ในแดนดินที่มิสิ้นอารยธรรม ย่อมมีทั้งปัญญาชนและทุรชน หากแต่ล้วนชวนให้ตีความได้หลายหลาก บ้างว่าปัญญาชนนั้นคือผู้สร้างสมคุณประโยชน์แก่บ้านเมือง แต่บ้างว่าหากปัญญาชนคนใดไร้คุณธรรม ไม่คิดหาความดีก่อเป็ผลบุญ บุคคลผู้นั้นหาใช่ปัญญาชนในเนื้อแท้ แต่เป็เพียงทุรชนผู้มีปัญญามาก
หวางฟงเดินทางลัดเลาะผ่านพงไพรพฤกษาป่าดงดิบ ล่วงสู่แดนเหนือของแผ่นดินฮั่นตะวันออก เพื่อแสวงหาชัยชนะเหนือหนึ่งในใต้หล้า
แสงสุริยาส่องไม่กระจ่างฟ้า เมฆาเลื่อนล่องไร้ทิศทาง แม้อากาศไม่อำนวยช่วยให้ถวิลหาการเดินทาง แต่หวางฟงหาได้หวังเที่ยวเร่พเนจรเพื่อผ่อนคลายไม่ แต่เหตุสำคัญคือความขุ่นแค้นในใจที่ได้รับมาจากหนึ่งในใต้หล้าอย่างหาที่สุดมิได้
ย้อนกลับไปถึงวันวานครั้งที่หวางฟงได้เยื้องย่างมาประจักษ์แดนดินั์ เหมือนฟ้าได้นำพาความสุขให้เขาพานพบมิตรแท้ในยามเหงาเศร้าเปล่าเปลี่ยวใจ แม้เวลาผ่านพ้นเพียงไม่นาน สัมพันธ์นั้นอาจกลายเป็สำคัญยิ่ง แต่หากวันหนึ่งวันใด มิตรสหายผู้สนิทชิดเชื้อพลันถูกคร่าชีวิตด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ย่อมถือคือเื่เดือดร้อน
ร่องรอยอาฆาตเกิดเป็าแวิ่นแหว่งบนเรือนร่างของสหายร่วมเดินทาง ครั้งเมื่อหวางฟงแยกตัวไปเพียงไม่ถึงชั่วยาม แล้วกลับมาพบภาพะเืใจแทบน้ำตาไหล ด้วยสลดในมิตรแท้ต้องกลายเป็ร่างไร้ิญญา
มีเพียงาแที่บ่งบอกเป็หลักฐานเลือนลาง จนได้ผู้นำทางกล่าวประจักษ์ว่าเป็ทักษะยุทธ์ของชายผู้ใช้กระบี่ทื่อ ฉายาหนึ่งในใต้หล้า หวางฟงจึงดั้นด้นเสาะหาตามล่าฆาตกรนามนี้มาตลอดหลายเดือน
เมื่อกล่าวถึงหวางฟง เขาคือจอมยุทธ์หนุ่มผู้สวมเกราะอำพรางร่างกายและใบหน้าที่แท้จริงอยู่เสมอ ซึ่งศัตรูก็หาได้มีความใส่ใจหรือล่วงรู้รูปลักษณ์ของเขาไม่ เพราะนามนั้นมิได้ปรากฏเป็ที่เลื่องลือเหมือนอย่างนักรบชั้นดีตามหัวเมืองใหญ่ๆ หรือขุนพลมือดีตระกูลโจ ที่ตั้งหลักปักฐานตั้งตนเป็ใหญ่อยู่ที่ราชธานีลกเอี๋ยง มีโฮจิ๋นเป็ขุนนางชั้นผู้ใหญ่คอยสนับสนุนอยู่ไม่ขาด
หวางฟงเองมิได้รู้จักรักใคร่ในลาภยศของราชสำนักที่กำลังร่วงโรย หากแม้น้าเพียงสนุกสุดหฤหรรษ์ในแดนั์ที่เต็มไปด้วยยอดจอมยุทธ์ ผู้มีวรยุทธ์ลึกล้ำต่ำสูงคละกันไป แต่ยามนี้มีเพียงโลหิตของหนึ่งในใต้หล้าเท่านั้นที่สมควรเอามาดับไฟแค้นในใจไม่รู้ลืม
