ตอนที่ 1 หนิงอัน
'หนิงอัน' หญิงสาววัย 16 ปี แต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ผมของนางสีดำยาวถึง่เอว แต่ยามนี้ถูกมัดรวบขึ้นเป็ทรงหางม้า ด้านหลังสะพายตะกร้าสานจากไม้ไผ่ ในมือถือมีดผ่าฟืนอยู่เล่มหนึ่ง ถูกลับคมมาเป็อย่างดี สารรูปการแต่งกายเหมือนกับชาวบ้านยากไร้ทั่วไป แต่ภายใต้ผิวหน้าหมองคล้ำ ทั้งยังมอมแมมปานผ้าขี้ริ้ว กลับไม่อาจกลบเค้าโครงใบหน้ารูปไข่ที่งดงามของนางได้
ทุกๆ สามวันหนิงอันก็จะเดินขึ้นเขาเพื่อหาของป่า ไว้กินบ้าง ไว้ขายบ้าง แล้วแต่ครั้งที่ได้มากได้น้อย
นางออกจากบ้านมาั้แ่เช้า ผ่านมา 1 ชั่วยามได้แล้ว เดินจากบ้านประมาณ 2 ลี้ นางก็มาถึงูเาลูกหนึ่ง เส้นทางขึ้นเขาลาดชัน ทั้งยังมีก้อนหินขรุขระ เดินได้ยากลำบากยิ่ง แต่นางใช้ชีวิตที่นี่มาสิบกว่าปี เท่านี้นับว่าไม่เป็ปัญหาสำหรับนาง
หนิงอันเดินขึ้นเขามาได้สักระยะหนึ่ง ตรงหน้ามองเห็นเป็ป่าไผ่ พอดีเหลือบไปเห็นหน่อไม้อยู่สามหน่อ แทงหน่อขึ้นโผล่พ้นผิวดินเพียงคืบหนึ่ง ทราบว่ามันพึ่งจะโตขึ้นเมื่อไม่นาน
ข้างกอไผ่นั้น ยังมีเห็ดเยื่อไผ่ขึ้นอยู่รวมกัน นับได้สามสี่ดอก ลักษณะเป็ดอกตูมสีน้ำตาล และมีตาข่ายสีขาวคล้ายกับแหอยู่ใต้ดอก
แม้ภายนอกดูพิลึก แต่มันกลับมีประโยชน์อย่างยิ่ง นับเป็พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง
ดังนั้นหนิงอันเดินมุ่งไป วางตะกร้าข้างหลังลงกับพื้น จากนั้นนั่งยองๆ เอื้อมมือไปเก็บเห็ดเยื่อไผ่ใส่ในตะกร้าด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
หลังจากนั้นหนิงอันหยิบมีดผ่าฟืน ทำการขุดหน่อไม้ขึ้นมาทั้งหมดสามหน่อ ขนาดของมันใหญ่เท่ากำปั้น พอขุดขึ้นมามีความยาวอยู่ครึ่งศอก โคนหน่อที่ถูกคมมีดตัดผ่านมีสีขาวราวน้ำนม
หน่ออ่อนเช่นนี้หากนำไปต้มจะมีรสหวาน ทำอาหารอย่างอื่นก็ทำได้อร่อยอย่างยิ่ง
จากนั้นหนิงอันเดินทางต่อ ตามไรทางหากมองเห็นอะไรที่พอจะกินได้ ก็จะแวะเก็บใส่ตะกร้า โดยเฉพาะสมุนไพร หญิงสาวให้ความสำคัญเป็พิเศษ สามารถนำไปขาย แถมได้ราคาดีอีกด้วย นางจึงเก็บมามากหน่อย
เดินลัดเลาะผ่านป่าไผ่ เบื้องหน้าเป็ป่าท้อ มีต้นท้ออยู่ชุกชุม ทั้งผลท้อสีแดงอมชมพูสดใสอยู่เต็มต้น มองดูแต่ไกลสวยงามละลานตา
