คิราเอลยังคงหลับปุ๋ยอย่างน่ารักน่าชังราวกับเสียงเวทมนตร์นั้นเป็เพียงเสียงกล่อมเด็ก ใบหูหมาป่าสีขาวนุ่มฟู กระดิกไปมาเบา ๆ เป็ปฏิกิริยาเล็ก ๆ ที่น่ารักที่บ่งบอกว่าเ้าตัวเล็กกำลังสบายตัว ปฏิกิริยานี้อดที่จะทำให้นารุคามิยิ้มไม่ได้
“หลับลึกกว่าฉันอีกแฮะ ไว้โตขึ้นอีกหน่อย จะสอนการใช้พลังเวทให้เธอก็แล้วกัน เ้าตัวเล็กของฉัน”
นารุคามิเอ่ยพลางยิ้มอ่อน ๆ ให้คิราเอลตัวน้อย แม้จะเพิ่งเจอกัน แต่นารุคามิก็อยากจะเลี้ยงเด็กคนนี้ให้ดีที่สุด
หลังจากนั้นก็ผ่านไปหลายชั่วโมง บัดนี้เป็เวลาเกือบเที่ยงคืน ซึ่งเป็เวลาที่ความเงียบเข้าปกคลุมหมู่บ้านแห่งนี้ มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงที่ลอดออกมาจากหน้าต่างเพียงเท่านั้น
ภายในห้องโถงของบ้านหลังนั้น บนพื้นไม้นั้นมีฟูกนอนทำจากฟางและหญ้าแห้งที่นารุคามิเตรียมไว้ปูนอนแทนเตียง แม้จะรู้สึกคันอยู่บ้างแต่เธอก็ทนได้ ด้านซ้ายมือของเธอนั้นมีตะเกียงเล็ก ๆ อันหนึ่งวางอยู่เพื่อให้แสงสว่างในห้องแห่งนี้
แต่ความร้อนที่ปล่อยออกมาไม่เพียงพอที่จะทำให้ห้องนี้อบอุ่น แถมแสงสว่างก็ไม่มากพอเหมือนหลอดไฟที่ใช้ไฟฟ้า แต่ก็ทำให้มองพื้นที่รอบ ๆ ได้อย่างชัดเจน เธอพลิกตัวเล็กน้อยก็รู้สึกถึงความเย็นจากพื้นไม้เก่า ๆ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงทารกที่นอนบนโต๊ะไม้ร้องไห้
“แง๊ แง๊ แง๊ แง๊”
“คิราเอล หิวแล้วเหรอ”
เธอลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปยังทารกน้อยที่กำลังร้องไห้คลอไปกับเสียงกระดิกของหางหมาป่าเล็ก ๆ สีเงินที่บริเวณก้นกบอย่างน่ารักน่าชัง
นารุคามิรู้ดีว่าการร้องไห้ของทารกมักมีเหตุผลเดียวคือหิว ปู๊ดป๊าด ไม่ก็ผ้าอ้อมเลอะฉี่ เธออุ้มทารกน้อยขึ้นมาแนบอกอย่างอ่อนโยน ทว่าเสียงร้องไห้กลับดังขึ้นเรื่อย ๆ
“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะคนดี เดี๋ยวฉันจะหาอะไรให้กินนะ”
ดึกป่านนี้จะหาอะไรให้กินดีล่ะ นารุคามิครุ่นคิด เธอไม่มีแม้แต่นมแพะหรือนมวัวสำหรับทารกเลยสักหยด แถมเธอก็ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่มีน้ำนมให้ลูกกินเสียด้วย แม้จะรู้ว่าบลูเบอร์รี่และกล้วยป่าช่วยได้เพียงชั่วครู่ แต่ในเวลาเที่ยงคืนแบบนี้จะให้เดินออกไปเก็บผลไม้ป่าก็ดูจะอันตรายไปหน่อย
เพราะยามวิกาลแบบนี้ มักจะมีสัตว์อสูรออกอาละวาด…..แล้วจะกลัวทำไมล่ะเนี่ย ตัวเองก็เป็พระจ้าไม่ใช่เหรอ แต่ก็เอาเถอะ นารุคามิเดินไปที่หน้าต่าง มองไปยังป่าข้างบ้านที่มืดสนิท
เธอได้กลิ่นเย็น ๆ ของความชื้นที่เข้ากระทบใบหน้าจนขนลุกวาบ แถมััได้ถึงอุณหภูมิที่เย็นลงกว่าตอนกลางวัน
‘คงต้องใช้เวทมนตร์อีกแล้วสินะ’
