“เป็ไปได้อย่างไร?!”
ความตกตะลึงผุดขึ้นบนใบหน้าของหลิ่วซีและหลินเฟิง พวกเขาตาค้างจ้องมองร่างสูงบนลานประลองที่อยู่ไม่ไกล พูดขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า “แค่หนึ่งฝ่าเท้าก็เตะเผยอวิ๋นที่เปิดลมปราณได้สามเส้นลอยออกจากลาน?!”
ในยามนี้เองใบหน้าของฉีเยวี่ยก็กระตุกขึ้น ดวงตามืดครึ้ม พูดด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว “ดูท่าพวกเราจะถูกโจวหยวนเล่นเข้าให้แล้วละ ฝ่าเท้าข้างนั้นใช้พลังหยวน เขาเปิดลมปราณได้แล้ว”
รูม่านตาของหลินเฟิงและหลิ่วซีหดลง พวกเขารู้เื่ที่ลมปราณทั้งแปดของโจวหยวนไม่ปรากฏ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงเปิดลมปราณได้?
เ้าโจวหยวนซุกซ่อนไว้อย่างดี!
ฉีเยวี่ยสูดหายใจเข้าลึกแล้วพูดเสียงเข้มว่า “เขาคงเปิดลมปราณได้ไม่นาน ระดับของลมปราณยังไม่สูงมาก เผยอวิ๋นแค่โชคร้ายที่ไม่ทันได้เตรียมตัว กระทั่งศาสตร์หยวนก็ยังไม่ทันได้ใช้ จึงพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว”
“หากเตรียมตัวอย่างดี โจวหยวนคงไม่เห็นหนทางชนะ”
พอได้ยินการวิเคราะห์ หลินเฟิงและหลิ่วซีก็สงบลงแล้วพยักหน้า โจวหยวนตั้งใจซุกซ่อนพลังเอาไว้จนคู่ต่อสู้ชะล่าใจ จากนั้นลงมือเอาชนะอย่างรวดเร็ว
“ช่างเ้าเล่ห์เสียจริง” หลิ่วซียิ้มเ็า “แต่แผนนี้ใช้ได้แค่ครั้งเดียว รอบต่อไป ดูซิว่าเขาจะทำอย่างไร!”
หลินเฟิงพยักหน้าช้าๆ เดิมทีเขาวางแผนให้โจวหยวนอับอายต่อหน้าซูโย่วเวย นึกไม่ถึงว่าโจวหยวนจะมาไม้นี้ ทำให้เขารู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย
ฉีเยวี่ยจ้องมองร่างของโจวหยวนอย่างเคร่งเครียด แววตาทอประกายวาบผ่าน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
่เวลาเดียวกันนั้น บนแท่นรับชม ฉู่เทียนหยางก็มองเห็นภาพนี้ด้วยสีหน้าตกตะลึง แววตาประหลาดใจ “เหตุใดพลังขององค์ชายโจวหยวนถึงแข็งแกร่งเพียงนี้?”
เขาเข้าใจว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนโจวหยวนเพิ่งจะฝึกเปิดลมปราณได้ แต่พลังของฝ่าเท้าเมื่อครู่แข็งแกร่งกว่าคนที่เปิดลมปราณสามเส้น
เขาคิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ ทำได้เพียงแอบสั่นหัว แต่ในใจกลับโล่งอก ดูท่าที่โจวหยวนเข้าร่วมการสอบคราวนี้คงมีความมั่นใจไม่น้อย
ไม่แปลกใจที่หนึ่งเดือนก่อนหน้าเขาบอกว่าจะเข้าสำนักเจี่ย ที่แท้ก็ด้วยเหตุนี้
ข้างกายฉู่เทียนหยาง สวีหงก็เห็นโจวหยวนได้รับชัยชนะเช่นกัน คิ้วขมวดขึ้นแต่ไม่ได้พูดอะไร โจวหยวนที่แสดงพลังออกมาแม้ทำให้ตกตะลึง แต่หากคิดติดสิบอันดับแรกย่อมเป็ไปไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลใจ
ท่ามกลางสายตาประหลาดใจทั่วสารทิศ พอโจวหยวนได้ยินคำตัดสินก็ะโลงจากเวทีประลองท่ามกลางสายตาจับจ้องของผู้คน แล้วเดินไปหาซูโย่วเวย