หนิงอันเด็ดลูกท้อที่สุกงอมใส่ตะกร้ามาสิบกว่าลูก จากนั้นเดินตามเส้นทางขึ้นเขา จวบจนกระทั่งถึงหน้าผาแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่บริเวณปลายยอดเขา ตรงหน้าจะมองเห็นหน้าผาสูงตระหง่าน สุดยอดผาเห็นเป็ก้อนหินขนาดใหญ่ั์ ราวกับจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ แต่หากเหลียวมองไปด้านซ้ายมือ ข้างล่างจะเป็หน้าผาสูงจากพื้นราวสามร้อยจั้ง (1 จั้ง = 2.5 เมตร) มีสายธารน้ำไหลลงไป พอสายน้ำนั้นตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง เกิดเสียงซู่ซ่าอื้ออึง หมอกน้ำสีขาวลอยโขมงตลบอบอวลทั่วบริเวณ ราวกับเมฆหมอกยามรุ่งสาง
นี่ย่อมเป็น้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่ง หาดูได้ไม่ง่ายนัก
พอทอดสายตามองออกไปเบื้องหน้า สามารถมองเห็นหลังคาบ้านเรือนของหมู่บ้าน 'ฝูิ' ที่อยู่ใจกลางป่าเขาล้อมรอบ ยังมองเห็นไร่นาของชาวบ้าน ่นี้แม้เป็่ปลายฤดูใบไม้ร่วง ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว แต่ผืนป่าของที่นี่ยังคงเขียวขจีอุดมสมบูรณ์
ส่วนด้านขวามือของหนิงอัน เป็สายธารน้ำใสที่เกิดจากน้ำแข็งบนูเาละลาย ซึ่งต่อมาไหลลงสู่หน้าผาด้านซ้ายมือของนาง ข้างลำธารน้ำมีป่าไม้รกครึ้มและโขดหิน ด้วยมีสภาพแวดล้อมชุ่มชื้น ตามต้นไม้และก้อนหินน้อยใหญ่ จึงมีตะไคร่น้ำสีเขียวขึ้นเกาะเต็มไปหมด มองดูแล้วร่มรื่นเย็นสบาย เป็ทิวทัศน์ที่มิต่างจากในเทพนิยายปรัมปรา
หนิงอันพอเดินขึ้นสู่หน้าผา นางก็เหนื่อยล้าอ่อนแรง จึงนั่งลงที่ก้อนหิน พักให้หายเหนื่อยครู่หนึ่ง จากนั้นหยิบเอากระบอกไม้ไผ่ข้างเอว เดินลงไปตักน้ำที่ลำธารขึ้นมาดื่มกิน น้ำในลำธารเย็นเฉียบ ต้องจิบทีละน้อยถึงค่อยดื่มได้ จากนั้นนางตักน้ำมาล้างหน้า รู้สึกเย็นเยียบจนหน้าชา ต้องร้องซีดคำหนึ่ง พลันรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา
ต่อมาหนิงอันนำของป่าที่หามาได้ เอาออกมาล้างน้ำทำความสะอาด สองในสามล้วนเป็สมุนไพร มีกลิ่นหอมโชยทันทีเมื่อนำออกมาจากตะกร้า มีผลไม้เช่นลูกท้อ รวมถึงเห็ดและหน่อไม้ หนิงอันล้างทำความสะอาดจนเกลี้ยงเกลา ก่อนจะเดินไปเก็บใบไม้ใหญ่หลายใบ นำมาห่อเอาไว้และมัดด้วยเถาวัลย์ให้มิดชิด เพื่อกันมิให้ช้ำระหว่างเดินทางกลับ
หลังจากจัดการเสร็จเรียบร้อย หนิงอันก็แหงนหน้ามองหน้าผาสูงเบื้องหน้าที่อีกฟากฝั่งของลำธาร เห็นสมุนไพรมากมายหลายชนิดอยู่ตามซอกหินของหน้าผา แต่ก็ไร้ปัญญาจะเอาพวกมันลงมา
สุดยอดผานั้น ไม่ทราบมีทิวทัศน์เป็อย่างไร เพราะเท่าที่นางรู้ยังไม่เคยมีใครขึ้นสู่ยอดผานี้ได้มาก่อน พอมองเห็นสมุนไพรขึ้นตามหน้าผา นางอดคิดในใจไม่ได้ว่า
'ขนาดบริเวณหน้าผายังมีสมุนไพรมากมายถึงเพียงนี้ บนนั้นจะมากมายกว่านี้สักเพียงใด หากเรามีร่างกายแข็งแกร่ง มีพลังความสามารถเหมือนอย่างเหล่าจอมยุทธในตำนาน คงเป็เื่ดีไม่น้อย'