เมื่อเร่งเร้าเข้าใกล้แดนเหนือ ยิ่งเหมือนถูกกระตุ้นให้ร้อนรน หวางฟงเ้าลมพายุเหลืองผู้ไม่หวั่นเกรงกำแพงต้านทาน หมายมุ่งปลิดชีพวายร้ายให้ได้ในบัดดล
จนแล้วจนรอด โผล่พ้นถึงเชิงเขาขาวโพลนเพราะเป็เหมันตฤดู หิมะเกาะปลายกิ่งสน แล้วถมตกลงพื้นสะสมสูงขึ้นครึ่งศอกแต่มิได้เป็อุปสรรคอันใดให้วิตก
ยิ่งรู้ข่าวจากพรานพเนจรที่ยังวนเวียนคอยเล่าวีรกรรมการสังหารหมาป่าครึ่งฝูงด้วยกระบี่ทื่อด้ามเดียว ยิ่งแน่ใจได้ว่ามันมิได้ไปไหนไกลเป็แน่ หวางฟงยังคงสวมเกราะเงินพอดีตัว พร้อมดาบคู่ประหลาดประจำกายมิได้ห่าง คอยเสาะหาหนทางแห่งการล้างแค้น สุดท้ายได้มาพบศัตรูผู้ใกล้เคียงคำเล่าอ้างที่สุดโดยบังเอิญ
ชายชุดขาวสะพายหอกโพธิสัตว์ หอกซึ่งปรากฏจุดเด่นเป็พุทธประติมาประทับหน้าหอกเป็องค์ประธานแห่งคุณธรรม พระโพธิสัตว์ทรงขัดสมาธิอยู่บนกลีบบัวโลหะมีรัศมีเป็คมหอกรักษารอบพระวรกาย สะท้อนแสงแรงฤทธิ์หมายพิชิตมารผจญนานา
ใบหน้าของจอมยุทธ์นิ่งสงบ ดวงตาดำสนิท ผมสยายถึงกลางหลัง ร่างกายไร้ริ้วรอยขีดข่วน ถือกระบี่ทื่อเป็โลหะสีดำสนิท มิบอกย่อมรู้หากได้ยินกิตติศัพท์เพราะรูปลักษณ์ไม่ผิดจากจินตนาการแม้แต่น้อย
“เ้าน่ะรึคือหนึ่งในใต้หล้า... มิหยุดรอฟังปุจฉาก่อนอาสัญสักหน่อยหรือ” เสียงนั้นสงบแต่กังวานแว่วชัดเจนถึงแรงอาฆาต หวางฟงร้องทักด้วยโทสะ
“ท่านจะปุจฉาสิ่งใดให้เราวิสัชนา จงเอ่ยเถิด” หนึ่งในใต้หล้าตอบด้วยใจไม่รีบเร่ง ขณะนั่งลงขัดสมาธิช้าๆบนสุมหญ้าเขียวขจีหย่อมเล็กท่ามกลางทุ่งหิมะอันหนาวเหน็บ
รอบๆ นั้นเป็ต้นไม้ใบโปร่ง โล่งพอให้แสงแดดฤดูหนาวส่งไออุ่นมากระทบร่างของชายทั้งสองที่กำลังจ้องมองตาเขม็งด้วยความรู้สึกต่างกันราวฟ้ากับดิน
“ปุจฉา หากคมดาบต้องร่างสหายร่วมชีวิต ควรใช้สิ่งใดกำกับกั้น”
“วิสัชนา หากคมดาบนั้นจวนถึงร่างจงใช้เกราะกำบังรั้งร่างให้ปลอดภัย หากถึงร่างจงใช้ขันติพิชิตคมดาบ”
“แล้วหากคมดาบนั้น ต่ำทรามคร่าชีพด้วยไร้เหตุผลเล่า... ปุจฉา อสรพิษร้ายนั้นร้ายจริงหรือ เมื่อมันสนองโทษอริเพราะถูกกระทำให้ช้ำกาย”
“วิสัชนา อสรพิษนั้นเสมือนหนึ่งตัวแทนของโทสะ อันมิก่อเป็สิ่งประเสริฐ มันจึ่งเป็ค่าควรของเดรัจฉาน มิคู่ควรมนุษย์ผู้รู้ถึงการยับยั้งช่างใจ”
