เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 36 : สายลมแห่งความสงสัย
สัปดาห์ถัดมาเจียงหย่งจวินเริ่มมาเยี่ยมเยียนบ้านสามหลังของตระกูลหลินบ่อยขึ้นเรื่อยๆด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา บางครั้งก็มาขอน้ำดื่ม บางครั้งก็มาถามทางไปที่ต่างๆแต่ทุกครั้งก็แฝงคำถามเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของครอบครัวไว้เสมอ
"บ้านหลังนี้ดูใหญ่กว่าบ้านอื่นในหมู่บ้านเยอะเลยนะครับ"เขาพูดวันหนึ่งขณะยืนอยู่หน้าประตูรั้ว สายตากวาดมองไปทั่วบริเวณ
"ก็ได้ที่ดินมาเยอะหน่อยเพราะครอบครัวไม่แยกบ้านน่ะครับ"หลินเจี้ยนหมินตอบอย่างสุขุม พยายามให้คำตอบฟังดูเป็นเรื่องปกติที่สุด
เจียงหย่งจวินพยักหน้าแต่สายตายังคงมีความสงสัยแฝงอยู่เขาเริ่มไปพูดคุยกับชาวบ้านคนอื่นเกี่ยวกับตระกูลหลินมากขึ้นเรื่อยๆถามถึงประวัติความเป็นมา ถามถึงเหตุผลที่ย้ายมาจากปักกิ่ง
ชาวบ้านส่วนใหญ่ตอบไปตามที่รู้อย่างตรงไปตรงมาไม่มีเจตนาร้ายเพียงแต่คำตอบที่ปะติดปะต่อกันกลับยิ่งทำให้เจียงหย่งจวินรู้สึกสงสัยมากขึ้นครอบครัวที่เคยมีฐานะในปักกิ่ง จู่ๆก็ย้ายมาอยู่ชนบทห่างไกลก่อนที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองจะเริ่มขึ้นจริงจังพอดีราวกับรู้ล่วงหน้า
"แปลกดีนะทำไมถึงย้ายมาได้ทันเวลาพอดีขนาดนี้" เขาพึมพำกับตัวเองขณะเดินกลับที่พักในใจเริ่มปะติดปะต่อทฤษฎีบางอย่างที่ฟังดูน่าสงสัยมากขึ้นทุกที
ในขณะเดียวกันจื้อเฉียงที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานคอมมูนก็เริ่มสังเกตเห็นเจียงหย่งจวินมาถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่คนอื่นบ่อยขึ้นบางครั้งก็เห็นเขายืนดูเอกสารเก่าๆ เกี่ยวกับประวัติครอบครัวต่างๆในคอมมูนอย่างตั้งใจ
เย็นวันนั้นจื้อเฉียงรีบกลับบ้านมาเล่าให้พ่อฟังทันที"เจียงหย่งจวินไปขอดูเอกสารประวัติครอบครัวเราที่สำนักงานด้วยครับพ่อ"
หลินเจี้ยนกั๋วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว"ดูเหมือนเขาเริ่มสงสัยเราจริงจังแล้วสินะ"
คืนนั้นครอบครัวทั้งสามบ้านมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อหารือสถานการณ์ที่เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
"เราควรทำยังไงดีครับ"หลินเจี้ยนหัวถามด้วยความกังวล
"อย่างแรกคือต้องไม่แสดงความกังวลออกมาให้เห็น"หลินเต๋อชางตอบอย่างสุขุม "ถ้าเราตื่นตระหนกจนเกินไปจะยิ่งทำให้ดูน่าสงสัยมากขึ้น ต้องใช้ชีวิตตามปกติ ทำงานตามปกติ"
"อีกอย่างคือเราต้องแน่ใจว่าคนในหมู่บ้านที่เรารู้จักและเคยช่วยเหลือยังคงมีความรู้สึกดีต่อเราอยู่" หวังซูเจินเสริมขึ้น"ถ้าถึงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างน้อยก็ยังมีคนที่พร้อมพูดแทนเรา"
ซินเยว่นั่งฟังอยู่ด้วยความรู้สึกหนักใจนึกถึงทุกครั้งที่ครอบครัวเคยช่วยเหลือชาวบ้าน ทั้งยาสมุนไพรที่ลุงรองแบ่งปันทั้งข้าวปั้นที่แบ่งให้ครอบครัวต้าโจวหวังในใจว่าความดีที่เคยทำไว้จะช่วยได้บ้างหากสถานการณ์เลวร้ายลงจริงๆ
วันหนึ่งขณะที่ซินเยว่กับอวี้เหมย์เดินเล่นกลับจากโรงเรียนเจียงหย่งจวินเดินเข้ามาทักทายอีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร
"วันนี้เรียนอะไรมาบ้างครับเด็กๆ"เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พยายามสร้างความคุ้นเคยกับเด็กทั้งสอง
"เรียนเลขค่ะ"ซินเยว่ตอบอย่างระมัดระวังมากขึ้นกว่าครั้งก่อนหลังจากที่พ่อแม่เตือนให้ระวังคำพูดเมื่อคุยกับคนแปลกหน้า
"เก่งเลขเหรอปู่กับพ่อของเธอก็คงเก่งเหมือนกันสินะ ถึงได้มีตำแหน่งดีๆ กันแบบนี้"เจียงหย่งจวินพูดพลางสังเกตปฏิกิริยาของเด็กหญิงอย่างใกล้ชิด