หนิงอันถึงกับลอบหัวเราะในใจกับความคิดเลอะเลือนของตัวเอง จอมยุทธไหนเลยมีอยู่จริงได้ ตำนานกล่าวปากต่อปากกันมา ไม่ทราบถูกคนแต่งเติมมาเท่าใด ว่ากันว่าทำให้คนผู้หนึ่งมีพลังกล้าแข็ง ทำลายก้อนหินใหญ่เท่าูเาได้ ยังบอกว่าสามารถเหาะเหินเดินบนอากาศ เหยียบน้ำแล้วไม่จม ล้วนแต่เป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อเกินความเป็จริง
หนิงอันทอดถอนใจคราหนึ่ง ความคิดเพ้อฝันเกินความเป็จริงนี้ใช่ไม่มีที่มาที่ไป นับั้แ่ 5 ปีก่อน หลังจากที่มารดาของนางคลอดบุตรฝาแฝดออกมาลืมตาดูโลก ซึ่งเป็น้องแท้ๆ ของนาง หลังจากนั้นมารดาก็ล้มป่วยด้วยโรคประหลาด ทั้งไม่มีหนทางรักษา
ต่อมาหนิงอันจึงตั้งใจว่าจะศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและการแพทย์ หวังพึ่งความรู้ที่มี รักษาอาการป่วยของมารดาให้จงได้ มีอยู่่หนึ่งนางไปขอคำชี้แนะจากหมอยาในหมู่บ้าน จวบจนอีกฝ่ายไม่มีอะไรจะบอกต่อแล้ว แต่นางก็ยังหาวิธีรักษามารดาไม่ได้อยู่ดี ได้แต่ลองผิดลองถูกซ้ำๆ ยังเชื่อว่าหากได้รู้จักกับสมุนไพรหายากชนิดใหม่ อาจพอมีหนทางก็ได้
หนิงอันพอคิดถึงเื่ของมารดา ก็มีแรงหึกเหิมพลางลุกขึ้นจากก้อนหิน จากนั้นเดินเท้าข้ามลำธารไปหยุดยืนอยู่ใต้หน้าผาสูงตระหง่าน ก่อนหยิบก้อนหินขึ้นมาหนึ่งก้อน ขีดเขียนเป็เส้นตรงบนหน้าหิน หากนับรวมกับที่นางเพิ่งขีดไปเมื่อครู่ บนหน้าหินยามนี้จะมีเส้นสีขาวที่เกิดจากรอยหินขีดราว 30 เส้น
"นี่ก็ครั้งที่สามสิบแล้ว แต่เราก็ยังปีนไปได้ไม่ถึงครึ่งของหน้าผา" หนิงอันกล่าวพลางแหงนหน้ามอง เห็นกิ่งไม้ที่ปักอยู่ระหว่างซอกหิน สูงจากพื้น 6 จั้ง นั่นเป็จุดสูงสุดที่นางเคยปีนไปถึง
เหนือขึ้นไปอีกสองจั้ง จะมีสมุนไพรต้นสีเหลืองอ่อน ดอกตูมสีเขียว โผล่ออกมาจากซอกหินอยู่ต้นหนึ่ง นั่นเป็สมุนไพรที่เป็เป้าหมายของนาง
หนิงอันสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง จากนั้นเริ่มปีนป่ายขึ้นหน้าผา ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ปีนขึ้นไปได้ไม่นาน นางก็เมื่อยล้าจนหอบหายใจหนักหน่วง แต่สุดท้ายก็ปีนจนไปถึงกิ่งไม้ที่นางเคยปีนขึ้นมาถึงเมื่อครั้งก่อน พอแหงนหน้ามองขึ้นไป พบว่าอีกราว 2 จั้ง ก็จะสามารถเอื้อมมือไปเก็บสมุนไพรต้นนั้นได้แล้ว
หนิงอันเอื้อมมือยึดจับกับซอกหิน เท้าก็วางในตำแหน่งที่มั่นคง แล้วค่อยๆ ปีนขึ้นไปอย่างช้าๆ
จวบจนกระทั่งสามารถเอื้อมมือไปถึงสมุนไพรต้นนั้นได้ นางกำต้นสมุนไพรแน่น แล้วดึงมันออกมาจากซอกหินทั้งต้น พอดีกับเศษดินที่ติดมากับรากของมัน กระเด็นเข้าที่ตาซ้าย รู้สึกเจ็บแปลบแทบน้ำตาไหล นางต้องร้องโอยออกมาคำหนึ่ง ไม่ทันระวังก็เผลอปล่อยมือจากซอกหิน ขณะนั้นมือทั้งสองข้างไร้ที่ยึดจับ ร่างจึงเอนเอียงไปด้านหลัง จากนั้นร่วงหล่นลงมาจากหน้าผา
หนิงอันใจหายวูบ แผดเสียงกรีดร้องด้วยความใ เสียงตูมดังขึ้นครา น้ำในลำธารกระซ่านเซ็น เมื่อร่างของหญฺิงสาวหล่นลงสู่ลำธารน้ำเบื้องล่าง
ในน้ำเย็นเฉียบ ทำให้หนิงอันตะเกียกตะกายราวถูกน้ำร้อนลวก ลืมความเมื่อยล้าไปสิ้น พอศีรษะโผล่พ้นผิวน้ำก็รีบแหวกว่ายขึ้นฝั่งไป จวบจนหญิงสาวลากร่างเปียกปอนขึ้นริมฝั่ง พลันความหนาวเย็นก็แทรกซึมทั่วร่าง รู้สึกหนาวเย็นจนร่างบอบบางสั่นสะท้าน กระทั่งรู้สึกชาแทบตายด้าน นิ้วมือนิ้วเท้าราวถูกแช่แข็ง ทั้งยังเหนื่อยหอบแทบสิ้นเรี่ยวแรง
ยังดีที่ตกลงใส่ลำธารน้ำ หาไม่ตกร่วงลงใส่ก้อนหิน ด้วยความสูงระดับนี้ก็ยากจะคาดเดาผลลัพธ์ได้
"เกือบไปแล้วเรา"
หนิงอันแม้เสี่ยงตาย ก็ยังยิ้มอย่างยินดีเมื่อมองดูสมุนไพรในมือ จากนั้นนางถอดเสื้อนอกออกผึ่งไว้กับก้อนหิน ก่อนหยิบกระบอกไม้ไผ่เท่านิ้วหัวแม่มือออกมาจากสาบเสื้อ มันมีข้อต่ออยู่้า พอดึงข้อต่อนั้นออก ในนั้นจะมีถ่านไฟที่นำมาจากบ้านเพื่อจะเอาไว้จุดไฟต้านความหนาวเย็น แต่ยามนี้เมื่อโดนน้ำแทรกซึมเข้าไป ถ่านไฟกลับมอดดับไร้ประกายความร้อน ดังนั้นไม่สามารถจุดไฟได้
หนิงอันทอดถอนใจคราหนึ่ง แหงนมองท้องฟ้าที่มืดอึมครึมคล้ายฝนจะตก ต้องกัดฟันทนความหนาวที่เสียดแทงกระดูก สะพายตะกร้ารีบมุ่งหน้าลงเขาทันที
หนิงอันเดินลงเขาด้วยร่างสั่นงันงกเพราะความหนาว พอเดินลงถึงตีนเขา เบื้องหน้าเป็ลำธารซึ่งเป็ลำธารสายเดียวกันกับบนเขา พอเดินข้ามลำธารน้ำ จากนั้นนางก็เดินลัดเลาะผ่านป่าหญ้าคาสูงครึ่งตัวขึ้นเนินเขาไป
ผ่านหนึ่งชั่วยามมา ถึงตอนนี้ความหนาวเริ่มทุเลาลง เสื้อผ้าพอโดนสายลมระหว่างทางพัดก็เริ่มแห้งสนิท จวบจนเดินขึ้นถึงเนินเขา ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่อง ทอดสายตาออกไปเบื้องหน้า รอบด้านเห็นเป็แปลงนาขั้นบันไดสีเขียวอ่อน ถูกรายล้อมด้วยูเาสลับซับซ้อน แต่นอกจากนาข้าว บางพื้นที่ก็เขียวชอุ่มไปด้วยแปลงผักของชาวบ้าน ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็ผักกาดและพืชผักสวนครัวที่จำเป็ในการใช้ชีวิตประจำวัน
เบื้องล่างเป็หมู่บ้านฝูิ มีบ้านของชาวบ้านราวหนึ่งร้อยกว่าหลังคาเรือน นับเป็หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขา ห่างไกลจากตัวเมืองอันเจริญรุ่งเรืองหลายร้อยลี้
