บทที่ 6: หักห้ามใจ
เสียงแจ้งเตือนไลน์สั้นๆ ที่ดังสะท้อนก้องห้องนั่งเล่นในเวลานั้นเปรียบเสมือนเข็มแหลมคมทิ่มแทงเข้ากลางขั้วหัวใจของผมและข้าวหอมพร้อมกัน แสงไฟสีขาวสว่างวาบจากหน้าจอโทรศัพท์ส่องกระทบใบหน้าของพวกเราในความมืด สะท้อนข้อความเด่นหราจาก "เอก" แฟนหนุ่มของเธอ... และเพื่อนรักเพียงคนเดียวของผม
[ เอก : ระบบเซิร์ฟเวอร์เสร็จเรียบร้อยแล้วนะหอม เคลียร์เสร็จไวกว่าที่คิด ตอนนี้กำลังขับรถกลับห้องนะ น่าจะถึงไม่เกินสิบนาทีจ้า ]
สิบนาที... เวลาสิบนาทีที่กั้นระหว่างความจริงอันโสมมและบ่วงบาปที่พวกเรากำลังจะถลำลึก
มันเป็สิบนาทีที่กระชากอารมณ์ดิบอันเร่าร้อน กระหายใคร่ และวาบหวามที่พุ่งพล่านแทบจะะเิออกเมื่อครู่ให้ดิ่งฮวบลงสู่หุบเหวแห่งความเงียบงันและตระหนกใอย่างรุนแรงทันที ความอบอุ่นชวนฝันละลายหายไปราวกับน้ำแข็งโดนน้ำร้อนราดรด เหลือทิ้งไว้เพียงความเย็นเยียบลามเลียไปทั่วแผ่นหลังจนสั่นสะท้าน
"อึ่ก...!"
ข้าวหอมเบิกตากว้างผ่านความสลัวรางของห้อง ร่างบางสะดุ้งตัวโยนรีบผลักอกของผมออกด้วยความลนลานจนเกือบจะเสียหลักร่วงลงจากโซฟาหนานุ่ม ดีที่สัญชาตญาณของผมยังทำงานและกวาดฝ่ามือแกร่งไปรวบสะโพกมนของเธอเอาไว้ได้ทัน ทว่าในจังหวะสุดท้ายที่ผิวเนื้อนุ่มหยุ่นตรงสะโพกและเรียวขาเนียนบดเบียดเข้ากับท่อนแขนของผม ร่างกายใต้กางเกงที่ยังตื่นตัวแข็งขืนปวดหนึบก็กรีดร้องครางฮึมในใจด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง ความเร่าร้อนที่ยังหลงเหลือทำให้ช่องท้องของผมบิดมวนด้วยความปรารถนาที่คั่งค้าง
แต่สถานการณ์ตรงหน้าบีบบังคับให้เราต้องทำลายร่องรอยแห่งตัณหาทั้งหมดทันที
"ค...คุณอลันคะ เอก... เอกกำลังจะกลับมาแล้วค่ะ!" ข้าวหอมละล่ำละลักบอกผมด้วยเสียงสั่นระริก มือเรียวทั้งสองข้างรีบคว้าแว่นตากรอบทองที่ผมถอดทิ้งไว้บนโต๊ะข้างโซฟาขึ้นมาสวมใส่อย่างลนลานจนขาแว่นเกี่ยวเข้ากับใบหูอย่างเบี้ยวโย้ ผมจำต้องยื่นมือที่ยังสั่นระริกไม่แพ้กันเข้าไปช่วยจับขาแว่นตาขยับให้เข้าที่เข้าทางบนใบหน้าหวานของเธอ ปลายนิ้วััโดนผิวแก้มเนียนนุ่มที่ยังร้อนจัดระอุราวกับคนเป็ไข้ตัวร้อน
"ใจเย็นๆ ครับข้าวหอม ค่อยๆ หายใจลึกๆ นะ" ผมพยายามสะกดเสียงตัวเองให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ในใจเต้นระรัวโครมครามจนแทบจะทะลุอกออกมา ผมเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์สีขาวตัวใหญ่ของเธอที่ร่นสูงขึ้นไปกองอยู่เหนือหน้าท้องแบนราบขาวนวลให้ลงมาคลุมปิดต้นขาเรียวเนียนตามเดิม พร้อมกับเอื้อมมือไปจัดสาบเสื้อและกางเกงขาสั้นของเธอให้ดูเรียบร้อยไม่สะดุดตา ลอบปัดปอยผมที่ยุ่งเหยิงลู่ไปตามแนวแก้มใสของเธอทัดเข้ากับใบหูอุ่นๆ เพื่อไม่ให้มีพิรุธเหลือรอดแก่สายตาผู้เป็เ้าของห้องตัวจริง
