่วยน้องสาวกลับมาก่อน แล้วข้าจะตั้งใจทบทวนตำรา แล้วเตรียมตัวสำหรับการสอบระดับอำเภอในเดือนสามปีหน้าก็พอ"
หลิ่วจืออินเงียบไป ดวงตาอ่อนโยนราวกับสายน้ำเต็มไปด้วยความผิดหวัง แฝงด้วยความน้อยใจเล็กน้อย
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น หลี่ฉางอันก็ใจอ่อนลง แม้ว่าเขาจะใจแข็งแค่ไหนก็ตาม
"เอาเถอะ ข้าจะไป ดีหรือไม่" หลี่ฉางอันถอนหายใจเบา ๆ
หลิ่วจืออินเปลี่ยนสีหน้าจากความผิดหวังเป็รอยยิ้มในทันที
"นั่นสิ นั่นแหละถูกต้องแล้ว เ้าตั้งใจมาั้แ่เด็กว่าจะสอบเข้ารับราชการ ครอบครัวของพวกเราในอนาคตต้องพึ่งเ้าทั้งนั้น"
"ตอนนั้นข้าจะพาพี่สะใภ้ไปด้วย"
"จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร" หลิ่วจืออินเบิกตากว้างด้วยความใ
"ทำไมจะไม่ได้เล่า งานประชันบทกวีแบบนี้ พาสตรีไปด้วยเป็เื่ปกติ..."
"ข้า..."
หลิ่วจืออินรู้สึกลำบากใจ
จะบอกว่าไม่อยากเข้าร่วมงานประชันบทกวีก็คงเป็เื่โกหก เพราะมีคนมากมายที่อยากเข้าร่วมงานประชันบทกวีแต่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้
‘แต่ด้วยสถานะเช่นนี้ของข้า จะไปได้อย่างไรกัน จะทำให้คุณชายรองเสียหน้าหรือไม่’
"พี่สะใภ้ พวกเราไปดูกันก่อน หากไม่เหมาะสมก็ค่อยกลับมา ไม่ได้เสียอะไรเลยสักนิด"
หลี่ฉางอันปลอบใจ
"ยิ่งไปกว่านั้น พี่สะใภ้เป็คนที่คะยั้นคะยอให้ข้าเข้าร่วมงานประชันบทกวีนี้ แล้วท่านจะไม่ไปได้อย่างไรกัน"
"เช่นนั้น… ก็ได้" หลิ่วจืออินตอบอย่างไม่มั่นใจ
...
ฟ้ามืดลงทีละน้อย
หลี่ฉางอันแม้ไม่เต็มใจอย่างยิ่ง แต่ด้วยการเร่งเร้าของหลิ่วจืออิน เขาจึงยอมมุ่งหน้าไปยังหอชมดาว
ไม่ว่าจะเป็งานประชันบทกวีแบบใด ในสายตาของเขา มันก็เป็เพียงการรวมตัวของคนที่ชอบอวดเบ่งเพื่อดูว่าใครเก่งกว่ากันเท่านั้น
นอกจากการเปรียบเทียบว่าใครอวดเบ่งได้เก่งกว่ากันแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อื่นใดอีก
แน่นอน บางทีอาจเกิดเื่ที่ไม่อาจบรรยายได้ในระหว่างการอวดเบ่งนั้น
แต่หลี่ฉางอันกลับไม่สนใจเื่พวกนี้เลย
มีเวลาว่างขนาดนั้น ไปเดินเที่ยวที่ตลาดเหล้าไม่ดีกว่าหรอกหรือ บางทีอาจพบลูกค้ารายใหม่ก็ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีหญิงงามอยู่เคียงข้าง หลี่ฉางอันย่อมไม่ต้องไปแสวงหาที่ไกลหาก้าชื่นชม
