หมิงหยวนกับเหยาเซี่ยงฮุยเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆถึงขั้นเอ่ยปากชวนหมิงหยวนไปพบปะสหายกลุ่มเล็กๆ ของเขา
“สหายที่ไจ้เฉินคบหาส่วนใหญ่มักเป็นคนใหญ่คนโตไม่รู้ว่าจะเหมาะสมหรือไม่หากข้าอยากเชิญเจ้าไปด้วย” เหยาเซี่ยงฮุยเอ่ยชวนด้วยท่าทีไม่มั่นใจนัก“ที่สำนักศึกษาหลวงมีบัณฑิตฐานะยากจนไม่มาก เราจึงนัดรวมตัวกันเป็นครั้งคราวหากไจ้เฉินพอมีเวลาว่าง...”
หมิงหยวนย่อมต้องมีเวลาว่างอยู่แล้วเขาพลันรู้สึกขมขื่นในใจ เพราะภูมิหลังอันต่ำต้อยเหล่าสหายร่วมชั้นผู้มีอันจะกินไม่มีทางชวนเขาร่วมสังสรรค์เขาจึงต้องออกไปเที่ยวเล่นกับหมิงเยี่ยทั้งวัน แม้แต่สหายร่วมชั้นที่มาจากครอบครัวฐานะยากจนเหมือนกันก็ยังไม่อยากคบหา
งานเลี้ยงเล็กๆมีแขกเพียงสี่ห้าคน เมื่ออยู่ในชั้นเรียนทุกคนล้วนเป็นบัณฑิตประเภทไร้ปากไร้เสียงทำตัวเป็นเสมือนธาตุอากาศ ทว่ายามอยู่ในงานเลี้ยงเล็กๆ นี้ทุกคนต่างเป็นตัวของตัวเอง
หมิงหยวนเดินเข้าไปทักทายซึ่งทุกคนต่างก็รู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันดีอยู่แล้ว “หลี่ฉี” หลี่โส่วอีจากอู่หลิงและ “อู๋ซาน” อู๋จงเหรินจากไท่โจวผู้โชคร้ายที่ได้ประลองหมากกับจางจิ่วรั่งเขาต่างเคยพบมาก่อนแล้ว
ทว่าหนึ่งในนั้นกลับพูดแขวะหมิงหยวน “คุณชายหมิงยอมมาสังสรรค์กับเราจริงหรือนี่เป็นเกียรติยิ่งนัก”
หมิงหยวนตกใจไม่น้อยเพราะเขาไม่รู้จักคนผู้นี้มาก่อนเสียด้วยซ้ำหลี่โส่วอีขำแห้งก่อนจะพาหมิงหยวนเข้าไปแนะนำตัว “คนผู้นี้มีนามว่าหลิ่วฉง นามรองเฉิงจือ เขาก็เป็นคนเช่นนี้แหละเจ้าอย่าได้ถือสาเขาเลยนะ”
หมิงหยวนยิ้มตอบ“ตั้งแต่เข้าศึกษาน้องชายก็ยุ่งมาก จึงยังไม่มีโอกาสมาแนะนำตัวกับศิษย์พี่เสียมารยาทแล้ว”
“ข้าเข้าใจคุณชายหมิงคงยุ่งมาก แม้แต่ผู้อาวุโสกว่าก็ยังไม่มีเวลาทำความรู้จักจะเอาเวลาใดไปสนใจคนอื่น”
หมิงหยวนไม่ใช่พระโพธิสัตว์ที่จะนิ่งเฉยไร้อารมณ์จึงตอบโต้อีกฝ่ายทันที “แม้ผู้น้อยมีภูมิหลังต่ำต้อยเมื่อย่างก้าวเข้าสู่สำนักศึกษาหลวง ในสายตาผู้น้อย ทุกคนล้วนเป็นสหายร่วมศึกษามิได้สนใจคบผู้ใดจากฐานะ ผู้น้อยเกรงว่าใครบางคนคงมีอคติบังตาถึงได้มองผู้อื่นด้วยความคิดอคติเช่นนี้”
“เจ้า…”