"หอมทำยังไงดีคะ... หอมกลัว เอกต้องดูออกแน่ๆ เลย เอกต้องจับได้แน่ๆ" ข้าวหอมกอดตัวเองไว้แน่น เนื้อตัวของเธอสั่นเทาคล้ายกับลูกนกตกน้ำในคืนพายุฝน ใบหน้าน่ารักบัดนี้ซีดเผือดลงในแสงไฟสลัว
"ไม่เป็ไรครับ เชื่อผม เอกไม่รู้หรอก" ผมพยายามทำน้ำเสียงให้มั่นคงเพื่อปลอบขวัญเธอ "เราช่วยกันเคลียร์จานชามและแกะห่อขยะบะหมี่บนโต๊ะก่อนเร็ว ไฟสำรองฉุกเฉินคอนโดใกล้จะทำงานแล้ว"
ผมรีบขยับกายลุกขึ้นยืนจากโซฟา สองขาของผมหนักอึ้งและเกือบจะก้าวไม่ออกเนื่องจากความ้าที่ถูกระงับกะทันหัน ผมเอื้อมมือกวาดเก็บชามบะหมี่สำเร็จรูปสองใบ ช้อนส้อม และเศษกระดาษทิชชู่ที่เกลื่อนกราดบนโต๊ะไม้เตี้ยอย่างรวดเร็วรวบเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ขณะเดียวกันข้าวหอมก็ขยับกายลุกขึ้นจัดระเบียบร่างกาย สูดลมหายใจยาวลึกเพื่อพยายามระงับอาการไหล่บางสั่นระริก
พรึ่บ!
ในชั่วอึดใจ แสงไฟสีเหลืองนวลจากระบบไฟสำรองฉุกเฉินของคอนโดก็สว่างวาบขึ้นมาแทนที่ความมืดสลัว เผยให้เห็นรอยยับย่นบนหมอนอิงโซฟาและสภาพความกระอักกระอ่วนของพวกเราอย่างชัดเจน ผมรีบก้าวสับเท้ายาวพุ่งตรงเข้าสู่โซนครัวขนาดเล็กในห้อง เปิดก๊อกน้ำซิงก์ล้างจานให้เสียงน้ำไหลซ่าดังก้องกลบเสียงหายใจที่กระชั้นถี่ ข้าวหอมก้าวตามมาประชิดตัวข้างหลัง เธอรีบแย่งฟองน้ำและน้ำยามาทำความสะอาดจานชามเพื่อแสดงออกว่ากำลังล้างจานอย่างปกติ
ปลายนิ้วของพวกเราัักันในสายน้ำที่อบอุ่น กระแสความหวั่นไหวที่แอบแฝงแล่นเปรี้ยงเข้าสู่สมองของผมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งพยายามเว้นระยะห่างแต่ร่างกายและหัวใจกลับตอบสนองต่อกลิ่นกายละมุนและััแ่เบานี้จนผมแทบบ้า
ติ๊ด-ติ๊ด-ติ๊ด-ติ๊ด... แกรก!
เสียงดนตรีแจ้งปลดล็อกของบานประตูหน้าห้องชุดดังกังวานขึ้น ทำลายสมาธิที่สะกดไว้จนเกือบกระเจิง บานประตูหนาหนักเปิดกว้างออกช้าๆ ปรากฏร่างสูงของเอกเดินลากเท้าเข้ามาในห้อง สภาพของมันทำให้ผมและข้าวหอมยืนทื่อตัวแข็งทันที
เอกอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าสะสมราวกับซากศพเดินได้ เสื้อเชิ้ตทำงานสีเข้มหลุดรุ่ยออกนอกกางเกงสแล็ก ไหล่ของมันห่อเหี่ยวและล้าจากเป้ใส่โน้ตบุ๊กที่สะพายพาดไหล่ขวา ผมเผ้าที่เละเทะและแว่นตาหนาที่มีหยดน้ำฝนเกาะพราวเนื่องจากเพิ่งเดินลุยฝนจากลานจอดรถเข้ามา ใต้ตาของมันคล้ำลึกดำสนิทเป็วงกว้าง บ่งบอกชัดเจนว่ามันไม่ได้พักผ่อนมาอย่างน้อยสองคืนเต็มๆ
"เฮ้อ... เหนื่อยฉิบหายเลยว่ะ" เอกถอนหายใจยาวเหยียดพร้อมกับเหวี่ยงเป้โน้ตบุ๊กทิ้งลงบนพื้นห้องนั่งเล่นอย่างไม่สนใจใยดี มันพาตัวเองล้มตัวลงนอนแผ่หราลงบนโซฟาหนานุ่มสีครีม... โซฟาตัวเดียวกับที่ผมและแฟนของมันเพิ่งโอบกอดและจูบกันอย่างเร่าร้อนหลบหลีกศีลธรรมไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า
