เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 12: อสูรร้ายที่ถูกปลดปล่อย (Demon Unleashed)

    บนที่ราบสูงนาสุอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ถูกปกคลุมไปด้วยท้องฟ้าในยามรัตติกาลอันมืดมิดจนแทบจะมองไม่เห็น พระจันทร์บนท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดอันแดงฉานที่เห็นแล้วชวนให้รู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังจะคลืบคลานเข้ามา แสงจันทราสีโลหิตนั้นส่องสว่างมายังก้อนหินศิลาสังหารที่ตั้งตระหง่านอยู่บนที่ราบสูง จนกระทั่งก้อนหินค่อยๆ เกิดรอยร้าวขึ้นทีละน้อยร่างของนางเทวีอสูรฯ นั้นเปล่งแสงออกมา ใบหน้างามของนางนั้นแสยะยิ้มออกมาด้วยความชั่วร้าย นางรอคอยเวลาที่จะถูกปลดปล่อยจากการถูกพันธนาการมาเป็นเวลา 500 กว่าปี จนกระทั่งก้อนหินนั้นก็ได้แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ นางเทวีอสูรฯ ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ“ช่างนานแสนนานเหลือเกิน...ที่ข้าต้องอยู่อย่างโดดเดียวเดียวดายมานานนับ 500 กว่าปี นานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ ข้าคอยบำเพ็ญภาวนาอยู่ทุกวันทุกคืน เพื่อที่สักวันที่ข้าจะได้ล้างบางเจ้า อิซานางิ เจ้าเคยหนีข้าด้วยความหวาดกลัว เพียงเพราะว่าข้ากลายสภาพเป็นอสูรร้าย และก็ขังไว้ให้ข้าต้องอยู่อย่างโดดเดียวและทุกข์ทรมานอยู่บนแดนปรโลก...”“เมื่อข้าได้ออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้ง ก็พบเจ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ที่มีนามว่าเจ้าชายฮิโกโบชิ และหลงรักนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะนั่น ข้าเคยสาปให้นังนั่นกลายเป็นนางอสูรร้าย และบงการให้นางทำลายบ้านเมืองและเข่นฆ่าพวกมนุษย์...”“เพื่อหวังจะให้เจ้าได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานกับการที่ได้เห็นนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะที่เจ้ารักนักรักหนาต้องกลายมาเป็นนางอสูรแห่งการทำลายล้าง แต่เจ้าก็กลับขัดขวางข้า ทำร้ายข้า และทำลายคำสาปของข้า...เพียงเพื่อช่วยนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะนั่น เจ้ามอบทั้งความรักและหัวใจ...ให้กับนังเจ้าหญิงทอผ้านั่น ทั้งๆ ที่นางได้กลายเป็นนางอสูรร้ายเช่นเดียวกับข้า แต่กับข้า...เจ้ากลับวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว และขังข้าเอาไว้ในแดนปรโลกอันมืดมิด ไร้ซึ่งแสงสว่าง”นางเทวีอสูรฯ ยืนกล่าวด้วยความเจ็บช้ำและความโกรธแค้นที่มีต่อเทพอิซานางิ“แล้วก็นังเจ้าหญิงฮิเมรากิแห่งราชสำนักคนนั้น...ที่เคยพันธนาการข้าจนต้องกลายเป็นก้อนหินศิลาสังหารมาเป็นเวลาร้อยๆ กว่าปี...” นางเทวีอสูรฯ นึกถึงช่วงเหตุการณ์ตอนที่เคยถูกพันธนาการจนกลายเป็นก้อนหินศิลาสังหารโดยเจ้าหญิงฮิเมรากิเมื่อ 500 กว่าปีก่อนด้วยความรู้สึกโกรธแค้น“และในสมัยอดีตกาล นังเจ้าหญิงฮิเมรากินั่น...