บทที่ 35 กระบี่ทำลายค่ายกลชิงร่าง ใครกันที่ออกมา!
"อะ... อะไรนะ?!"
สิ้นคำกล่าวของหลินม่อ ชิงอวิ๋นจื่อถึงกับสั่นสะท้าน สีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง!
ทว่า ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากอีกครั้ง รอบกายของหลินม่อก็ะเิกลิ่นอายลึกลับอันทรงพลังออกมาอย่างกะทันหัน กลิ่นอายนั้นม้วนตัวราวกับกระแสน้ำ โถมเข้าใส่ทุกทิศทาง พร้อมนำพากระแสเจตจำนงกระบี่พุ่งตรงเข้าใส่ชิงอวิ๋นจื่อ!
"สร้างรากฐาน! เ้าทะลวงระดับสร้างรากฐานแล้วอย่างนั้นรึ?!
นี่... เป็ไปได้อย่างไร!" ชิงอวิ๋นจื่อตกตะลึงในทันที
เขาไม่รู้ว่าหลินม่อหลบเลี่ยงค่ายกลััิญญาของตนได้อย่างไร ยิ่งไม่รู้ว่าหลินม่อไปเอาศัสตราเวทระดับสามขั้นสูงสุดมาจากที่ใด รวมถึงกลิ่นอายกระบี่ที่คมกล้าเช่นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้เขาตระหนกจนถึงขีดสุด!
"เ้าหนู! เ้าเป็ใครกันแน่! ถึงได้ซ่อนระดับบำเพ็ญแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้บำเพ็ญระดับกลั่นลมปราณ?!" ชิงอวิ๋นจื่อตวาดเสียงกร้าว!
แต่น่าเสียดาย... หลินม่อกลับปิดปากเงียบ
"จง... ทำลาย!"
สิ้นคำกล่าวนั้น หลินม่อพลิกฝ่ามือ พลังบำเพ็ญระดับสร้างรากฐานขั้นที่สองก็ถูกปลดปล่อยออกมาโดยไร้การปกปิด
กระบี่บินพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
ชิ้ง!
แสงกระบี่ฉีกกระชากห้วงอากาศ
นำพาเจตจำนงกระบี่อันเยือกเย็นและอานุภาพกระบี่อันเข้มข้นพุ่งเข้าใส่ค่ายกล
ปัง!
เพล้ง! เพล้ง!
แสงกระบี่ปะทะกับค่ายกล เกิดเสียงกัมปนาทอย่างรุนแรง
บนค่ายกลปรากฏรอยร้าวเป็ทางยาว ดูท่าว่าอีกเพียงชั่วครู่ก็จะแตกสลาย
ร่างของชิงอวิ๋นจื่อสั่นคลอนไม่หยุด
"เ้า... ไม่! เป็ไปไม่ได้!
เ้าเด็กเมื่อวานซืน กล้าดียังไง!!" ชิงอวิ๋นจื่อคำรามสุดเสียง
เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก ว่าเหตุใดชายตรงหน้าถึงได้น่าสะพรึงกลัวราวกับปีศาจเช่นนี้ และไม่เข้าใจว่าเหตุใดค่ายกลััิญญาของตนถึงไร้ผล
แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็ปีศาจเฒ่าที่อยู่มานานนับพันปี
เมื่อเห็นว่าค่ายกลของตนกำลังจะแตก จึงตัดสินใจเด็ดขาด กระตุ้นััิญญาทันที
"ฟ้าดินจักรวาล! ขุนเขาไร้รอยรั่ว!" ชิงอวิ๋นจื่อะโก้อง
ััิญญาอันลึกลับะเิออกกระแทกไปทั่วทุกทิศทาง
วูบ วูบ วูบ!
ชั่วขณะนั้น ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆดำ ลมพัดโหมกระหน่ำ สายฟ้าฟาดคำราม
ค่ายกลััิญญาถูกกระตุ้นให้ทำงานอีกครั้ง ราวกับตรวจพบปลาที่หลุดรอดไป จึงเกิดความโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง!
"หืม? แย่แล้ว! ข้ากำลังจะถูกขับออกจากมิติลับสุสานบรรพจารย์แล้ว!"
พอััได้ถึงแรงผลักดันอันรุนแรงมหาศาลที่กระทำต่อร่างกาย สีหน้าของหลินม่อก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เพราะตนเพิ่งจะทำลายค่ายกลนี้ได้เพียงมุมเดียว แม้จะช่วยซูชิงลั่วไว้ได้ชั่วคราว แต่ยังไม่สามารถสังหารชิงอวิ๋นจื่อผู้นี้ได้ หากเขาถูกขับออกไป จุดจบของซูชิงลั่วก็ยังไม่แน่นอน!