ภาพเพื่อนสนิทที่สภาพยับเยินนอนกุมขมับหลับตาแน่นด้วยความล้าสะสมอยู่ตรงนั้นเปรียบเสมือนฝ่ามือที่มองไม่เห็นตบเข้าฉาดใหญ่บนใบหน้าของผม ความรู้สึกผิด ความชั่วช้าบาปหนาพุ่งทะลักเข้าฉีกกระชากอกผมจนปวดหนึบ รสชาติความหวานล้ำของริมฝีปากอิ่มของข้าวหอมที่ยังติดค้างอุ่นวาบอยู่บนปากของผมพลันแปรเปลี่ยนเป็ยาพิษรสขมขื่นที่คอยทิ่มแทงหัวใจให้ละอายต่อมิตรภาพที่เอกมีให้ผมเสมอมา
"อ้าว... อลัน มึงยังอยู่เหรอวะ" เอกส่งเสียงถามอู้อี้พลางเปิดตาขึ้นมามองเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงล้างจานในห้องครัว สายตาที่เหนื่อยล้าจนแทบปิดของมันไม่มีทางจับสังเกตพิรุธหรือความเงียบอันตึงเครียดระหว่างผมกับแฟนสาวของมันได้เลย
"เออ... พอดีพายุฝนข้างนอกตกหนักมากกูเลยยังกลับไม่ได้น่ะ เพิ่งนั่งกินบะหมี่เป็เพื่อนข้าวหอมเสร็จพอดี" ผมสะกดความประหม่า ตอบกลับไปน้ำเสียงราบเรียบดั่งปกติที่สุด มือขะมักเขม้นขัดล้างจานชามในซิงก์จนสะอาดสะอ้านเพื่อเบี่ยงเบนสายตาและไม่ให้มันสังเกตเห็นนิ้วมือที่สั่นระริกของผม
"เออ ดีแล้วว่ะ... ขอบใจมึงมากนะที่แวะมาดูและอยู่เป็เพื่อนหอม ยัยนี่กลัวเสียงฟ้าร้องจะตาย ดีที่มีมึงอยู่ช่วยดูแล กูเคลียร์ระบบเซิร์ฟเวอร์เพิ่งเสร็จ แทบไม่ได้นอนมาสองวันเต็มๆ สมองล้าจนแทบคิดอะไรไม่ออกล่ะ" มันเอ่ยเสียงล้าพลางพลิกตัวซุกหน้าเข้ากับหมอนอิงโซฟา
คำพูดขอบคุณอันซื่อตรงและน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความไว้วางใจของเอกยิ่งเพิ่มพูนตราบาปในอกของผมให้รุนแรงและปวดร้าวทวีคูณ ผมกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ รู้สึกรังเกียจพฤติกรรมสองหน้าของตัวเองเหลือเกิน ผมเหลือบสายตามองข้าวหอมที่ยืนเงียบงันอยู่ข้างๆ เธอสบตาผมผ่านเลนส์แว่น แววตากลมอ้อนของเธอเปี่ยมล้นไปด้วยความกระอักกระอ่วนใจและรู้สึกผิดไม่ต่างจากผม มือเรียวเล็กของเธอกำขอบโต๊ะครัวไว้แน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวนวล
"เอก... เอกอาบน้ำหน่อยไหมคะ เดี๋ยวหอมเตรียมน้ำอุ่นให้นะ" ข้าวหอมพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือ ก้าวเดินเข้าไปหาเอกที่นอนหมดสภาพบนโซฟา
"ไม่เป็ไรหอม... เอกขออาบน้ำล้างหน้าล้างตาหน่อย แล้วจะรีบไปนอนล่ะ ไม่ไหวจริงๆ สมองไม่รับรู้อะไรแล้ว" มันบอกล้าๆ ก่อนจะฝืนยันตัวลุกขึ้นจากโซฟาอย่างโซซัดโซเซ เดินสะโหลสะเหลเข้าห้องนอนใหญ่เพื่อหยิบผ้าเช็ดตัวลนลานหายเข้าไปในห้องน้ำ ไม่กี่วินาทีถัดมาเสียงประตูปิดลงและเสียงน้ำฝักบัวไหลซ่าก็ดังขึ้น
เมื่อเสียงน้ำจากห้องน้ำทำงาน ความเงียบงันปนตึงเครียดก็กลับมาครอบงำพวกเราในครัวอีกครั้ง เสียงฝนภายนอกหน้าต่างกระจกยังคงเทกระหน่ำซัดซาดอย่างบ้าคลั่ง ลมพายุพัดหวีดหวิวดูราวกับเสียงกรีดร้องเตือนสติว่าสิ่งที่เราทำลงไปมันช่างเฉียดฉิวต่อการตกนรกทั้งเป็
"คุณอลัน... หอมขอโทษนะคะ" ข้าวหอมพึมพำแ่เบาจนแทบถูกเสียงน้ำกลบ ขอบตาของเธอเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินหัวใจไม่แพ้กัน
"ไม่ใช่ความผิดของข้าวหอมหรอกครับ... ผมต่างหากที่หักห้ามใจตัวเองไม่ได้" ผมตอบกลับไปน้ำเสียงแหบแห้ง พลางหยิบทิชชู่มาซับมือจนแห้งสนิท "เอกกลับมาแล้ว ผมคิดว่าผมควรจะกลับห้องของผมได้แล้วล่ะครับ"
"ค่ะ... เดินทางปลอดภัยนะคะ" เธอบอกเสียงแ่หวานหยาดเยิ้มปนแววตาว้าเหว่อย่างปิดไม่มิด
ผมก้าวเท้าเดินไปที่ชั้นวางรองเท้าตรงบานประตูทางออกห้องชุด ข้าวหอมก้าวเท้าตามมาส่งเงียบๆ บรรยากาศระหว่างพวกเราอบอวลไปด้วยความอัดอั้นของอารมณ์ทางกายภาพที่ยังตกค้างและไม่ได้ถูกชำระสะสาง ความกระสันที่โดนขัดจังหวะกระตุ้นความรู้สึกร้อนผ่าวในเส้นเืให้ทวีตัวเงียบๆ
ในขณะที่ผมกำลังก้มลงผูกเชือกรองเท้าผ้าใบอย่างทุลักทุเล ข้าวหอมก็ก้าวประชิดเข้ามาด้านหลังของผม กลิ่นกายสะอาดละมุนละไมปนกลิ่นแป้งเด็กจากร่างกายของเธอชวนให้หัวใจของผมกระตุกวาบขึ้นมาทันที ความอบอุ่นที่แผ่จากเรือนร่างบางปะทะแผ่นหลังผมชวนสั่นสะท้าน
"คุณอลันคะ..." เสียงหวานกระซิบเรียกผมแ่เบา
ผมค่อยๆ หันใบหน้ากลับไปมองช้าๆ และในเสี้ยววินาทีนั้น ปลายนิ้วเรียวบางอันสั่นระริกของข้าวหอมก็เลื่อนแตะประคองลงบนอุ้งมือขวาของผมแ่เบา ััอุ่นชื้นที่ผิวเนื้อเนียนนุ่มชิดแนบทำให้ผมสะดุ้งตัวโยนเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะออกแรงดันวัตถุพลาสติกแผ่นบางเฉียบสอดแทรกเข้ามาในฝ่ามือของผมอย่างมีพิรุธและเงียบกริบ
ผมลอบก้มลงมองมือตัวเองในความสลัวรางของโถงประตูทางออก มันคือคีย์การ์ดสำรองสีขาวของห้องชุดห้องนี้... คีย์การ์ดที่ผ่านลิฟต์โดยสารและระบบรักษาความปลอดภัยของคอนโดหรูแห่งนี้
ผมยืนตกตะลึงอึ้งไปหลายวินาที จ้องมองคีย์การ์ดสำรองในมือก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบสายตากับข้าวหอม ดวงตากลมอ้อนหลังกรอบแว่นตาสั่นระริกพราวไหว แฝงไปด้วยประกายแห่งความเว้าวอน อ้อนวอน และจำนนต่อตัณหาในส่วนลึกอย่างปิดไม่มิด ริมฝีปากอิ่มสีพีชเม้มแน่นคล้ายกำลังสู้กับศีลธรรมในใจตัวเองอย่างหนักหน่วงเช่นกัน แต่สุดท้ายเธอกลับเลือกที่จะยื่นคีย์การ์ดใบนี้มอบโอกาสแห่งความผิดบาปนี้ให้ผมดูแล
"เก็บไว้... เก็บไว้ที่พี่อลันนะคะ ยามที่เอกไม่อยู่... หรือยามที่หอมเหงา หอมอยากให้มีคนคอยเปิดประตูเข้ามาหาหอมบ้าง..." เธอกระซิบประโยคนี้เสียงสั่นเครือน้ำตาแทบร่วงหล่น