“ท่านซ่อนไว้ลึกเชียวนะ!” ซูโย่วเวยจ้องมองโจวหยวน ทำปากมุ่ยเล็กน้อย เพราะกระทั่งนางก็ยังไม่ทราบเื่ที่โจวหยวนเปิดลมปราณได้ ทำเอานางใจหายใจคว่ำตั้งนาน
โจวหยวนรีบพูดขึ้นว่า “นี่ไม่ใช่เป็เพราะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาข้ามัวแต่ฝึกฝนอย่างหนักจนไม่มีเวลาบอกเ้าหรืออย่างไร”
ซูโย่วเวยร้องหึออกมา ใบหน้าบึ้งตึง “เช่นนั้นท่านต้องพูดความจริง ตอนนี้ท่านเปิดลมปราณได้กี่เส้นแล้ว”
“สองเส้น” โจวหยวนยิ้มร่าไม่ปกปิด หลังจากวันนี้ทุกคนจะได้รู้สิ่งนี้
ซูโย่วเวยเลิกคิ้วขึ้นสูง มองโจวหยวนด้วยความสงสัย “ฝ่าเท้าที่เตะออกไปไม่ใช่สิ่งที่คนเปิดลมปราณสองเส้นจะทำได้”
ฝ่าเท้านั้นกระทั่งเผยอวิ๋นที่เปิดลมปราณได้สามเส้นก็ยังโดนเตะจนร่วงเวที รุนแรงจนเละเทะ ไม่เหมือนกับที่คนเปิดลมปราณสองเส้นจะทำได้
โจวหยวนได้แค่ยิ้มอย่างจนใจ สภาพร่างกายของเขาที่เปิดลมปราณได้สองเส้นแทบจะเทียบได้กับคนที่เปิดลมปราณได้สี่เส้น เตะเผยอวิ๋นจนกระเด็นย่อมไม่ใช่เื่ยาก แต่สาเหตุนี้เขาย่อมอธิบายไม่ได้เพื่อไม่ให้เป็จุดสนใจ
ถึงกระนั้นซูโย่วเวยก็ไม่ได้ซักไซ้เื่นี้ต่อ เพียงพูดด้วยแววตาดีใจว่า “ท่านเปิดลมปราณได้สองเส้นแล้ว หากรวมกับความสำเร็จทางอักขระหยวน ไม่แน่ว่าจะมีโอกาสติดสิบอันดับแรก”
โจวหยวนยิ้มรับแล้วพยักหน้า
่เวลาที่พวกเขาสนทนา การสอบยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ บนลานประลองยังต่อสู้อย่างดุเดือดไม่หยุด ดึงดูดให้เหล่าหนุ่มสาวรอบข้างที่รับชมส่งเสียงโห่ร้อง
ไม่นานก็ถึงคราวของซูโย่วเวย
คู่ต่อสู้ของซูโย่วเวยเป็แค่ศิษย์ใหม่ที่เปิดลมปราณได้สองเส้น เขาเห็นว่าเจอกับนาง สีหน้าก็ซีดขาว ทั้งคู่ห่างชั้นกันเกินไป
ดังนั้นการประลองนี้จึงไร้ความกังวลใดๆ เพียงถึงรอบต่อสู้ คู่ต่อสู้ของซูโย่วเวยก็พ่ายแพ้ยับเยิน ะโลงเวทีอย่างสบายใจ
การต่อสู้วนเวียนต่อไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็วนมาถึงคราวของโจวหยวน
“โจวหยวน สืออวี่!”
พอเสียงะโดังขึ้นในลานประลอง ทันใดนั้นก็มีสายตาจับจ้องพุ่งเข้ามา รอบแรกก่อนหน้านี้การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว คนส่วนมากไม่เข้าใจว่าโจวหยวนชนะได้อย่างไร ดังนั้นการต่อสู้รอบนี้กลับยิ่งน่าสนใจ
ท่ามกลางสายตาจับจ้องของผู้คน โจวหยวนก็เดินขึ้นลานประลองเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มที่มีนามว่าสืออวี่ คนผู้นี้มีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ แต่ครานี้เขามองโจวหยวนด้วยความระแวดระวัง แสดงว่าได้รับบทเรียนมาจากคนก่อน
“เริ่มได้!”
สิ้นเสียงของผู้ตัดสิน สืออวี่ก็ลงมืออย่างทันท่วงที “เปิดลมปราณเส้นที่สาม!”
