จินวั่งซูฟังสรุปผลการจับกุมคนร้ายในคดีคุณชายสือที่ไป๋ซิงซวี่เล่าด้วยความสนใจ
“นักพรตที่เจ้าว่าก็คือคนเดียวกับที่ต้มตุ๋นขายถุงเครื่องรางที่เย็นดุจน้ำแข็งนั่นน่ะหรือ?”
“ขอรับข้าสืบแล้วเป็นกลุ่มเดียวกัน นักพรตเทพผู้นี้มีชื่อว่าจูเหมิงมีศิษย์เป็นบุรุษสองคนและเด็กหญิงหนึ่งคน”
“ข้าก็อ่านรายงานที่สายสืบของเราที่ส่งมาจากแคว้นเหลียนแล้วบอกว่าพวกเขามีอารามเทพอยู่บนเขาหงส์ใกล้เมืองหลวงแต่ไม่เคยมีผู้ใดขึ้นไปเห็นอารามที่ว่าชาวบ้านละแวกนั้นบางคนก็พวกว่านักพรตผู้นี้เป็นผู้วิเศษบางกลุ่มก็บอกว่าเป็นพวกหลอกลวงแต่ในกรณีที่เจ้าว่าเขากลับช่วยทางการจับกุมคนร้ายได้สำเร็จ”
“ข้าจึงรู้สึกว่านักพรตนอกรีตกลุ่มนี้น่าสนใจอย่างไรเล่าขอรับไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะทำได้บางอย่างได้จริงอย่างที่กล่าวอ้าง”
“หัวหน้าโหยวเห็นว่าอย่างไร?”
“หัวหน้าโหยวก็ยังไม่เชื่อเสียทีเดียวแต่ก็เห็นว่าจะลองให้พวกเขาไปช่วยอีกสักคดีสองคดีเพื่อจะได้ดูว่าพวกเขาติดต่อวิญญาณได้จริงหรือไม่?”
“ข้าสนใจตั้งแต่นักพรตผู้นี้ใช้กลทำแผ่นไม้ให้เย็นได้แล้วข่าวลือที่ว่าเขาสามารถเรียกลมเรียกฝนได้ก็น่าสนใจ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“พวกเราคงต้องจับตามองเขาให้ดีขอรับข้าเองก็รู้สึกสนใจพวกเขาเหมือนกัน”
นักพรตจูเหมิงยิ้มกว้างเมื่อนายท่านสือมอบเงินให้อีกยี่สิบตำลึงแทนคำขอบคุณที่ช่วยให้จับคนร้ายได้สำเร็จ
“เป็นเพราะแผนของนักพรตน้อยทำให้อวี๋จวิ้นเจี๋ยยอมสารภาพในที่สุดบุตรชายของข้าก็จะได้ตายตาหลับเสียที”
“ขอบคุณนายท่านสือที่นึกถึงพวกเรา”จูเหมิงคิดในใจว่าต่อให้คนผู้นี้ไม่มอบเงินให้เพิ่ม เขาก็คิดจะขออยู่แล้วดีที่ไม่ต้องเอ่ยปากทำให้ภาพลักษณ์ของตนเองดูสูงส่งขึ้น
นักพรตนอกรีตทั้งสี่เดินออกจากบ้านสกุลสือด้วยความลิงโลด
“ตอนนี้พวกเราก็มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านได้ทั้งปีและมีเงินพอค่าอาหารแล้วแต่ก็ยังยากหากคิดจะสร้างอารามใหม่”