ซินเยว่รู้สึกได้ถึงความผิดปกติในคำถามนั้นจึงตอบสั้นๆ อย่างระมัดระวัง "ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะหนูต้องรีบกลับบ้านแล้ว"
เธอจูงมืออวี้เหมย์เดินจากไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้เจียงหย่งจวินยืนมองตามด้วยความสงสัยที่ยังไม่คลี่คลาย
"เขาถามอะไรแปลกๆจังเลยนะ" อวี้เหมย์พูดขึ้นเมื่อเดินห่างไปพอสมควรแล้ว
"ใช่ ฉันก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน"ซินเยว่ตอบพลางกำมือแน่น ในใจเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อยๆว่าสถานการณ์กำลังจะเลวร้ายลงไปอีก
วันถัดมาเจียงหย่งจวินเริ่มเปิดการประชุมเล็กๆกับเยาวชนกลุ่มหนึ่งในหมู่บ้านที่มีความคิดคล้ายกันส่วนใหญ่เป็นเด็กหนุ่มสาวจากครอบครัวที่ยากจนกว่าคนอื่นเขาเล่าเรื่องที่สังเกตเห็นเกี่ยวกับตระกูลหลินให้ฟังปลุกระดมความรู้สึกไม่เป็นธรรมที่มีอยู่แล้วในใจของเยาวชนเหล่านั้นให้ชัดเจนขึ้น
"ทำไมครอบครัวหนึ่งถึงมีที่ดินเยอะกว่าคนอื่นตั้งหลายเท่าทำไมถึงย้ายมาได้ทันเวลาก่อนการเคลื่อนไหวจะเริ่มพอดี มันไม่แปลกเหรอ"เขาพูดต่อหน้ากลุ่มเยาวชนด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูมีเหตุผล
เยาวชนบางคนพยักหน้าเห็นด้วยแม้จะไม่มีใครในกลุ่มรู้จักตระกูลหลินเป็นการส่วนตัวมากนักแต่คำพูดที่ฟังดูมีตรรกะของเจียงหย่งจวินก็เพียงพอที่จะปลูกฝังความสงสัยลงในใจได้ไม่ยาก
ข่าวการประชุมลับนี้ไปถึงหูของจื้อเผิงที่ทำงานอยู่ที่โรงงานผลไม้กระป๋องผ่านเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่บังเอิญได้ยินมาเขารีบกลับบ้านมาแจ้งครอบครัวทันทีด้วยความกังวล
"เจียงหย่งจวินเริ่มรวมกลุ่มเยาวชนพูดเรื่องครอบครัวเราแล้วครับ"จื้อเผิงเล่าให้ทุกคนฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนกังวล
หลินเต๋อชางนั่งฟังอย่างสงบแม้ในใจจะรู้สึกหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ"เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอในช่วงเวลาแบบนี้ เราต้องตั้งสติให้ดี"
"ผมว่าเราน่าจะลองคุยกับผู้ใหญ่บ้านดูนะครับ"หลินเจี้ยนกั๋วเสนอ "ท่านรู้จักครอบครัวเรามาตั้งแต่ปีแรกที่ย้ายมาน่าจะช่วยพูดให้ความเป็นธรรมได้บ้าง"
หวังเต๋อฟาผู้ใหญ่บ้านพ่อของอวี้เหมย์ เป็นคนที่รู้จักตระกูลหลินดีมาตั้งแต่วันแรกที่มาถึงหมู่บ้านเห็นความช่วยเหลือที่ครอบครัวนี้มอบให้ชาวบ้านมาตลอดหลายปี ทั้งยาสมุนไพรฟรีทั้งความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เคยขาด
คืนนั้น หลินเจี้ยนกั๋วเดินไปหาผู้ใหญ่บ้านเป็นการส่วนตัวเพื่อเล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหวังเต๋อฟาฟังแล้วขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
"เด็กหนุ่มคนนี้มาใหม่ยังไม่รู้จักใครดีพอก็ด่วนตัดสินคนอื่นแบบนี้ไม่ได้หรอก" ผู้ใหญ่บ้านพูดอย่างหนักแน่น"ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริง ผมจะช่วยพูดให้แน่นอนครอบครัวท่านทำดีกับหมู่บ้านนี้มาตลอด ผมเห็นมากับตาเอง"
คำพูดนั้นทำให้หลินเจี้ยนกั๋วรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่วางใจเสียทีเดียวเพราะรู้ดีว่าในสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดเช่นนี้แม้แต่คนที่มีเจตนาดีที่สุดก็อาจช่วยอะไรไม่ได้มากนักหากสถานการณ์บานปลายเกินควบคุม
กลับถึงบ้านเขาเล่าเรื่องที่คุยกับผู้ใหญ่บ้านให้ทุกคนฟัง แม้จะมีความหวังเพิ่มขึ้นบ้างแต่บรรยากาศในบ้านก็ยังคงตึงเครียดกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัดทุกคนต่างรู้สึกได้ว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจกำลังจะมาถึงในไม่ช้า