หลังจากเหน็ดเหนื่อยติดต่อกันมา 2 วันเต็ม การได้อาบน้ำชำระล้างคราบเหงื่อไคลสิ่งสกปรก ช่วยทำให้ร่างกายผ่อนคลายขึ้นเป็อย่างมาก มิเนอร์วาในขณะนี้กำลังหลับตา ทบทวนประสบการณ์ที่ได้รับมาทั้งหมดจากการต่อสู้ ปล่อยให้สายน้ำภายนอกโอบอุ้มร่างกายจากความตึงเครียด
"ในบางครั้งถ้าเกิดคนเราไม่มีพลังวิเศษคอยช่วยเหลือในการเอาตัวรอด แต่ก็ยังมีพลังกาย ถ้าหากยังไม่พอก็คงได้แต่พึ่งสัญชาตญาณและประสาทััแล้ว"
ในศึกสุดท้าย ถ้าตัวมันเองไม่มีหมอกดำที่พัฒนามาปกคลุมร่างแล้วล่ะก็ เดาได้เลยว่าคงจะเจ็บหนักกว่านี้อย่างแน่นอน แต่ก็คงไม่ถึงกับเป็อันตรายต่อชีวิต อย่างมากก็ได้แผลที่ลึกขึ้นมากกว่าเดิม อาจจะเป็เพราะการที่ฝืนใช้พื้นฐานไม้รักษาและใช้พื้นฐานมืดป้องกันเป็เวลานาน จึงทำให้พลังิญญาเกิดการพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็การบีบคั้นเร่งเร้าพลังิญญาอย่างต่อเนื่องอย่างไม่รู้ตัว
วันนี้มิเนอร์วาจึงรู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ จึงจำเป็ต้องรีบสลัดความคิดต่างๆ ออกจากหัว รีบทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้เสร็จสมบูรณ์โดยไว ร่างกายเด็กหนุ่มกำลังเริ่มโหยหาเตียงนอน รีบอาบน้ำแต่งตัว เพื่อที่จะทิ้งร่างอันเหนื่อยล้าลง ให้เตียงนอนนุ่มช่วยปลอบประโลม ปรารถนาในการพักผ่อนอันเป็ยาวิเศษ
"เ้าเคยได้ยินว่ามีผู้ที่สามารถสื่อสารกับภูตผีหรือิญญาปรากฏตัวขึ้นในครอบครัวเ้าบ้างหรือไม่"
อีฟริทเอ่ยถามเสียงเคร่งขรึมจริงจัง เด็กหนุ่มก็ััได้เช่นกัน จึงตั้งใจตอบน้ำเสียงจริงจังไม่ต่างกัน
"ด้วยความสัตย์จริงท่านอาจารย์ มารดาข้าเคยเล่าให้ฟังว่า บิดานั้นกำพร้าั้แ่เด็กไม่มีญาติที่ไหน ส่วนตัวมารดาเองก็พึ่งเสียบิดามารดาไปในตอนที่พึ่งคบหาดูใจกันกับบิดา ดังนั้นข้าคิดว่าทั้งโลกนี้ นอกจากท่านแม่ ท่านอาจารย์แอสคลีเพียส อาจารย์บัวลอยและตัวท่านแล้ว ตัวข้าไม่น่าจะมีญาติหลงเหลืออยู่แล้ว ท่านกลัวข้าเหงาหรืออย่างไรถึงได้ชวนพูดคุยเื่ผีสางยามค่ำคืนแบบนี้ ท่านแกล้งข้าแล้วท่านอาจารย์"
มิเนอร์วาคาดเดาว่าอีฟริทอาจเกิดความรู้สึกสงสาร ตัวมันที่ต้องห่างไกลจากครอบครัว ซ้ำร้ายไม่พอยังระหกระเหินเร่ร่อนมาเรียนในสถานที่วุ่นวายป่าเถื่อนแบบนี้ จึงได้ชวนพูดคุยเื่ผีให้จิตใจผ่อนคลายจากความเครียด
"ไม่ใช่… ข้าหมายความว่าตามนั้นจริงๆ แต่ถ้าเ้าไม่รู้ก็ไม่เป็ไร ข้าแค่ลองคาดเดา ช่างมันเถอะสิ่งนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นได้…เรียกได้ว่ายากที่จะเป็จริง"
อีฟริทเลิกถามเซ้าซี้ต่อเตรียมตัวจะตัดขาดจากโลกภายนอกเพื่อเข้าสู่ภวังค์แห่งการฟื้นฟู แต่เสียงฟึดฟัดของแอสคลีเพียสก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
"ผีสางอะไรของเ้าัเฒ่า คาดเดาอะไรไว้ก็พูดออกมา จะทำเป็ลึกลับไปทำไม มาพูดให้คนสงสัยแล้วก็จะจากไปง่ายๆ แบบนี้เนี่ยนะ เ้าต้องรับผิดชอบพวกข้าสองคน!"