เหยาเซี่ยงฮุยมองเขาด้วยความประหลาดใจแม้เขาจะเป็นคนเชิญหมิงหยวนมา ทว่าเขากลับทำได้เพียงนั่งเงียบเหตุเพราะเป็นคนไม่ถนัดเรื่องสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้นโชคดีที่ได้อู๋จงเหรินฉีกยิ้มกว้างพร้อมลากคนทั้งสองไปนั่งโดยมีตัวเขาเองอยู่ตรงกลาง “เอาล่ะๆคนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเอ่ยสิ่งใดให้ยืดเยื้อแล้ว วันนี้ข้าเลี้ยงเองทุกคนกินดื่มให้เต็มที่ เราทุกคนล้วนรู้จักกันแล้วจากนี้ไปก็เล่าเรียนและเติบโตไปด้วยกันเถอะ”
“ไม่เอาหน่าเดือนนี้ข้ารับจ้างคัดอักษรก็พอจะมีเงินเก็บบ้างแล้วจะให้ข้าเอาเปรียบผู้มั่งคั่งอย่างเจ้าทุกครั้งได้อย่างไร” หลี่โส่วอีเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงสนุกสนานทว่าไม่รู้เหตุใดท่าทางของหลิ่วเฉิงจือถึงดูหงุดหงิดงุ่นง่าน
อู๋จงเหรินปฏิเสธ“เงินแค่นี้ข้าจ่ายไหว นี่เจ้ากำลังดูถูกข้าอยู่นะ!”
“พูดอันใดของเจ้าไจ้เฉิน เจ้าฟังเขาพูดสิ พูดอย่างกับ…”
ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้นวุ่นวายหมิงหยวนก็เริ่มผ่อนคลาย ยกจอกสุราขึ้นจิบและเขาพึ่งสังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าของอู๋จงเหรินดูหรูหรากว่าเหยาเซี่ยงฮุยและคนอื่นๆมาก
“ไจ้เฉินงานเลี้ยงบุปผาลอยลมเดือนหน้า เจ้าจะเข้าร่วมหรือไม่? คุณชายฉางผิงก็เข้าร่วมนะ”
“เอ่อ…เรื่องนี้ข้ายังไม่ได้คิดเลย” หมิงหยวนพอได้ยินเรื่องนี้มาบ้างแล้วมันเป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นสำหรับบัณฑิตใหม่ทุกคนมีจุดประสงค์ให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกัน ซึ่งเหล่าบัณฑิตจะต้องจับกลุ่มกลุ่มละห้าคน รางวัลอันดับหนึ่งคือเงินหนึ่งร้อยตำลึงสำหรับบัณฑิตทั่วไปในสำนักศึกษาหลวงมันเป็นแค่ของรางวัลที่เอาไว้อวดอ้างความสามารถแต่สำหรับบัณฑิตยากจนมันมีค่าต่อชีวิตพวกเขาอย่างมาก
หยางจวิน…พอนึกถึงคนผู้นี้ หมิงหยวนก็พลันรู้สึกเหมือนตนเองฝันไปชายหนุ่มที่พูดพร่ำถึงความทุกข์ยากของผู้คนในชิงโจวทั้งยังบอกว่าเกลียดการทุจริตของขุนนางในราชสำนักที่วัดร้างข้างป่าช้าในคืนนั้นแท้จริงแล้วคือคุณชายฉางผิง…นามว่าหยางจวินใช่หรือไม่?
แถมหมิงหยวนยังบอกคนผู้นั้นว่าตนเองอยากรู้จักและเป็นสหายกับเขาอีกพอนึกถึงเรื่องนี้ หมิงหยวนก็อายจนอยากเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี
“คุณชายฉางผิงกระไรกัน” หลิ่วเฉิงจือเอ่ยเสียงเย็นชา “ก็แค่ตัวซวย”
หมิงหยวนตกใจที่ได้ยินเช่นนั้น “หมายความว่าอย่างไร?”