หนิงอันเดินข้ามเนินเขาที่เต็มไปด้วยป่าหญ้ารก เดินไปอีกไม่ไกลก็ถึงบ้านของนาง เป็บ้านหลังเล็กๆ ที่ตั้งอยู่อย่างสันโดษบนเนินเขา ไม่ไกลจากชุมชนหมู่บ้านนัก ครอบครัวนางมีอยู่ด้วยกัน 4 คน มารดา น้องชายและน้องสาวซึ่งเป็ฝาแฝด น่าเสียดายที่บิดาของนางไม่อยู่ ถูกเกณฑ์ไปรบในาเมื่อ 6 ปี ที่แล้ว จนป่านนี้ยังไม่กลับมา ไม่ทราบเป็ตายร้ายดีอย่างไรบ้าง มารดายังต้องล้มป่วยด้วยโรคประหลาดช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ดังนั้นนางจึงเป็เสาหลักของครอบครัวไปโดยปริยาย
หนิงอันเดินไปได้สักระยะก็มองเห็นลานหน้าบ้านแต่ไกล ยามนี้มีเด็กน้อยสองคนเพิ่งจะอายุ 5 ขวบ ช่วยกันเติมฟืนใส่เตาไฟเป็พัลวัน บนเตาไฟมีหม้อกระเบื้องดินเผาอยู่ใบหนึ่ง ซึ่งเป็หม้อสำหรับต้มยาสมุนไพร เด็กชายเป่ากองไฟฟู่ๆ ควันไฟพลันโขมงอบอวล แต่พอดีควันไฟเข้าตา แสบร้อนจนต้องเอามือขยี้เปลือกตา มือของเด็กน้อยที่ดำปี๋จากถ่านไฟ พอเสียดสีกับใบหน้าจิ้มลิ้มจึงพลอยทำให้เปื้อนไปด้วย
ส่วนเด็กหญิงสภาพใบหน้าไม่ต่างกัน พอโดนลูกหลงจากควันไฟและฝุ่นขี้เถ้า ต้องไอคอกแค่กสำลักออกมาอยู่หลายรอบ ทั้งแสบร้อนจนน้ำตาไหล ปากเด็กหญิงก็บ่นแง่งอนว่า "พี่รองเป่าแรงเกินไปแล้ว ควันไฟมันเข้าตาหนิงหนิง"
เด็กชายนาม 'หนิงเทียน' ขยี้ตาจนรู้สึกดีขึ้นมา กล่าวถามเด็กหญิงนาม 'หนิงหนิง' ว่า "หนิงหนิงเป็อะไรหรือไม่ พี่ขอโทษพี่ไม่ได้ตั้งใจ" ค่อยลุกยืนก้าวเท้าเดินไปนั่งยองๆ ตรงหน้าของเด็กหญิง "เดี๋ยวพี่เป่าให้ จะได้หายไวๆ" จากนั้นใช้มือคลี่เปลือกตาของเด็กหญิง จากนั้นเป่าลมออกจากปากไปสามครั้ง ก่อนกล่าวว่า "ดีขึ้นหรือไม่?"
หนิงหนิงพยักหน้า "อื้อ ดีขึ้นแล้ว"
ขณะเดียวกันนั้น เด็กน้อยทั้งสองพลันได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังแว่วมา
"พี่กลับมาแล้ว!" เป็หนิงอันที่ร้องขึ้น
ทันใด เด็กน้อยทั้งสองเหลียวหน้ามองต้นเสียง เห็นหญิงสาวสะพายตะกร้าไม้ไผ่มาแต่ไกล ดังนั้นจึงปรากฏแววยินดีขึ้น
หนิงหนิงร้องขึ้นอย่างดีใจว่า "พี่ใหญ่กลับมาแล้ว"
หนิงเทียนเองก็หัวเราะคิกคักอย่างดีใจ ทั้งสองรีบวิ่งเข้าไปหาผู้เป็พี่สาวซึ่งเรียกกันว่าพี่ใหญ่
หนิงเทียนถามว่า "พี่ใหญ่เข้าป่าได้ของกินมาเยอะหรือไม่?"
หนิงอันต้องยิ้มอย่างเอ็นดู ใช้มือลูบศีรษะของเด็กน้อยทั้งสอง "แน่นอน ไปคราวนี้พี่ได้ของป่ามาเยอะแยะเลย มีลูกท้ออย่างที่พวกเ้าชอบด้วยนะ แล้วเดี๋ยวเย็นนี้พี่จะทำอาหารอร่อยๆ ให้กิน"
เด็กน้อยทั้งสองต่างลิงโลดดีใจ
“เย่ๆ ข้าวฝีมือพี่ใหญ่อร่อยที่สุดเลย"