“เมื่อท่านว่าร้าย กลับผิดให้เป็ถูก นำเหตุผลของตนมาข้นให้เหลวผสมจนเรรวน ปุจฉา เราควรฆ่าท่านด้วยดาบหรืออาวุธใด” หวางฟงเริ่มแสดงสีหน้าเกรี้ยวโกรธโกรธาอย่างหาที่สุดมิได้
“ปุจฉา หากเป็เช่นนั้นจริง กระบี่ทื่อเล่มนี้จะสนองคุณโดยมิให้ท่านได้ใช้วรยุทธ์แม้กระบวนเดียว” ไม่ทันขาดคำ หนึ่งในใต้หล้าหยิบกระบี่ดำขึ้นพร้อมประมือด้วยวรยุทธ์สุดคะเน
“หนอย ฆาตกรที่ฉาบทาด้วยศรัทธาแห่งคุณธรรม ข้าจะถลกหนังหน้าเ้าออกมาเซ่นไหว้เตียวหยอง ให้จงได้! ” หวางฟงชักดาบคู่ของตนออกมาและเร่งวรยุทธ์ให้ร่างกายร้อนเร่าด้วยเพลิงอารมณ์
คมดาบฟาดติดปลายกระบี่ทื่อ วรยุทธ์ของหนึ่งในใต้หล้าหาใช่เพียงคำลืออ้าง แม้เสียเปรียบเพราะแบ่งหอกโลหะไว้กลางหลัง แต่ร่างกายกลับคล่องแคล้วเหมือนพกเพียงนุ่นไว้เต็มกำ หาได้แสดงอาการย่อท้อออกมาแม้แต่น้อย
สะบัดกระบี่ทื่อระบือเลื่อง ต่อเนื่องวรยุทธ์ฉุดกระชากลากขา เลื่อนล่องแขนทั้งสองคล่องแคล้วแกล้วกล้ามิล้าถอย หวังคอยโอกาสฟาดฟันโรมรันให้ศัตรูอาสัญในคราเดียว
หวางฟงหลงรับรีบรุกฉุกคิดพิศวง พะวงว่านานเข้าอาจเร่งเร้ามิได้เปล่า อาจร้อนเร่าเพราะไฟนั้นโถมกลับ จึงกระชับสับเปลี่ยนวิถีดาบ ใช้ปากคาบหนึ่งไว้ แล้วใช้ฝ่ามือสร้างกระแสไฟฟ้าขึ้นเป็เส้นสาย
หนึ่งในใต้หล้ายังกล้าไม่ถอยหนี เร่งตีรุกแทงแยงทะลวงท่วงท่าศาสตราวุธ มิได้หลุดเผยช่องว่างระหว่างกายให้เสียกระบวน แต่เมื่อเผลอม้วนตัวหมายใช้ไม้เด็ดจึงต้องเข็ดไปนานแสนนาน เมื่อหวางฟงผสานพลังสายฟ้าเข้ากับดาบ แล้วปราบปรามฟาดพลังเข้ากลางลำตัวเหมือนครั้งพิฆาตจอมยุทธ์หมวกกระบี่ในคราวก่อน
เ้าของหอกโพธิสัตว์กัดกรอดฟัน อดทนต่อพิษาแที่ส่งกลิ่นไหม้ แล้วใช้วรยุทธ์สุดท้ายหมายคร่าชีวิตหวางฟงให้ล้มลงดาดิ้น แต่สิ้นเสียงสายฟ้า ดาบพายุเหลืองก็เรืองรองล่องลอยคล้อยเคลื่อนไร้ลักษณ์โจมตีไม่เป็จังหวะ หนึ่งในใต้หล้าเสียหลักเซถลาถึงคราเป็โอกาสให้หวางฟงเล็งโจมตีจุดตาย ปิดบัญชีแค้นให้สาสม
แต่ทันใดนั้นกระบี่ทื่อสีดำก็เฉียดถากข้อแขนอย่างแม่นยำ หวางฟงร้องด้วยความทรมานเพราะพิษร้ายจากปลายคมศาตราวุธวิปลาสของจอมยุทธ์หน้ากากคุณธรรม