“ไจ้เฉินไม่รู้หรือ?” หลี่โส่วอีกุลีกุจอช่วยเล่าให้เขาฟังด้วยความเต็มใจท่าทางคนผู้นี้จะรู้เรื่องราวข่าวลือในเมืองหลวงเป็นอย่างดี
“มันเป็นเรื่องเล่าที่มีมานานย้อนกลับไปเมื่อตอนสงครามระหว่างก่อตั้งแคว้นเป่ยฉีเผ่าชี่ตันกับเผ่าเซียนเปยได้ยกทัพสามแสนนายมากดดันแคว้นฉู่ให้สงบศึก ด้วยการส่งองค์หญิงไปสมรสเชื่อมสัมพันธ์กับทั่วป๋าไห่ทว่าผ่านไปไม่ถึงสองปี ทั่วป๋าไห่ได้ตกหลังม้าเสียชีวิตขณะล่าสัตว์ แต่ที่น่าตกใจมากไปกว่านั้นก็คือฮ่องเต้หนุ่มองค์ใหม่เป็นผู้ที่มีทั้งอำนาจและพละกำลังนอกจากจะไม่ก่อสงครามแล้วยังสานสัมพันธ์เป็นบ้านพี่เมืองน้องกับแคว้นฉู่ต่อด้วยการอภิเษกสมรสกับองค์หญิงแคว้นฉู่ ก่อนที่จะส่งองค์หญิงผู้สูงศักดิ์จากแคว้นฉีไปสมรสเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นฉู่ฮ่องเต้แคว้นฉู่พึงใจองค์หญิงแคว้นฉีตั้งแต่แรกเห็นและโปรดปรานนางมากกว่าหญิงใดในวังหลัง เป็นเหตุให้ฮองเฮาขุ่นเคืองทั้งโกรธและเกลียดนางเป็นที่สุด หนึ่งปีผ่านไป ด้วยร่างกายที่อ่อนแอและมีภาวะคลอดยากองค์หญิงแคว้นฉีได้สิ้นใจหลังให้กำเนิดองค์หญิงน้อย ทำให้ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงรักใคร่และเอาใจใส่องค์หญิงน้อยเป็นพิเศษถึงขั้นแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิงใหญ่ แต่ผู้ใดจะคิดเล่าว่าชีวิตหลังแต่งงานขององค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์เว่ยจะอาภัพและสิ้นใจระหว่างคลอดบุตรผู้คนจึงเล่าลือกันว่าสายเลือดของท่านป๋อน้อยเป็นสายเลือดแห่งความโชคร้าย”
หมิงหยวนนึกไม่ถึงเลยว่าคนผู้นั้นจะมีเบื้องหลังเช่นนี้ชายหนุ่มรูปงามคนนั้นเป็นเด็กกำพร้าจริงอย่างนั้นหรือ? จู่ๆ ก็รู้สึกสะเทือนใจ
เหยาเซี่ยงฮุยรีบเอ่ยขัดจังหวะ “เอาล่ะ หยุดพูดได้แล้วเรื่องของคนในราชวงศ์ไม่ใช่สิ่งที่เราจะเอามาพูดคุยกันได้”
“เช่นนั้นเจ้าก็มารวมกลุ่มกับเราสิพวกเราขาดคนหนึ่งพอดี”หลี่โส่วอีรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยการเอ่ยชวนหมิงหยวนอย่างกระตือรือร้น
“ผู้ใดเขาจะอยากเข้าร่วมกลุ่มกับเรา” หลิ่วเฉิงจือเอ่ยขึ้น
“ข้าตกลง” หมิงหยวนตอบ
……
งานเลี้ยงบุปผาลอยลมไม่ใช่งานเลี้ยงทั่วไปแต่เป็นงานเลี้ยงประลองความสามารถ
ซึ่งการแข่งขันมีทั้งหมดด้วยกันสามรอบวาทศาสตร์ โต้วาที ตอบคำถามความรู้รอบตัว และปาลูกดอก วาทศาสตร์เป็นการแข่งขันที่มีกติกาง่ายที่สุดกรรมการจะเป็นคนตั้งคำถามเกี่ยวกับบทกวี โดยหลักๆ จะทดสอบความรู้ด้านวรรณกรรม
การโต้วาทีจะแบ่งเป็นสองฝ่ายโดยแต่ละฝ่ายจะมีสมาชิกทั้งหมดสองกลุ่ม ซึ่งมีการกำหนดหัวข้อไว้ล่วงหน้าแบ่งเป็นฝ่ายเสนอและฝ่ายค้าน ตัวอย่างเช่น “ม้าขาวไม่ใช่ม้า”เมื่อได้หัวข้อแล้วจะมีเวลาเตรียมตัวพักหนึ่งหลังจากนั้นสองฝ่ายจะเริ่มโต้เถียงกันทันที การแข่งขันนี้เป็นการทดสอบไหวพริบ