ก็ยังเคยร่วมมือกับเจ้าอิซานางิที่กลับชาติมาเกิดเป็นเจ้าชายฮิโกโบชิในการโค่นล้มข้าด้วย...เมื่อครั้งที่นังเจ้าหญิงคนนั้นยังเป็นราชินีจอมเวทย์ที่มีนามว่าฮิมิโกะ”นางเทวีอสูรฯ กลายร่างเป็นพญาจิ้งจอก 9 หาง และมุ่งไปที่หน้าหอคอยโตเกียวสกายทรี จากนั้นก็กลับสู่ร่างมนุษย์ และพุ่งทะยานขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้าของหอคอย“บัดนี้ ข้าได้เป็นอิสระแล้ว ข้าจะทำให้เจ้าอิซานางิกับนังเจ้าหญิงฮิเมรากิได้รู้ซึ้งถึงรสชาติของความเจ็บปวดเช่นเดียวกับข้า...”“นังเจ้าหญิงโอริฮิเมะ หญิงสาวที่พวกเจ้าทั้งรักและปกป้องนักหนา ข้าก็อยากจะรู้อยู่เหมือนกัน ถ้าหากต้องคำสาปให้กลายร่างเป็นจิ้งจอก 9 หางร่างแทนของข้า ดั่งที่ข้าเคยสาปเอาไว้เมื่อ 500 กว่าปีก่อนพวกเจ้าจะเป็นยังไง ทั้งสองจะต้องรับรู้ถึงรสชาติแห่งความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน เมื่อได้มาเห็นหญิงสาวที่รักมากที่สุดต้องกลายร่างเป็นนางอสูรจิ้งจอกแห่งการทำลายล้างเช่นเดียวกับข้า”นางเทวีอสูรฯ เดินไปที่ริมดาดฟ้า และยืนมองไปยังเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่เต็มไปด้วยแสงไฟที่ส่องสว่างอยู่เพียงน้อยนิด ในท่ามกลางแสงจันทราสีเลือดอันแดงฉานที่ส่องสว่างไปทั่วหล้า ทั้งเมืองแทบจะร้างผู้คน มีรถแล่นสัญจรผ่านไปมาเพียงแค่ไม่กี่คันเท่านั้น“นางเจ้าหญิงโอริฮิเมะ ไม่ว่าเจ้าจะเวียนว่ายตายเกิดไปอีกกี่ภพกี่ชาติ เจ้าก็ไม่มีทางหนีคำสาปของข้าพ้นหรอก”นางเทวีอสูรฯ แบมือเรียวยาวงายไว้สองข้าง แล้วปล่อยควันหมอกสีเหลืองทองออกมาจากปากมีรถตู้ VIP ทั้งสองคันกำลังแล่นอยู่บนท้องถนนที่แทบจะว่างเปล่า หลังจากที่ฝ่ามรสุมจากปัญหาจราจรอันติดขัด ซึ่งมีต้นเหตุมาจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากเหตุวินาศกรรมที่อาคารศาลาว่าการกรุงฯ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งกว่าจะฝ่ารถติดออก มาได้ก็ล่อไปตั้ง 3-4 ทุ่ม สมาชิกคนในครอบครัวมัทสึไดระต่างก็รู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมากจากมรสุมความวุ่นวายต่างๆ นาๆ ที่ได้เกิดขึ้น จึงพากันนั่งหลับอยู่ในรถตู้เมื่อรู้สึกตัวขึ้นก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ข้างๆ พระมเหสีกับเด็กทารกแรกเกิดอยู่ในตำหนักบรรทมภายในพระราชวังเกียวโต ด้วยความรู้สึกภูมิใจที่สามารถช่วยให้ผู้เป็นแม่คลอดองค์หญิงสี่ออกมาได้ จึงยื่นมือเรียวงามขึ้นลูบแก้มอันนุ่มนิ่มของทารกน้อย เหมือนว่าจะชอบเด็กทารกน้อยจึงยิ้มอ้าปากกว้างออกมา พระมเหสีกับเจ้าหญิงฮิเมรากิรู้สึกเอ็นดูทารกน้อยคนนี้เป็นอย่างมาก เช้าวันต่อมา เจ้าหญิงฮิเมรากิกับพวกเซย์เมย์ได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันที่ตรงหน้าองค์จักรพรรดิที่ทรงประทับอยู่บนบัลลังก์ภายในตำหนักพระโรง“ฮิเมรากิ ข้าขอบใจเจ้ามากนะที่ช่วยชีวิตพระมเหสีของข้าไว้ได้”“ด้วยความกรุณาเพคะท่านพ่อ หม่อมฉันเพียงแค่ทำตามในหน้าที่ของการเป็นองเมียวจิเท่านั้นเพคะ”เจ้าหญิงฮิเมรากิกล่าวด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนพลางโค้งคำนับในท่านั่ง“เจ้าทำได้ดีมากนะฮิเมรากิ” เซย์เมย์กล่าวคำชมกับเจ้าหญิงฮิเมรากิ เธอมีความรู้สึกยินดีอย่างเห็นได้ชัด“และทีข้าชมทำไมไม่รู้สึกยินดีบ้างหล่ะ...”ทันใดนั้น ท้องฟ้าในยามเช้าจากที่สดใสกลับมืดมนและมัวหมอง ชายปริศนาวัยกลางคนปรากฏขึ้นที่หน้าทางออกของตำหนักพระโรง“เจ้าหญิงน้อย” เหล่าบรรดาทหารองค์รักษ์ต่างก็พากันนำหอกเข้าล้อมตัวชายผู้นั้นไว้ผู้ชายคนนี้มัน...ที่เคยเจอเมื่อคืนนี่เจ้าหญิงฮิเมรากิแม้จะไม่เคยเห็นใบหน้าของชายผู้นี้ แต่ก็จำน้ำเสียงของเขาได้ เป็นน้ำเสียงเดียวกับที่เคยได้ยินจากมุมมืดในตำหนักบรรทมของพระมเหสี“ท่านราชครูได้บอกเจ้าแล้วใช่ไหม ว่าข้าคือใคร”“ในที่สุดเราก็เจอกันอีกจนได้นะ อาชิยะ โดมัน”เซย์เมย์รู้จักชายคนนั้นเป็นอย่างดี อันเนื่องจากพวกเขาทั้งสองคนนี้เป็นทั้งคู่แข่งและศัตรูคู่อาฆาตตลอดกาล“เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า” เป็นฝ่ายโดมันที่เริ่มเปิดประเด็น“เจ้าหญิงฮิเมรากิ เจ้าแน่ใจงั้นหรือว่าเจ้าสามารถช่วยแม่ของเจ้าได้แล้วจริงๆ”“เจ้าหมายความว่ายังไง”เจ้าหญิงฮิเมรากิเอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์นัก แต่พอมารู้ตัวอีกทีก็ช้าไปซะแล้ว มันยังมีคำสาปของนางเทวีอสูรฯ อยู่ภายในตัวของเจ้าหญิงฮิเมโยโกะในวัยทารกน้อย“เจ้าทำลายคำสาปของนางเทวีอสูรฯ ไม่ได้หรอก และไม่มีองเมียวจิหน้าไหนที่จะสามารถทำลายคำสาปของนางได้ทั้งนั้นด้วย ต่อให้จะเป็นราชครูของเจ้าก็ตาม...”โดมันหยุดพูดสักพัก ก่อนจะยื่นข้อเสนอให้กับเจ้าหญิงฮิเมรากิ“ถ้าหากเจ้ามอบไตรราชกกุธภัณฑ์ทั้งสามชิ้นให้กับข้า ข้าก็จะบอกวิธีการทำลายคำสาปให้กับเจ้า”หลังจากที่ข้อเสนอถูกยื่นออกมา เจ้าหญิงฮิเมรากิก็เกิดความลังเลขึ้นมาทันที ว่าเธอควรจะยอมมอบไตรราชกกุธภัณฑ์ให้กับเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งหนทางที่จะช่วยเจ้าหญิงฮิเมโยโกะในวัยทารกน้อยรึไม่“เจ้าก็ลองคิดดูให้ดีละกัน ยังไงน้องสาวของเจ้าก็เพิ่งลืมตาดูโลกมาใหม่ๆ เจ้าก็คงจะไม่อยากให้น้องสาวของเจ้ามีอันเป็นไปเพราะคำสาปในตัวน้องสาวเจ้าอย่างงั้นสินะ”แม้เจ้าหญิงฮิเมรากิจะเก่งกาจและเข้มแข็งมากเพียงใด แต่ก็ยังคงมีความหวั่นไหวอยู่ภายในใจ ทันทีที่ได้เห็นเจ้าหญิงฮิเมโยโกะในวัยทารกน้อยลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก เจ้าหญิงฮิเมรากิก็รู้สึกผูกพันธ์กับเจ้าหญิงฮิเมโยโกะเป็นอย่างมาก พอมาได้ยินคำพูดของโดมันเช่นนั้น บวกกับสภาพความกดดันที่อยู่รอบตัว ความหวั่นไหวภายในใจนั้นก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้ให้กับความหวั่นไหวภายในใจ