คำว่า "พี่อลัน" ที่เลื่อนขยับสรรพนามแสดงถึงความเสน่หาและไว้วางใจ มันเป็ข้อตกลงลับ (Silent Pact) ที่ส่งผ่านการััตรงประตูห้อง คีย์การ์ดนี้หาใช่เพียงแค่พลาสติก หากแต่มันคือการยื่นใบอนุญาตผ่านประตูเปิดรับสิทธิ์ในการก้าวเข้าไปล่วงละเมิดในพื้นที่ต้องห้ามของเอก โดยปราศจากสิ่งกีดขวาง
จิตใจของผมสับสนว้าวุ่นตีกระหน่ำฟุ้งซ่าน ศีลธรรมในสมองกระซิบเตือนเสียงดังให้ส่งการ์ดคืนเธอไปซะ ทว่าความรู้สึกหลงใหลในกลิ่นกายหอมหวานและสัญชาตญาณดิบในร่างกายกลับเอาชนะความยับยั้งชั่งใจ ผมค่อยๆ กำมือกุมแผ่นคีย์การ์ดนั้นแน่น ััของพลาสติกบางที่ยังอุ่นร้อนจากไอผิวกายของเธอถูกเก็บซ่อนลงสู่ก้นกระเป๋ากางเกงยีนส์ของผมอย่างเงียบงัน
"ขอบคุณครับ... ข้าวหอมเข้าไปพักผ่อนเถอะ" ผมจำใจเค้นเสียงกระซิบเบาๆ ตอบเธอก่อนจะหมุนตัวเปิดประตูห้องก้าวพ้นออกไปสู่โถงทางเดินคอนโดที่เงียบสงัดทันที
ผมไม่กล้าหันกลับไปสบตาข้าวหอมอีกแม้แต่เพียงกึ่งวินาที สองเท้าสาวก้าวเดินกึ่งวิ่งไปตามทางเดินกว้าง ก้าวเข้าลิฟต์โดยสารแล้วกดหมายเลขชั้นห้องพักส่วนตัวของผมด้วยหัวใจที่เต้นรัวเร็วโครมครามจนแทบหายใจไม่ทัน คีย์การ์ดในกระเป๋ากางเกงแผ่ไออุ่นซ่านลามเลียราวกับแผ่นเหล็กร้อนแดงที่คอยแผดเผาเนื้อหนังของคนบาปเช่นผมให้ทุรนทุราย
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องพักส่วนตัวในตึกเดียวกัน ผมรีบลงกลอนประตูลงล็อกอย่างแ่าแล้วทิ้งตัวลงพิงบานไม้หนาปล่อยตัวให้จมลงท่ามกลางความมืดมิดและลมเย็นะเืของเครื่องปรับอากาศ ร่างกายส่วนล่างยังคงแข็งตึงปวดหนึบคับแน่นเป้ากางเกงที่ถูกกระตุ้นยามกอดบดเบียดเรือนร่างนุ่มนิ่มของข้าวหอมบนโซฟา ความปรารถนาที่ไม่ได้ถูกระบายออกแปรเปลี่ยนเป็ความตึงเครียดที่แทรกซึมไปทั่วทุกตารางนิ้วของกล้ามเนื้อ
ผมสาวเท้าก้าวเข้าห้องนอนส่วนตัว ทิ้งตัวลงนอนหงายหลังแผ่พาดบนที่นอนกว้างในความมืด แสงไฟสีส้มสลัวรางสะท้อนจากท้องถนนและอาคารข้างเคียงภายนอกสาดส่องผ่านผ้าม่านบางเข้ามา สว่างพอจะทำให้เห็นผิวมือขวาของผมที่เพิ่งกุมมือของข้าวหอมและลูบไล้ผิวกายเนียนนุ่มใต้เสื้อยืดของเธอมาหยกๆ
ผมยกฝ่ามือขวาขึ้นแตะััริมฝีปากตัวเองเบาๆ รสหวานละมุนละไมและกลิ่นอายละอองแป้งเด็กปนแชมพูสระผมของข้าวหอมยังคงตกค้างติดอยู่ที่ปลายจมูกและริมฝีปากไม่ยอมจางหาย ยามหลับตาทีไร ภาพใบหน้าหวานจิ้มลิ้มฉ่ำชื้นหยาดน้ำตาที่ถอดแว่นตาออกและดวงตาคู่กลมงามฉายแวววาบหวามเสน่หาก็กระชั้นเข้ามาปะทะดวงใจ มันรุนแรงและบดขยี้ศีลธรรมในตัวผมจนป่นปี้
"โธ่เอ๊ย... ทำไมต้องเป็แบบนี้วะ"