ส่วนการตอบคำถามความรู้รอบตัวกับปาลูกดอกนั้นนับเป็นการแข่งขันเดียวกัน โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องปาลูกดอกให้เข้าเป้าก่อนฝ่ายใดปาเข้าก่อนจะมีสิทธิ์เลือกคำถามก่อนนั่นหมายความว่าช่วงท้ายของการแข่งขันจะเหลือเพียงคำถามที่ยากกว่าปกติเป็นคำถามเกี่ยวกับความรู้ทั่วไป ซึ่งครอบคลุมทุกองค์ความรู้ดังนั้นผู้แข่งขันจะต้องมีความรู้ที่กว้างขวาง
หมิงหยวนได้ยินพวกเขาคุยกันว่าจากบัณฑิตทั้งหกฝ่ายมีผู้ลงแข่งทั้งหมดสิบสองกลุ่มพวกเขาคิดว่าไม่มีผู้ใดเต็มใจรับพวกเขาเข้ากลุ่ม จึงตั้งกลุ่มกันเองซึ่งขาดหนึ่งคนพอดี หากชนะ ทุกคนจะได้เงินสองร้อยตำลึง
หมิงหยวนย่อมต้องตกลงด้วยความยินดี
“พวกเราแบ่งหน้าที่กันข้าเชี่ยวชาญบทกวี ข้าจะเตรียมตัวแข่งวาทศาสตร์เป็นหลักศิษย์พี่เหยาเตรียมตัวตอบคำถามความรู้รอบตัว ไจ้เฉิน…เจ้าเชี่ยวชาญด้านใด?”
หมิงหยวน “…ปาลูกดอก”
“…” หลี่โส่วอีนั่งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนดึงสติกลับมาจัดแจงต่อ“เช่นนั้นเจ้าช่วยศิษย์พี่หลิ่วเตรียมตัวแข่งโต้วาทีกับช่วยศิษย์พี่เหยาเตรียมตัวตอบคำถามความรู้รอบตัวแล้วกัน”
หมิงหยวน “…ได้ขอรับ”
……
จู่ๆหมิงหยวนก็ยุ่งจนหัวหมุน เช้าเข้าเรียน บ่ายอ่านตำรา เย็นเตรียมตัวแข่งแถมระหว่างเรียนยังแอบจดสรุป
“โอ้โห!ทุกคนดูนี่สิ”พอหมิงหยวนหันมองตามเสียงก็เห็นคนผู้หนึ่งกำลังหยิบสมุดบันทึกบนโต๊ะเหยาเซี่ยงฮุยขึ้นมาดูอย่างสนอกสนใจคนผู้นั้นก็คือบัณฑิตในฝ่ายเดียวกัน นามว่า ‘เซวียปั๋ว’ บิดาเป็นอดีตขุนนางในราชสำนักแต่ถูกปลดในภายหลัง จึงผันตัวเองเป็นนักกวีอยู่ที่จวน “ให้ตายเถอะสวรรค์พวกบัณฑิตยาจกเขียนอักษรยังบิดๆ เบี้ยวๆ ยังคิดจะลงแข่ง!”
เสียงหัวเราะดังระงม
เหยาเซี่ยงฮุยโมโหจนหน้าแดงก่ำ
“แล้วอย่างไร!ไม่ได้หรือ?” หลี่โส่วอีลุกขึ้นมาออกหน้ารับ
“ได้สิ…”เซวียปั๋วเอ่ยเสียงยียวนกวนประสาทพลางหันไปหัวเราะกับสหายรอบตัว “สหายทุกท่านข้าว่าพวกเจ้าถอนตัวดีหรือไม่ พอดีมีคนเขาจำเป็นต้องใช้เศษเงินนั่นน่ะ”
“ฮ่า!!! ได้สิ ไม่มีปัญหา”
“เห็นพวกเจ้าแล้วข้าเวทนานัก”คุณชายผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าหรูหราเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ข้าให้พวกเจ้าไปเลยยี่สิบตำลึง แลกกับการที่พวกเจ้าถอนตัวไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ฝ่ายพิธีการของเราจะได้ไม่ต้องขายหน้า”
หลี่โส่วอีโมโหจนแทบอยากวิ่งเข้าไปซัดหน้าคนพวกนั้นให้มันรู้แล้วรู้รอด“หยาบคายนัก!”