ท่ามกลางเสียงแผดร้องของสืออวี่ ทันใดนั้นก็มีพลังหยวนจากฟ้าดินเข้าสู่ร่างกายของเขา เสื้อผ้าโบกสะบัด มีแสงที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อพันรอบตัว เปล่งพลังน่าเกรงขาม
รับรู้ได้ถึงพลังรุนแรงที่เข้าสู่ร่างกาย ความหวาดระแวงในแววตาของสืออวี่ก็หายไป สายตาจ้องมองโจวหยวน นาทีถัดมาเขาก็ตวัดฝ่าเท้าพุ่งออกอย่างรุนแรง
ร่างของเขาปรากฏขึ้นเบื้องหน้าโจวหยวน นิ้วทั้งห้าจิกเกร็งเล็กน้อยดูคล้ายกรงเล็บอินทรี ปลายนิ้วมีแสงพลังหยวนส่งออกมา พลังน่าเกรงขามพอที่จะฉีกทลายหินกล้า
การจู่โจมของสืออวี่นับว่ารวดเร็ว เพียงพริบตาก็จิกมาที่คอของโจวหยวน แต่่เวลาที่โจมตี โจวหยวนพลันก้าวเท้าเฉียงออกทันที ร่างของเขาเลือนรางลง
เล็บที่พันด้วยแสงพลังหยวนจิกลงไป แต่รูม่านตาของสืออวี่กลับต้องหดลง เป็เพราะว่าการโจมตีที่น่าจะโดนราวกับทะลุออกไปในอากาศ
“แย่แล้ว!” เขาคิด
แต่ยังไม่ทันได้เก็บกรงเล็บตั้งรับเบื้องหน้าก็พลันปรากฏเงาร่างสายหนึ่งขึ้น โจวหยวนประชิดมาใกล้อย่างรวดเร็ว ่เวลาเดียวกันนั้นฝ่ามือที่เรียวยาวข้างหนึ่งก็ทะลุผ่านการป้องกันของสือวี่ ปะทะเข้าไปที่หน้าอกอย่างพลิ้วไหว ฝ่ามือนี้ดูอ่อนนุ่ม หากแต่ภายในกับแฝงด้วยพลังน่าอัศจรรย์
ปัง!
สืออวี่ยังดึงพลังหยวนมาป้องกันหน้าอกได้ทัน จากนั้น เขาก็รับรู้ได้ถึงพลังรุนแรงพลุ่งพล่านออกจากหน้าอก
ร่างของสืออวี่ถูกแรงบีบอัดสั่นสะท้านจนกระเด็นลอยออกไป หล่นบนเวทีอย่างรุนแรง
ร่างของเขาหยุดลงอย่างอับอาย รีบหมุนตัวอย่างรวดเร็ว คิดหลบการโจมตีต่อมาของโจวหยวน แต่่เวลาที่ร่างของเขาเพิ่งหยุดนิ่งหางตาพลันเหลือบเห็นร่างหนึ่งคล้ายเงาตามติดจากข้างหลังเขา สิ่งนี้ทำให้เขาขวัญผวา
เขายังไม่ทันได้เคลื่อนไหวใดๆ ก็รับรู้ถึงฝ่ามือข้างหนึ่งที่เปี่ยมด้วยพลังอยู่กลางกะโหลกศีรษะ พลังคลุมเครือที่ออกมาจากฝ่ามือนั้นทำให้ร่างของเขาแข็งทื่อ ไม่กล้าลงมือทำอะไรทั้งนั้น
เพราะถ้าพลังนี้พุ่งออกมา หัวสมองของเขาคงแหลกละเอียด
“ข้ายอมแพ้!” สืออวี่เหงื่อแตกพลั่กทั่วร่าง ส่งเสียงะโอย่างไม่ลังเล
พอได้ยินเขายอมแพ้ โจวหยวนก็คลายฝ่ามือที่อยู่กลางกะโหลกศีรษะของเขาลง จากนั้นกวาดสายตามองออกไป รอบข้างลานประลองก็เงียบสงัดอีกครั้ง
ทุกคนต่างอ้าปากค้างมองผลการแข่งที่ชนะอย่างราบรื่นบนเวที
“ดี!”
พอเงียบไปได้สักพักก็มีเสียงโห่ร้องดังไม่หยุด เพราะว่าโจวหยวนลงมืออย่างน่าเกรงขามรวมถึงเผยความเร็วแทบจะเป็ภูตผีออกมาจนทุกคนต้องตกตะลึง
นี่ยังเป็องค์ชายที่ยังเปิดลมปราณไม่ได้ตามข่าวลือหรือไม่?