เสี่ยวหยี่ทำหน้าเหยเก“ท่านอาจารย์ ข้าว่าอย่าเพิ่งสร้างเลยเจ้าค่ะเอาไว้ให้ท่านสั่งสมชื่อเสียงให้มากกว่านี้ก่อนค่อยสร้างไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะไม่แน่ว่ายามนั้นอาจจะคหบดีมาปวารณาตัวเคารพเลื่อมใสและสร้างอารามให้ท่านเอง”
นักพรตจูเหมิงได้ยินคำกล่าวยกยอปอปั้นของศิษย์ตัวน้อยก็ยิ้มกว้าง
“เจ้ากล่าวได้ดี! กล่าวได้ดีมากคำพูดของเสี่ยวหยี่ถูกใจข้า จริงสิ! หากว่าข้าไม่ต้องควักเงินสร้างอารามใหม่เองก็นับว่าดีที่สุดถ้าเช่นนั้นข้าจะทำตามที่เสี่ยวหยี่บอก สั่งสมชื่อเสียงต่อไปจนกว่าจะมีคนรวยๆมาช่วยข้าสร้างอารามจะดีกว่า”
เสี่ยวหยี่แอบถอนหายใจนางไม่อยากจะพูดความจริงออกไปให้นักพรต จูเหมิงเสียหน้าการติดต่อวิญญาณที่อ้างที่แท้ก็เป็นเพราะจูเหมิงมองเห็นวิญญาณได้ในบางครั้งเพราะคราวต่อมาที่นางกับจูเหมิงกลับไปบ้านสกุลสือเขาก็ไม่อาจจะเห็นวิญญาณคุณชายได้อีกแล้วหากแอบอ้างเรื่องนี้ต่อไปเกรงว่าอาจจะมีคนบุกไปเผาอารามด้วยความโกรธแค้นอีกครั้ง
...เป็นเช่นนี้จะมิต้องคอยหาแต่เงินมาสร้างอารามใหม่อยู่เรื่อยๆหรือ?...
เสี่ยวหยี่มองประตูใหญ่ของจวนท่านโหวแห่งสุดท้ายด้วยความเศร้าสร้อย“ข้าไม่คุ้นเคยสักนิด ดูเหมือนข้าจะไม่ใช่คนแคว้นหมิงนะเจ้าคะ”
“ไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิ ช่างเถอะนะอย่างน้อยเราก็ได้ตรวจสอบจนชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่เดี๋ยวเราไปซื้อของกินให้อิ่มแล้วค่อยว่าจะทำอย่างไรต่อไปจะดีกว่า” กงเขาวางมือบนบ่าแล้วบีบเบาๆปลอบใจ “ข้าจะเลี้ยงของชอบเจ้าเองดีหรือไม่?”
เด็กหญิงยิ้มน้อยๆ “ศิษย์พี่หากว่าข้ากินจนท้องแตกเล่า?”
“เจ้ากล้าหรือ?ข้าว่าอย่างมากเจ้าก็กินแค่อิ่มนั่นล่ะ โน่นแน่ะ รถเข็นต้มข้าวโพดของเจ้ามาแล้วและยังมีร้านบะหมี่เกี๊ยว นั่นๆ ขนมน้ำตาลปั้น”
เสี่ยวหยี่ส่ายหน้าเบาๆนางอยากจะบอกศิษย์พี่รองว่าตนเองมิใช่เด็กหญิงตัวน้อยอย่างที่เห็นการเอาของกินมาล่อย่อมไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก
“ข้าไม่ใช่คนเห็นแก่กินสักหน่อย”
จ๊อก! จ๊อก! จ๊อก!