ผมสบถระบายออกแ่เบาท่ามกลางความวิเวก นอนพลิกกายทุรนทุรายบนเตียงนอนหนานุ่มด้วยความทุกข์ทรมานอย่างหนักหน่วง จิตสำนึกและตัณหากำลังทำาฉีกทึ้งตัวตนของผมจนแหลกสลาย ฝ่ายหนึ่งคือศีลธรรม จรรยาบรรณ และคำว่าเพื่อนแท้ที่มีต่อเอก เพื่อนรักที่คอยช่วยเหลือดูแลผมเสมอมา ยามเอกบ้างานสร้างอนาคตแต่กลับละเลยความรู้สึกของคนรัก ทว่าเขาก็ยังไว้ใจให้ผมช่วยเป็หูเป็ตาดูแล และอีกฝ่ายคือความกระสันอยาก แรงดึงดูดทางเพศและความงามกิริยาที่ต้องห้ามของข้าวหอมที่ยั่วยวนอารมณ์ใคร่ในกายให้เตลิด ยิ่งนึกถึงภาพข้าวหอมแอ่นอกสะโพกมนเบียดหน้าตักผมและมือหนาของผมที่ซุกััผิวหลังเนียนเปลือยใต้เสื้อยืดของเธอ ร่างกายส่วนกลางลำตัวก็ยิ่งขยายจนขึงตึงปวดเกร็งร้าวรวด
ผมล้วงมือสั่นๆ ลงในกระเป๋ากางเกงยีนส์ ดึงเอาคีย์การ์ดสำรองแผ่นบางใบนั้นขึ้นมาจ้องมองในความมืด แสงเงาสีส้มสะท้อนให้เห็นลายสลักบนการ์ดบางๆ ความคิดใฝ่ต่ำร้ายกาจพุ่งพล่านเข้ามาแล่นริ้วในสมอง... แค่ผมลุกขึ้นเดินออกจากห้องนี้ แตะการ์ดผ่านลิฟต์แตะประตูห้องของเอก เดินเข้าสู่รอยต่อของความรักต้องห้ามในยามที่มันหลับสนิทเป็ตาย ผมก็จะได้ตักตวงััอุ่นชื้นแสนวิเศษจากซอกปากนุ่มและร่างกายแสนหวานของข้าวหอมให้สาสมแก่ตัณหาความ้าของตนเอง
"หักห้ามใจไว้อลัน... มึงทำร้ายเอกไม่ได้ มึงคือเพื่อนมันนะ"
ผมพร่ำบอกและบ่นเตือนตัวตนในจิตสำนึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับจะสะกดิญญาบาปให้อยู่สงบ ผมโยนเหวี่ยงคีย์การ์ดสีขาวแผ่นนั้นลงบนโต๊ะข้างหัวเตียงเพื่อปัดตัดความสนใจไม่ให้กลับไปมอง ทว่าผลลัพธ์กลับล้มเหลว ดวงตาของผมยังคงนอนเบิกค้างจับจ้องอยู่ที่บัตรพลาสติกสีขาวที่นอนแน่นิ่งล่อตาในความมืดอยู่อย่างนั้นท่ามกลางพายุฝนภายนอกที่โหมกระหน่ำซัดซาดไม่ยอมหยุดหย่อนยันรุ่งสางของวันใหม่
สองวันถัดมา จิตใจของผมก็ยังคงแขวนกวัดแกว่งลอยอยู่บนเส้นด้ายบางเฉียบของศีลธรรมและการหักห้ามใจตนเอง ผมพยายามหลบหลีกการเจอหน้าข้าวหอม และไม่พยายามส่งแชตไลน์โต้ตอบกับเธอแบบสนิทชิดเชื้อ พยายามจมตัวเองลงไปกับภาระหน้าที่การทำงานเพื่อสลัดความฟุ้งซ่านและความ้าล้ำเส้นออกจากสมอง แต่ััอบอุ่นและรสจูบอ่อนหวานเปียกชุ่มในคืนฟ้าคะนองวันนั้นกลับล้อมกรอบเหนี่ยวรั้งความนึกคิดของผมไว้ราวกับคุกตารางที่ไม่มีทางหลบหนี
กระทั่งเวลาล่วงเข้าสู่่บ่ายแก่ๆ ของวันที่สาม เสียงสัญญาณเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังสั่นครืดๆ สะท้อนห้อง หน้าจอปรากฏรายชื่อผู้ติดต่อคือ "เอก"
"ว่าไงเอก" ผมรีบกดรับสาย พยายามฝืนน้ำเสียงตัวเองให้เป็ปกติและเ็าที่สุด
"อลัน... มึงอยู่คอนโดปะวะ" น้ำเสียงของเอกดังมาตามสาย ปลายสายมีเสียงเครื่องยนต์รถและการประกาศแจ้งเตือนสถานะเที่ยวบินของสนามบินแว่วแทรกเข้ามาดังระงม
"เออ อยู่ห้องว่ะ มึงมีอะไรหรือเปล่า" หัวใจของผมสะดุ้งตุบเต้นรัวแรงขึ้นมาทันทีโดยไร้เหตุผล