แต่พี่สะใภ้ตั้งใจแน่วแน่ที่จะให้หลี่ฉางอันไปเข้าร่วมงานประชันบทกวี หลี่ฉางอันจึงไม่อาจปฏิเสธได้
หอชมดาวตั้งอยู่ในย่านทักษิณเป็อาคารที่สูงที่สุดในอำเภอหลินและเป็สถานที่ที่บรรดานักปราชญ์และกวีชอบมารวมตัวกัน
สมาคมกวีน้อยใหญ่ในอำเภอหลินมาชุมนุมกันที่นี่เพื่อชมวิว ดื่มสุรา และแต่งบทกวี บางครั้งก็มีงานประพันธ์ชิ้นเยี่ยมแพร่กระจายออกไป สร้างชื่อเสียงให้แก่ผู้แต่ง
คืนนี้หอชมดาวคึกคักยิ่งกว่าซานหยางเหมินเสียอีก
โคมไฟประดับเต็มท้องถนน ผู้คนจากอำเภอหลินทุกสารทิศต่างพากันมุ่งหน้ามายังหอชมดาว
งานประชันบทกวีถือเป็โอกาสในการสร้างชื่อเสียง อีกทั้งครั้งนี้ยังมีท่านเสวียเจิ้งจากสถานศึกษาอำเภอเป็ประธาน
ยิ่งดึงดูดเหล่านักเรียนที่้าแสดงตัวจำนวนมาก อยากจะแสดงความสามารถที่สั่งสมมา
แม้แต่สามัญชนธรรมดาก็ยังอยากเห็นวิถีของเหล่านักปราชญ์
หลี่ฉางอันและหลิ่วจืออินตามกระแสผู้คนค่อย ๆ เข้าใกล้หอชมดาว
ยิ่งเข้าใกล้หอชมดาวผู้คนก็ยิ่งแออัดมากขึ้น
"อ๊ะ!" หลิ่วจืออินถูกชนจนเซเล็กน้อย
หลี่ฉางอันรวบไหล่ของนางไว้โดยอัตโนมัติ
ในชั่วขณะถัดมา ทั้งสองคนต่างชะงักงัน
หลี่ฉางอันรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นรัวขึ้นอย่างรุนแรง
ใบหน้างามของหลิ่วจืออินแดงระเรื่อ นางยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ราวกับมีกระแสความร้อนไหลจากมือที่ััไหล่ ไหลพล่านไปทั่วร่างกาย
อากาศดูเหมือนจะร้อนขึ้นมาทันที
หลี่ฉางอันรีบปล่อยมือ ทำตัวไม่ถูกแล้วกล่าวว่า
"พี่สะใภ้ เรากลับไปกันเถอะ ที่นี่คนเยอะเกินไป"
หลิ่วจืออินกัดริมฝีปากเบา ๆ ก้มหน้าต่ำ แล้วเดินต่อไปข้างหน้า
รอบข้างมีผู้คนเดินไปมา แต่หลี่ฉางอันกลับรู้สึกได้เพียงลมหายใจของคนข้างกายเท่านั้น ราวกับว่าในโลกที่วุ่นวายนี้ เหลือเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น
ทั้งสองไม่พูดอะไร บรรยากาศแปลกประหลาดชนิดหนึ่งกำลังหมุนวนอยู่ในอากาศ
"ผู้ที่้าเข้าหอชมดาวเพื่อเข้าร่วมงานประชันบทกวีจำเป็ต้องมีบัตรเชิญ ผู้ที่ไม่มีบัตรเชิญโปรดอย่าได้เบียดเข้าไป"
"ผู้ถือบัตรเชิญเท่านั้นที่จะเข้าตึกได้"
ที่หน้าหอชมดาวมีนักเรียนจากสถานศึกษาอำเภอกำลังรักษาความเป็ระเบียบเรียบร้อย
"ผู้ที่ไม่มีบัตรเชิญสามารถบุกฝ่าประตูบูรพาได้ ผู้ที่ทำการบุกประตูสำเร็จก็สามารถเข้าร่วมงานได้เช่นกัน!"