“หืม? เหตุใดถึงมาด่าคนอื่นเล่าพวกเจ้าต้องการเงินมิใช่หรือ? ข้าเพียงคิดว่ามันเป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย”
“อยากหาเรื่องพวกเราน่ะสิไม่ว่า!” หลี่โส่วอีกำหมัดแน่นพร้อมเหวี่ยงมันขึ้นกลางอากาศแต่โชคดีมีคนคว้าไว้ทัน
หมิงหยวนยิ้มบางพลางเอ่ยกับเซวียปั๋ว“มิใช่ว่าคุณชายเซวียกลัวหรอกหรือ?”
“กลัว? นับแต่ข้าลืมตาดูโลกก็ยังไม่เคยรู้จักคำว่ากลัว”
“ข้าว่าท่านกลัวแต่ไม่กล้ายอมรับต่างหาก ในเมื่อเป็นสหายร่วมสำนัก พวกเราจะออมมือให้ก็ได้นะขอรับ”
ถึงคราวเซวียปั๋วเป็นฝ่ายโมโหบ้างแล้ว
“ผู้ใดกันแน่ที่ต้องกลัวตระกูลข้าเป็นขุนนางมาหลายชั่วอายุคน คิดว่าข้าจะกลัวคนกระจอกอย่างพวกเจ้าหรือ?”
“ความจริงเป็นอย่างไรก็มิรู้ได้แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็เข้าศึกษาได้เพราะความรู้ แล้วท่านเล่า? ไม่รู้ใช้วิธีการใดยัดตัวเองเข้ามา”
หลี่โส่วอีหายโกรธเป็นปลิดทิ้งหลังได้ยินคำโต้ตอบของหมิงหยวนเขาก็พอใจมาก แม้แต่เหยาเซี่ยงฮุยยังหลุดหัวเราะเยาะ
เซวียปั๋วหน้ากระตุกสูดหายใจแรงจนปีกจมูกขยับ ก่อนจะทุบโต๊ะเสียงดังลั่นระบายโทสะ
หยางจวินที่กำลังฟุบหน้าหลับอยู่บนโต๊ะแถวหน้าสุดก็พลันต้องตื่นขึ้นมาเอ่ยเสียงหงุดหงิด“เกิดเรื่องอันใดอีกแล้ว?”
เซวียปั๋วทำการฟ้องทันที“ท่านป๋อน้อย! ก็ยาจกพวกนี้คิดจะลงแข่งกับพวกเรา!”
หมิงหยวนแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง“พวกท่านก็ลงแข่งหรือ?”
“กลัวสินะ”เซวียปั๋วกระหยิ่มยิ้มย่อง
หมิงหยวนเหลือบมองหยางจวินพลางส่ายหัวเบาๆราวกับอยากจะพูดว่า “นี่ท่านสายตาไม่ดีหรือ?” กับ “สหายร่วมกลุ่มห่วยๆ” สองประโยคฉายชัดบนใบหน้า
หยางจวินบิดขี้เกียจพลางหาวเขานอนตั้งแต่เลิกเรียน ตอนนี้หลับเต็มอิ่มสุดๆ เขาเลิกคิ้วพร้อมถามด้วยรอยยิ้ม “ใช่ แล้วก็มีชิงฟากับต้วนเฉิงด้วยอยากแข่งกันดูหรือไม่?”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหยางจวินหลี่โส่วอีผู้อาจหาญเมื่อครู่ก็พลันหัวหด ลดมือลง ยืนตัวแข็งทื่อเป็นเสาหมิงหยวนจึงเลิกคิ้วตอบเลียนแบบเขา “ไม่กล้ารับปาก แต่หากมีโอกาสก็เต็มใจ”
--------------------------------------------------------------