"เ้าหนู เ้าทำลายค่ายกลชิงร่าง ทำลายแผนการพันปีของข้า!
รอให้ข้าขับเ้าออกไปจากที่นี่เสียก่อน แล้วข้าจะ 'ดูแล' นังหนูนี่ให้เต็มที่!
ก็แค่เสียเวลาเพิ่มอีกร้อยปี เมื่อข้าประสบความสำเร็จ ข้าจะฆ่าล้างตระกูลเ้าให้สิ้น!" ชิงอวิ๋นจื่อกล่าวคำอาฆาต
จากการปะทะเมื่อครู่ ค่ายกลของเขาถูกทำลาย ััิญญาก็ได้รับความเสียหาย
ยามนี้ทำได้เพียงใช้เวลาอีกร้อยปี พักฟื้นอย่างเงียบ ๆ จึงจะเริ่มแผนการชิงร่างได้อีกครั้ง
ร่างของหลินม่อเริ่มเลือนราง
ข้างกายเขา ในห้วงอากาศพลันปรากฏรอยแยกขึ้นกะทันหัน แรงมหาศาลพุ่งออกมาจากภายใน หลินม่อถูกสูบเข้าไปโดยไม่อาจขัดขืน
ชั่วพริบตาต่อมา ร่างของเขาก็หายวับไปทันที!
"เฮ้อ... ในที่สุดก็ส่งไอ้ตัวซวยนี่ไปได้เสียที!
บัดซบ! คราวนี้ต้องเสียเวลาเปล่าไปอีกร้อยปี!"
ชิงอวิ๋นจื่อมองรอยแยกที่ค่อย ๆ เลือนหายไปในระยะไกล
สีหน้าเขียวคล้ำ อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
จากนั้นจึงหันกลับมาเตรียมเก็บร่างของซูชิงลั่ว
เนื่องจากค่ายกลถูกทำลาย ิญญาของซูชิงลั่วจึงกลับคืนสู่ร่างกาย ยามนี้ร่างของนางค่อย ๆ ร่วงลงสู่พื้นและหมดสติไป
มีเพียงแหวนสองวงที่วางอยู่อย่างสงบข้างกายของนาง
"หึ! ก็ไม่ได้เสียเที่ยวเสียทีเดียว! อย่างน้อยก็ได้มรดกเปลวเพลิงสูงสุดกลับคืนมา"
เมื่อคิดได้ดังนั้น ชิงอวิ๋นจื่อจึงเตรียมจะเก็บแหวนสองวงนั้น
ทว่า ใครจะรู้ ยังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือ ชั่วพริบตาต่อมา เื้ัพลันมีกลิ่นอายร้อนระอุวูบผ่าน ทำให้เขาใรีบหันกลับไปมองทันที!
"อะ... อะไรกัน?!"
ชิงอวิ๋นจื่อหันกลับไปด้วยความตระหนก เพราะเห็นยันต์สีแดงเพลิงแผ่นหนึ่งพุ่งออกมาจากรอยแยกนั้น ตรงดิ่งมาที่เขา
"ไม่... แย่แล้ว!"
รูม่านตาของชิงอวิ๋นจื่อหดเกร็ง ความหวาดกลัวลึกสุดจะหยั่งผุดขึ้นในใจ
เขารีบโคจรพลังิญญาที่เหลือเพียงน้อยนิดในร่างเพื่อต้านทาน
แต่น่าเสียดาย อักขระเพลิงนั้นร้อนแรงเกินไป...
ตูม!
โครม!
เสียงะเิดังสนั่น!
ดอกบัวเพลิงั์เบ่งบานกลางห้วงอากาศ ความร้อนระอุแผดเผากลืนกินชิงอวิ๋นจื่อไปในพริบตา แม้แต่เสียงร้องโหยหวนก็ไม่อาจเปล่งออกมาได้ ร่างของเขากลายเป็เถ้าถ่าน สลายหายไปกับสายลม แม้แต่วิหารทั้งหลังก็ถูกหลอมละลายหายไปสิ้น!
ทว่า อานุภาพของดอกบัวเพลิงยังไม่ลดน้อยลงเลย ดูท่าว่ามันกำลังจะเผาไหม้ไปถึงซูชิงลั่ว
ในตอนนั้นเอง ภายในแหวนสีแดงข้างกายนางก็ปรากฏเงาร่างเลือนราง
ซึ่งก็คือตานเฉินจื่อ
"ไป!"
ตานเฉินจื่อพุ่งตัวอย่างรวดเร็ว คว้าเอาแหวนและร่างของซูชิงลั่วจากไปในทันที...