บนหอสูงไม่ไกลออกไป ฉีเยวี่ย หลิ่วซี และหลินเฟิงต่างนิ่งเงียบ ใบหน้าของพวกเขาเคร่งเครียด
“ความเร็วยอดเยี่ยม!” หลินเฟิงกล่าวช้าๆ ปรากฏแววตาสง่างามขึ้นในเวลานี้
มองจากด้านนอกพวกเขาย่อมเห็นได้อย่างชัดเจน สืออวี่พ่ายแพ้ให้กับความเร็วของโจวหยวน ไม่ว่าเขาจะถอยเร็วแค่ไหนโจวหยวนก็ตามติดหลังของเขาทัน
หลิ่วซีกลับกัดฟันแน่น ด่าทอสืออวี่ด้วยความโกรธ “ไร้ประโยชน์เสียจริง”
ฉีเยวี่ยใบหน้าไร้อารมณ์ ฝ่ามือลูบราวกั้น น้ำเสียงไม่มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่อีกแล้ว “สภาพร่างกายของเขาแข็งแกร่งมาก เทียบได้กับสภาพร่างกายของผู้เปิดลมปราณเส้นที่สี่”
เขามองไปยังหลินเฟิง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็เยือกเย็น “คนที่เปิดลมปราณสามเส้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา ดูท่าคงหวังพึ่งได้แค่เ้า”
แววตาอำมหิตเปล่งประกายในดวงตาของหลินเฟิง เขาพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า “อย่าได้กังวล เขาผ่านข้าไปไม่ได้ ข้าจะทำให้เขารู้ว่าเส้นลมปราณที่สี่แข็งแกร่งเพียงใด!”
บนแท่นรับชม ฉู่เทียนหยางก็มีสีหน้าใ บ่นพึมพำกับตัวเอง “สภาพร่างกายเช่นนี้เทียบได้กับผู้เปิดลมปราณเส้นที่สี่ แต่พลังที่ขับเคลื่อนกลับไม่ได้แข็งแกร่งเท่าผู้มีลมปราณเส้นที่สี่ ประหลาด...”
โจวหยวนะโลงจากเวทีประลอง เขารับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องรอบข้าง เหมือนยำเกรงกว่าคราวที่แล้วอย่างมาก ไม่ใช่เพราะฐานะของเขา แต่เพราะร่างกายของเขาที่แสดงอานุภาพออกมา
ในโลกที่มีการฝึกฝนเป็หลักสำคัญ หากฝึกฝนลมปราณไม่ได้ ต่อให้โจวหยวนมีฐานะเป็องค์รัชทายาทก็ยังคงทำให้ผู้คนเห็นอกเห็นใจเขาเหมือนเดิม
โจวหยวนไม่ชอบสายตาเช่นนั้น ดังนั้นเขาจึงพยายามอย่างมากในการฝึกพลังหยวน
แต่ตอนนี้สายตาเ่าั้ที่จับจ้องโจวหยวนไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นอีกแล้ว
“ร้ายกาจจริงๆ” ซูโย่วเวยมองโจวหยวนที่เดินกลับมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง นางเป็คนที่เปิดลมปราณเส้นที่สี่ได้ ย่อมดูออกว่าการจู่โจมของโจวหยวนดุดันเพียงใดบนเวทีประลองนั้น โดยเฉพาะความเร็ว กระทั่งนางก็ยังไม่กล้าดูแคลน
โจวหยวนยิ้มร่า จากนั้นเขาก็หันกลับมา สายตามองไปยังหอสูงที่อยู่ไม่ไกล ฉีเยวี่ยที่อยู่ตรงนั้นก็สบสายตาเข้ากับเขาพอดี ทั้งสองคนจ้องมอง เห็นถึงความเย็นะเืที่ส่งผ่านแววตา
แววตาเย็นะเืของฉีเยวี่ยจ้องมองไปยังโจวหยวน แสยะยิ้มจนเห็นฟันที่ขาวสะอาด จากนั้นเขาก็ยื่นฝ่ามือออกมาทำท่าทางเฉือนลำคอท้าทายใส่โจวหยวน
โจวหยวนมองท่าทางท้าทายของฉีเยวี่ย ยิ้มแล้วพูดกับตัวเองเบาๆ
“กระเสือกกระสนเสียจริง ดูซิการสอบวัดระดับสำนักปลายปีนี้ข้าจะอัดเ้าให้ตายอย่างไรดี...”