"เออดีเลยว่ะ คือระบบหลักเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลของบริษัทลูกค้าใหญ่ที่เชียงใหม่ล่มกะทันหันว่ะ หัวหน้าเพิ่งสั่งด่วนเมื่อชั่วโมงก่อนให้กูรีบขึ้นเครื่องบินไปซ่อมระบบด่วนที่สุด ตอนนี้กูมาถึงดอนเมืองกำลังจะเตรียมขึ้นเครื่องล่ะ น่าจะใช้เวลาตรวจสอบกู้ระบบไม่ต่ำกว่าสามวันว่ะ" เอกเอ่ยประโยครวดเร็วด้วยความร้อนใจ "แต่กูเป็ห่วงข้าวหอมชะมัด ยิ่ง่สามวันจากนี้พยากรณ์อากาศแจ้งเตือนพายุเข้ากรุงเทพฯ ตลอด ยัยนั่นอยู่ห้องคนเดียวคงกลัวฟ้าร้องแย่ กูฝากมึงแวะไปดูแลหรือหาข้าวน้ำไปส่งให้ยัยนั่นหน่อยนะเว้ย มึงคนเดียวที่กูไว้ใจที่สุดและหมดห่วงเวลาไปทำงานไกล"
ประโยคคำพูดของเอกไม่ต่างจากอัสนีบาตสายใหญ่ที่ฟาดเปรี้ยงลงมากลางอกของผมอีกระลอก ความไว้วางใจ มิตรภาพ และหน้าที่ที่มันฝากฝังให้ผมช่วยดูแลแฟนสาวของมันในยามห่างไกล ช่างเป็เครื่องทดสอบศีลธรรมและความเป็มนุษย์ที่โเี้รุนแรงที่สุดเท่าที่ผมเคยพานพบมาในชีวิต
"เออ... ได้ดิ เดี๋ยวกูคอยแวะขึ้นไปดูให้ มึงเดินทางปลอดภัยเหอะ ไม่ต้องเป็ห่วงทางนี้" ผมเค้นกระแสเสียงแหบแห้งตอบกลับไป สายตาเหม่อลอยไร้จุดโฟกัส
"เออ ขอบใจมึงมากว่ะอลัน มึงนี่แหละเพื่อนแท้ที่ดีที่สุดของกูจริงๆ แค่นี้นะ เครื่องจะขึ้นแล้ว"
สายสนทนาตัดขาดไป ทิ้งให้ผมนั่งแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ทำงาน จ้องหน้าจอโทรศัพท์สลัวๆ ด้วยหัวใจที่ปั่นป่วนบีบคั้นอย่างสาหัส คำว่า "เพื่อนแท้" สะท้อนก้องดังอยู่ในหูราวกับเสียงโซ่ตรวนที่ดึงรั้งและตอกย้ำความละอายแก่ใจ เอกให้ความเชื่อใจฝากผู้หญิงที่เป็ดั่งดวงใจไว้กับเพื่อนสนิท ทว่าในก้นกระเป๋ากางเกงของผมกลับมีคีย์การ์ดสำรองที่สามารถปลดรหัสผ่านประตูเข้าไปเชยชมล่วงละเมิดร่างเมียรักของมันได้ทุกยามค่ำคืน
และในคืนนั้นเอง พายุฝนฟ้าคะนองระลอกใหญ่ยิ่งกว่าเดิมก็ซัดโถมเข้าสู่เขตกรุงเทพมหานครอย่างเกรี้ยวกราด สายลมหนาวรุนแรงหวีดร้องปะทะหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องนอนสั่นะเืเกิดเสียงกึกกักน่าหวาดเสียว ท้องฟ้ายามดึกสงัดถูกสาดส่องชั่วขณะด้วยแสงฟ้าแลบแปลบปลาบสะท้อนผ่านผ้าม่านเผยความมืดมิดว้าเหว่ภายในห้องของผม เสียงฟ้าร้องดังตึงตังะเืเลื่อนลั่นอย่างหนาหู
ผมพยุงกายลุกยืนตรงบานหน้าต่างมองออกไปยังสายน้ำฝนหยดใหญ่ที่ไหลลาดผ่านแนวกระจกราวกับน้ำตาฟ้า ในดวงใจของผมเต็มไปด้วยไฟเสน่หาร้อนระอุที่ขัดแย้งกับลมหนาวเย็นชื้นภายนอก ลมหายใจของผมหนักหน่วงหอบสะท้านขึ้นทีละน้อยจากการดิ้นรนต่อสู้กับความคิดชั่วช้า
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความแอปพลิเคชันไลน์ดังขึ้นหนึ่งครั้งสั้นๆ ทว่าชัดเจนสะท้อนก้องความเงียบ แสงหน้าจอโทรศัพท์มือถือสว่างวาบขึ้นส่องสว่างใบหน้าของผมในความมืดสนิท