“บัดซบ นี่หรือคือหนึ่งในใต้หล้า พิษกายเหน็บชาของพวกอธรรมมิใช่ของคู่ผู้ที่ปุจฉาน่าฟังเยี่ยงเ้า ... “ หวางฟงรู้ซึ้งถึงใจจริงของชายผู้อ้างคุณธรรมบังหน้า ซึ่งกล้าใช้พิษของฝ่ายอธรรมฉาบไว้ทั่วกระบี่จนผุกร่อนเป็สนิมและทื่อเสียความคม เพื่อแลกกับพลังทำลายล้างร่างกายด้วยพิษที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการชาจนขยับเขยื้อนกายมิได้ตามใจนึก
“กระนั้นแล้ว ข้าก็มิเคยใช้หอกโพธิสัตว์ฆ่าใครจริงตามคำเล่าลือ เพียงแต่มิมีใครระบือว่ากระบี่ทื่อนี้มีพิษอาบไว้ทั่วคม” หนึ่งในใต้หล้ายังคงสงบนิ่ง ตอบเสียงราบเรียบ
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็สบายใจแล้วว่าทำไมเตียวหยองที่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศถึงเพลี่ยงพล้ำได้ ...” หวางฟงยิ้มมุมปากก่อนจะเร่งวรยุทธ์จนสายฟ้าไหลอาบทั่วร่าง
กายของหวางฟงแม้ขยับไม่ได้เพราะพิษาแ แต่กระแสไฟฟ้าจากภายในถูกดึงออกมาใช้อย่างอิสระ จนสามารถพยุงร่างและขยับเขยื้อนท่วงท่าแทนกล้ามเนื้อหลักได้อย่างน่าอัศจรรย์
“ลองััพิศดารขั้นสาม สถิตเทพสายฟ้า ดูสักหน่อยเถิด หนึ่งในใต้หล้า! “ หวางฟงใช้วรยุทธ์ควบคุมสายฟ้าฟาดดาบแทนแขนใส่หนึ่งในใต้หล้าเต็มกำลัง เืทะลักแผลเปิดเป็แนวยาว ส่งกลิ่นเหม็นไหม้ให้หนึ่งในใต้หล้าต้องร้องลั่นด้วยความเ็ป
“มิต้องร้องไปใย แดนอเวจีนั้นน่ากลัวกว่านี้เป็ล้านทวี” หวางฟงลงดาบตัดแขนทั้งสองของหนึ่งในใต้หล้าและตัดเอ็นข้อเท้าทั้งสองเพื่อมิให้ตายในทันที
“หากเ้าอยู่ต่อไปให้รู้ซึ้งถึงชีวิต วันหนึ่งเ้าอาจเข้าใจความเจ็บช้ำของผู้อื่น คำบริสุทธิ์จากปากคาวเหม็นในวันนี้ อาจมีวันเป็คำบริสุทธิ์จริงแท้หากเ้ามิตายด้วยคมเขี้ยวของสัตว์ร้ายและกลายเป็ผู้รู้แจ้งถึงสัจจะด้วยปราศจากวรยุทธ์ใดๆ”
หวางฟงยังคงนั่งอยู่กับที่ก่อนจะใช้กำลังภายในสลายพิษให้บรรเทาลงจนยืนขึ้นได้อีกครั้ง เขามองหนึ่งในใต้หล้าด้วยสายตาิ่หยาม ก่อนจะเดินเข้าไปกระชากหอกโพธิสัตว์มาปักไว้บนตะแกรงเหล็กใส่อาวุธแล้วเดินจากไปไม่ใยดี
ความตายอาจกลายเป็สุขมหันต์ หากการอยู่นั้นเต็มไปด้วยทุกขเวทนา ก่อนที่หนึ่งในใต้หล้าจะหลับลงไปพบมัจจุราช ปรากฏหนึ่งผู้ดึงร่างให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งเพื่อวันใหม่