เพิ่งปฏิเสธไปไม่ทันไรท้องของนางก็ทรยศโดยการส่งเสียงจนกงเชา ได้ยิน “ไม่รู้ล่ะว่าเจ้าเห็นแก่กินหรือไม่? แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เจ้าหิวแล้ว ไปกันเถอะ”
เสี่ยวหยี่แวะซื้อข้าวโพดต้มส่งกลิ่นหอมเดินไปนั่งที่ร้านบะหมี่เกี๊ยวหลังจากกินบะหมี่ไปชามใหญ่แล้วก็นั่งแทะข้าวโพดหมดไปคนละฝักสองพี่น้องก็เดินไปร้านขายซาลาเปาสั่งซาลาเปาไส้เนื้อมากัดกินอีกคนละก้อนจึงค่อยเร่เข้าไปยืนมุงรอซื้อน้ำหวานและน้ำตาลปั้น
“ศิษย์พี่รองข้าท้องใกล้จะแตกแล้วล่ะ ตอนนี้ชักจะเดินไม่ไหวแล้ว”
“ไหนเจ้าบอกว่าตัวไม่เห็นแก่กินข้าว่าเจ้าน่ะตะกละจะตาย”
ลูกค้าร้านน้ำตาลปั้นมีจำนวนมากระหว่างที่รอเสี่ยวหยี่ก็มองไปรอบๆ
“ศิษย์พี่รองข้าอยากไปร้านหนังสือเจ้าค่ะ ท่านรออยู่ที่นี่ก็แล้วกันเดี๋ยวข้าไปดูประเดี๋ยว”
“เจ้าอ่านออกก็ไปสิข้าอ่านไม่คล่องไม่เห็นจะชอบเลย” กงเชาทำหน้าเหยเกเขาถูกซูเยว่บังคับให้คัดและเขียนพันอักษรกว่าจะคล่องก็หลายปี ครั้นพออ่านเขียนได้บ้างเขาก็ไม่ใส่ใจแล้ว
เสี่ยวหยี่ทำหน้าเอือมระอา“ข้าไปเอง”
“ระวังตัวด้วยล่ะมีอะไรก็ตะโกนดังๆ เรียกข้านะ”
“เจ้าค่ะ”
ในเมืองหลวงผู้คนมากหน้าหลายตากงเชาไม่ค่อยไว้ใจให้เสี่ยวหยี่ไปไหนมาไหนตามลำพังนางเป็นเด็กหญิงเขากลัวว่าจะเกิดอันตรายที่คาดไม่ถึงนักพรตจูเหมิงเคยเตือนว่าให้ดูแลเสี่ยวหยี่ให้ดีเด็กน้อยหน้าตาผิวพรรณดีอย่างนางหากไม่มีคนคอยดูแลอาจจะถูกพวกค้ามนุษย์จับตัวไปขายตามหอนางโลมได้กงเชาก็ต้องยืนหันหลังให้แผงขายน้ำตาลปั้นโดยคอยจับจ้องมองศิษย์น้องเล็กไม่ให้คลาดสายตา
เด็กหญิงมองไปบนแผงหนังสือแล้วค่อยๆทบทวนว่ามีเล่มใดบ้างที่นางคุ้นเคย ‘ไม่มีเล่มใดที่ข้าเคยอ่านเห็นทีข้าจะไม่ใช่คนแคว้นนี้จริงๆ’
ในเมื่อพลัดถิ่นมาอยู่ที่แคว้นหมิงแล้วเสี่ยวหยี่เห็นว่าตนเองควรจะทำความรู้จักที่นี่ให้มากนางจึงหยิบเอาตำราประวัติศาสตร์แคว้นหมิงและรวมเรื่องซุบซิบในเมืองหลวงเดินไปจ่ายเงินให้หลงจู๊
“แม่หนูเจ้าตัวกะเปี๊ยกแค่นี้อ่านตำราพวกนี้ออกแล้วหรือ?”
“เจ้าค่ะข้าเรียนหนังสือมาตั้งแต่แปดขวบแล้ว”
หลงจู๊ที่มองชุดเด็กหญิงชาวบ้านที่นางสวมใส่แล้วก็รู้สึกแปลกใจทว่าเมื่อมองดูใบหน้าของเด็กหญิงเนียนใสและดวงตาทอประกายเฉลียวฉลาดแล้วก็ซักถามต่อ
“ครอบครัวเจ้าเป็นบัณฑิตหรือ?”
เสี่ยวหยี่นิ่งไปครู่ ครอบครัวของท่านโหวน่าจะเรียกว่าบัณฑิตได้อยู่กระมัง?“น่าจะเป็นอย่างนั้นเจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่ข้าอ่านเขียนคล่องทั้งยังเขียนโคลงกลอนได้”
“มิน่า! เจ้ามีบัณฑิตอยู่ในบ้านนี่เองจึงได้เก่ง”
**************************