นารุคามิถอนหายใจยาวเหยียด พลางกระชับอ้อมแขนกอดคิราเอลน้อยไว้แน่น เธอไม่ชอบใช้พลังแบบไม่จำเป็ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ การรอคอยจนเช้าอาจทำให้ทารกน้อยหิวตาย
เธอเดินกลับมาที่กลางห้องพลางวางคิราเอลน้อยลงบนกองฟางที่ปูอยู่บนพื้นเพื่อทำให้เธออุ่นขึ้น ก่อนจะใช้เวทมนตร์สร้างม่านพลังโปร่งใสคลุมทารกน้อยไว้
ทันใดนั้นนารุคามิก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่แฝงอยู่ในร่างกายของคิราเอลน้อย มันเป็พลังงานสีดำทมิฬราวกับกำลังโอบรัดทารกตัวน้อยเอาไว้
‘พลังอะไรกันนะ เป็เวทมนตร์ธาตุเหรอ’
เธอััที่ใบหูหมาป่าสีเงินของคิราเอลน้อย แล้วพลังงานนั้นก็สงบลงทันที
“พลังนี้น่าสนใจดีนะ”
นารุคามิเอ่ยเบา ๆ พลางใช้มือลูบหัวคิราเอลน้อยอย่างอ่อนโยน ทันใดนั้น เธอก็ยกมือขึ้น ก่อนจะร่ายเวทธาตุดินเพื่อเรียกเมล็ดพันธุ์พืชบางอย่างออกมาจากปลายนิ้วเป็แสงสีเขียวอ่อน ๆ พุ่งลงสู่พื้นดิน
ไม่ถึงนาทีพื้นไม้กระดานก็แตกออก เผยให้เห็นดินสีดำที่อุดมสมบูรณ์ด้านล่าง จากนั้น ยอดอ่อนสีเขียวก็งอกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มันเติบโตเป็ต้นข้าวโพดสูงท่วมหัวอย่างรวดเร็ว พร้อมฝักสีเหลืองทองขนาดใหญ่นับสิบฝัก
หากเป็การปลูกข้าวโพดแบบปกติคงต้องรอสี่เดือน แต่สำหรับนารุคามิสามารถทำให้มันเติบโตได้เพียงเสี้ยววิ เป็พลังที่ดีจริง ๆ เลยนะ
นารุคามิใช้เวทมนตร์แห่งความร้อนเพื่ออบข้าวโพดให้สุก ไอร้อนพวยพุ่งออกมาจากฝักข้าวโพดจนมีกลิ่นหอมหวลไปทั่วห้อง
“เรียบร้อย”
เธอเดินไปหักฝักข้าวโพดฝักหนึ่งออกมา แกะเปลือกออก แล้วใช้มือทั้งสองข้างบดเมล็ดข้าวโพดที่นุ่มละมุน พร้อมกับใช้เวทมนตร์ธาตุน้ำเปลี่ยนเมล็ดข้าวโพดบดให้เป็ซุปข้น ๆ อุ่น ๆ สำหรับทารก
ซุปนั้นลอยขึ้นจากฝ่ามือของเธอเป็ก้อนพลังงานเหลวกลม ๆ ที่ดูคล้ายลูกเทนนิสหรือหยดน้ำที่ลอยอยู่นอกอวกาศ
เธอใช้มือข้างหนึ่งประคองศีรษะทารกไว้ ขณะที่อีกข้างหนึ่งค่อย ๆ ใช้นิ้วแยกก้อนซุปที่เหลว ๆ ทีละนิดป้อนให้ทารกน้อย
คิราเอลน้อยดูดซุปนั้นอย่างเอร็ดอร่อย เสียงร้องไห้เงียบหายไปทันทีที่ได้ลิ้มรสชาติที่ทั้งหวานจากข้าวโพดและเค็มจากขี้มือ
“อร่อยใช่ไหมล่ะ หุหุ”
ทารกน้อยยิ้มอ่อน ๆ พลางหลับปุ๋ยบ่งบอกว่า ‘ฉันอิ่มแล้ว ไปได้แล้วล่ะ’ ฝักข้าวโพดที่เหลืออีกหลายอันนั้นหากทิ้งไว้จนเน่าก็น่าเสียดาย นารุคามิจึงหงายมือขวาขึ้นพลันมีหลุมดำขนาดเล็กปรากฏ
“แต๊นตาแต๊น กระเป๋าเก็บของสี่ดี !”
เธอขยายหลุมดำนั้นก่อนจะเก็บฝักข้าวโพดลงไปในหลุมดำนั้นราวกับเป็กระเป๋าส่วนตัวแล้วทำความสะอาดเศษดินที่พื้นด้วยเวทมนตร์ธาตุดิน ทำให้พื้นไม้กลับมาติดกันอีกครั้ง