หงตี้ที่ตามสืบเสาะจนมาพบกับหนึ่งในใต้หล้าด้วยสภาพไร้เรี่ยวแรงและใกล้จะถึงที่ ดวงตาเอ่อล้นด้วยน้ำตาไหลนองหน้า ก่อนจะร้องเรียกชื่อผู้ใช้ดาบทื่อปราบปรามคนชั่วมาทั่วแดนั์
หนุ่มน้อยพยุงร่างเจียนตายของหนึ่งในใต้หล้าขึ้น แล้วพากระเสือกกระสนมาจนพบพรานชราที่อาศัยในละแวกนั้น ซึ่งได้ยินเสียงเอะอะกังวานก้อง เลยย่องตามมาดูและพบหนึ่งหนุ่มหนึ่งฉกรรจ์ในสภาพดังหิ่งห้อยด้อยแสงนำทางชีวิต
“ข้ารู้เสี้ยววิชามาจากท่านหมอฮัวโต๋ ครั้งเคยผ่านตำบลเจากุ๋น เมืองไพก๊กเมื่อครั้งก่อนจะมาอาศัยที่ป่าแห่งนี้ รีบพาท่านจอมยุทธ์ไปยังกระท่อมของข้าก่อนเถิด หากโชคดียังพอมีทางต่ออายุให้รอดได้อยู่กระมัง”
“จริงหรือนี่! ข้าซาบซึ้งน้ำใจท่านยิ่งนัก หากมีอะไรพอจะช่วยได้จงบอกเถิด เพื่อหนึ่งในใต้หล้า ข้ายินดี! ”
หงตี้และพรานชราพาหนึ่งในใต้หล้ากลับมาถึงกระท่อมกลางป่าสน ก่อนจะเร่งรักษาอาการด้วยวิชาแพทย์ตำหรับหมอเทวดาของท่านฮัวโต๋ ที่กระเดื่องเลื่องระบือว่าประดุจเทพยดาจากฟากฟ้าลงมารักษาเยียวยารักษาปุถุชนบนแดนดิน
“นี่คือเสี้ยวเศษวิชาจากตำราชิงหนั่งของท่านฮัวโต๋ ซึ่งข้าได้ความรู้มาเพียงเศษธุลีดิน แต่คิดว่ามันย่อมมีคุณอันเหลือคณาหากใช้รักษาท่านจอมยุทธ์ผู้นี้”
“อย่างนั้นจงเร่งในการเถิด เพื่อให้หนึ่งในใต้หล้าหลุดจากภวังค์แห่งความตายแล้วร่วมเจรจาถึงอ้ายมารที่มันกล้ามาทำร้ายผู้ทรงธรรมเยี่ยงนี้”
อีกด้านหนึ่ง หลังจากล้างแค้นให้เตียวหยองสหายรัก หวางฟงมีความสุขยิ่งนักในชัยชนะเหนือจอมยุทธ์จอมปลอม อีกทั้งได้ยึดครองหอกโพธิสัตว์แล้วจึงคิดว่า หากนี่คือหนทางธรรม เรานี้เองคือผู้ที่จะโปรดสัตว์เที่ยวไล่ล่าฆ่าทุรชนให้หมดไป หรืออาจนำพาร่างกายวิเศษนี้เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้หมดสิ้นหนทาง
หวางฟงคิดเช่นนั้นจึงคิดเดินทางมุ่งสู่เขตแดนทุรถิ่นเพื่อล่าทุรชนคนโฉดสนองเจตนารมย์ของตน โดยมิได้ล่วงรู้เลยว่าแค้นในอกนั้นได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเป็สองเสียแล้วในยามนี้
หวางฟงบนอาชาสีน้ำตาลตัวเก่งควบตะลุยฝ่าแดนเหนือที่หนาวเหน็บสัญจรไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อหาความตระการตาในชีวิตอันผกผัน ด้วยความมุ่งมั่นและเปี่ยมล้นด้วยไฟแห่งชัยชนะนำทาง