ผมก้าวเดินช้าๆ ไปหยิบมันขึ้นมากดเปิดล็อกระบบ ปรากฏชื่อผู้ส่งคือ "ข้าวหอม"
เธอส่งภาพถ่ายภาพหนึ่งมาให้ผมก่อน
มันเป็ภาพมุมถ่ายระดับต่ำภายในห้องนั่งเล่นอันคุ้นเคยของเธอ ห้องชุดสลัวๆ ที่เงียบสงัดไร้แสงไฟประดับ มีเพียงความมืดและประกายแสงขาวจากบานหน้าต่างเวลาฟ้าแลบ เผยให้เห็นโซฟาหนานุ่มครีมตัวนั้นตั้งตระหง่านเงียบเหงาอ้างว้าง ไร้ร่างเงาของเอก ภาพถ่ายนั้นบอกเล่าความว้าเหว่และตื่นตระหนกกลัวความมืดมิดของเธอออกมาได้อย่างท่วมท้น
และถัดมา ข้อความตัวอักษรก็ถูกส่งตามมาติดๆ
[ ข้าวหอม : พี่อลัน... คืนนี้พายุเข้าอีกแล้วค่ะ หอมกลัวเสียงฟ้าร้องจัง... ]
[ ข้าวหอม : คีย์การ์ดสำรองยังอยู่ที่พี่ใช่ไหมคะ? ]
ข้อความตัวหนังสือสีเข้มเด่นสว่างโร่บนหน้าจอโทรศัพท์เปรียบเสมือนน้ำมันเบนซินที่ราดรดสะเก็ดไฟตัณหาในทรวงอกของผมให้ปะทุลุกโชนโชติ่ ลมหายใจของผมถี่กระชั้นหนักหน่วงจนจับจังหวะแทบไม่ได้ หัวใจเต้นโครมครามพองโตทันทีเมื่อในหัวคิดถึงกลิ่นหอมสะอาดแป้งเด็ก รสััจูบร้อนอุ่นหยาดเยิ้ม และผิวเนียนละเอียดผุดผ่องของข้าวหอมที่กำลังหวาดหวั่นนั่งกอดเข่าเหน็บหนาวรอคอยเสียงประตูเปิดรับััจากผมเพื่อปลอบประโลมความอ้างว้างในค่ำคืนพายุร้ายนี้
ผมกำมือขวาที่ถือโทรศัพท์มือถือแน่นจนข้อนิ้วเกร็งสั่นระริกแทบจะแหลกสลาย ขณะที่มือซ้ายเลื่อนเอื้อมหยิบคีย์การ์ดสำรองสีขาวบนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมากุมประคองไว้ ปลายนิ้วััรอยขอบพลาสติกอุ่นอย่างสั่นสะท้านและหวาดหวั่นใจ
ผมจ้องเขม็งสลับสายตาไปมาระหว่างข้อความอ้อนวอนกึ่งเชิญชวนบนจอโทรศัพท์ คีย์การ์ดสีขาวสะท้อนแสงสลัวในมือซ้าย และบานประตูห้องส่วนตัวที่เงียบงัน... ประตูบานที่หากผมเปิดก้าวผ่านออกไป มันจะนำพาความสัมพันธ์และมิตรภาพของเพื่อนสนิทและศีลธรรมของผมไปสู่จุดจบอันไม่อาจย้อนกลับมาได้อีกตลอดกาล
การหักห้ามใจและกำแพงศีลธรรมที่เพียรสรรค์สร้างมาตลอดสองวัน กำลังสั่นคลอนพังทลายลงในวินาทีวิกฤตนี้
ผมจะยอมแบกรับตราบาปและชื่อเสียงความเป็เพื่อนสนิททรยศ ปลดล็อกประตูห้องเดินขึ้นลิฟต์ไปโอบกอดััแฟนสาวของเพื่อนรักในค่ำคืนนี้เพื่อดับความรุ่มร้อนในกายของกันและกัน... หรือผมจะกล้าตัดสินใจโยนคีย์การ์ดใบนี้ทิ้งไปแล้วปล่อยให้ข้าวหอมนอนทนทุกข์หนาวสั่นจมอยู่กับความเหงาและเสียงฟ้าร้องอันน่าตระหนกตลอดค่ำคืนฝนคลั่งนี้คนเดียวโดยไร้ซึ่งคนพึ่งพิง
หัวใจของผมเต้นกระชั้นระรัวโครมครามประสานเข้ากับเสียงสายฟ้าฝ่าดังเปรี้ยงก้องโลกดังกังวานก้องหู... คีย์การ์ดในอุ้งมือซ้ายชุ่มไปด้วยเหงื่ออุ่น... และคำตอบที่บีบคั้นอารมณ์ใคร่และความรักต้องห้ามนี้ กำลังรอคอยการตัดสินใจปลดล็อกของสองเท้าผมในเสี้ยววินาทีถัดไป!