ด้านนอกเมืองชิงอวิ๋น
คนในตระกูลซูและตระกูลเซียวต่างพากันชะเง้อรอด้วยความหวัง
ไม่ไกลกันนั้นยังมีผู้บำเพ็ญพเนจรบางส่วนที่ไม่ยอมจากไป ดูเหมือนอยากจะมาเสี่ยงโชคเก็บตกของมีค่า
ส่วนบนเรือวิเศษลำั์ของสำนักชิงอวิ๋นที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า มีร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่
นั่นก็คือจินฮ่วน!
"ผ่านไปกี่ชั่วยามแล้ว อีกนานแค่ไหนคนพวกนี้ถึงจะออกมา?"
จินฮ่วนยืนอยู่ที่หัวเรือด้วยความเบื่อหน่าย
เขามองไปยังทิศทางของเมืองชิงอวิ๋น พลางพึมพำกับตัวเอง
"ท่านอาจารย์อาจิน ผ่านมาสองชั่วยามแล้วขอรับ
ตามธรรมเนียมแล้ว อย่างน้อยต้องรออีกสองชั่วยาม สุสานบรรพจารย์ถึงจะปิดลง"
ด้านข้างมีศิษย์สำนักชิงอวิ๋นคนหนึ่งประสานมือกล่าวอย่างนอบน้อม
เมื่อได้ยินดังนั้น จินฮ่วนก็โบกมืออย่างรำคาญ
"พอแล้ว พอแล้ว ข้ารู้แล้ว
ช่างน่ารำคาญจริง ๆ ไม่รู้ว่าคนในสำนักคิดอะไรอยู่ ทุก ๆ สามถึงห้าปีต้องเปิดสุสานบรรพจารย์แบบนี้ครั้งหนึ่ง
แถมยังไม่ให้พวกเราเข้าไปอีก
ไม่เข้าใจเลยว่าพวกตาแก่นั่นคิดอะไรกันอยู่" จินฮ่วนบ่นพึมพำ
ตระกูลจินมีฐานะสูงส่งในสำนักชิงอวิ๋น แต่เขาเกลียดเื่ที่น่าเบื่อหน่ายเช่นนี้มาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับสุสานบรรพจารย์ชิงอวิ๋นนี้ เขาก็พอจะมีความรู้บ้าง
ผู้าุโในตระกูลบอกว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ดีนัก ส่วนพวกผู้บำเพ็ญในตระกูลและผู้บำเพ็ญพเนจรเหล่านี้...
"หึหึ ต่างคนต่างอยากได้ผลประโยชน์ น่าเสียดาย... ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดมาใช้มันหรือไม่"
เมื่อคิดถึงตรงนี้ มุมปากของจินฮ่วนก็ปรากฏรอยยิ้มเ็า
ขณะที่กำลังจะเดินกลับเข้าห้องพักเพื่อบำเพ็ญเพียรอย่างสงบ ทันใดนั้น ข้างหูก็ได้ยินเสียงอุทานดังขึ้นระงม!
"นั่น... นั่นมัน..."
"ดูเร็ว! มีคนออกมาจากสุสานบรรพจารย์ชิงอวิ๋นแล้ว!"
"เื่จริงด้วย! ทำไมคนผู้นี้ถึงออกมาเป็คนแรก!"
"นั่นเป็ลูกหลานตระกูลใดกัน?!"
"..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของจินฮ่วนแข็งค้างไปเล็กน้อย
จากนั้นจึงกวาดสายตามองไป ก็เห็นร่างหนึ่งในชุดสีดำขลับปรากฏตัวขึ้นที่เชิงเขา!
"หืม? มีคนออกมาเป็คนแรกจริง ๆ ด้วย!"
จินฮ่วนเลิกคิ้วขึ้น ในใจรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
"ลงไปถามดูสิว่า เป็คนของตระกูลใด?"
"ขอรับ ท่านอาจารย์อา!"
ศิษย์สำนักชิงอวิ๋นที่ยืนอยู่ริมกราบเรือค้อมตัวรับคำสั่ง แล้วจึงบินลงจากดาดฟ้าเรือ
ในขณะนั้น ซูฉี่อู่ซึ่งอยู่ใต้เรือวิเศษ เมื่อมองเห็นร่างที่คุ้นเคยในระยะไกล ก็ถึงกับตะลึงงัน
ไม่ใช่แค่เขา แต่คนในตระกูลซูทุกคนที่อยู่ในที่นั้น ต่างพากันยืนอึ้ง ราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง
"นั่น... นั่นคือ... หลินม่อ?"