แอสคลีเพียสที่รอฟังที่มาของคำถามเป็ต้องหงุดหงิด เมื่ออีฟริทเอ่ยถามขึ้นมาแต่ไม่ยอมบอกสาเหตุ มันอยากรู้ว่าคือสิ่งใด เป็ความอยากที่ในตอนแรกก็มีไม่มากนัก แต่เมื่ออีกฝ่ายพูดจาบอกให้ลืมมันไป ความอยากรู้อยากเห็นนี้กลับพุ่งสูงขึ้นมาอย่างน่าแปลกประหลาด ดังนั้นจึงไม่ยินยอมให้การสนทนานี้จบลงอย่างค้างคาใจ
"เ้าเคยได้ยินชื่อเผ่าพันธุ์มายาบ้างหรือไม่?"
อีฟริทไม่ตอบแต่ถามกลับอย่างเคร่งขรึม
"เผ่าพันธุ์มายา?... เอ.....เหมือนข้าจะเคยได้ยินว่าพื้นฐานหลักของเผ่าพันธุ์นี้คือพื้นฐานิญญา เป็เผ่าพันธุ์ลึกลับที่มีจำนวนน้อยเป็อย่างมาก สามารถติดต่อกับภูตผีิญญาได้ แต่ด้วยข้อมูลที่มีอยู่น้อยก็เลยสูญหายไปตามกาลเวลา"
"ถูกต้อง… แต่ถ้านับตามหลักความเป็จริง จำนวนสมาชิกของพวกมันนั้นมีมากมหาศาล ย้อนกลับไปเมื่อนานมาแล้ว เผ่าพันธุ์มายาที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคสมัยกำเนิดสิ่งมีชีวิตแรกเริ่มนั้นมีจำนวนประชากรมากมายนัก… แต่เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไปจักรพรรดิเทพแต่ละพระองค์ก็ค่อยๆ ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาจึงแยกตัวจากไปเพื่อทำตามเจตจำนงบางอย่างที่ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน เมื่อจักรพรรดิเทพองค์ที่ 36 ถือกำเนิดขึ้น จำนวนสมาชิกในเผ่ามายาก็ลดลงอย่างน่าใจหาย แต่เจตน์ฟ้ายากขัดขืน สมาชิกที่เหลืออยู่ก็ล้มตายไปตามกาลเวลาเนื่องจากเผ่ามายานี้ถูกละทิ้งไร้ผู้ปกป้อง ตัวข้าเองก็คือ 1 ในผู้ที่จำต้องจากมาเพราะติดตามรับใช้องค์จักรพรรดิ"
เื่ราวปรัมปราน่าตื่นเต้นก็ถูกเล่าออกมาทีละน้อย ไม่มีผู้ใดเอ่ยขัด ทั้งแพทย์เทวะและผู้กระหายในการเรียนรู้จนถูกผู้คนมองว่าเป็คนบ้า ทั้งสองเงียบสนิทรอฟังเื่ราวที่ตัวเองไม่เคยได้รับรู้มาก่อนอย่างตั้งใจ
"ใช่แล้ว…เผ่าผู้พิทักษ์ประจำทิศต่างๆ ทั้ง 12 ทิศจากทั้งสามดินแดน อีกทั้งเผ่าพันธุ์ทั้ง 36 นี้ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากเผ่าพันธุ์มายา เวลาได้ผ่านพ้นมานานแล้วจนแม้แต่ข้า ก็จำเื่ราวไม่ค่อยจะได้ เนื่องจากล้มตายกันไปจนแทบจะหมด ผู้มีความสามารถก็ไม่เคยปรากฏตัวขึ้นอีกเลยหลังจากเผ่าถูกละทิ้ง ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินว่ามีตัวตนใดสามารถก้าวข้ามไปเป็จักรพรรดิผู้สูงส่งได้อีกหลังจากนั้น เหล่าจักรพรรดิเทพทั้งหลายก็พากันคาดคะเน ให้ความเห็นเอาไว้ว่า ถึงแม้จะไม่สูญพันธุ์แต่ก็ไม่น่าจะเหลือเยอะมากแล้ว พวกข้าทั้ง 36 เผ่าล้วนวางตัวเป็กลางไม่ยุ่งเื่ทางโลกมากนัก จึงไม่ได้สนใจเผ่ามายาอีกเลยหลังจากนั้น ถ้าไม่เข้าร่วมก็ต้องยืนด้วยตัวเอง พวกข้าต่างก็เห็นด้วยกับเื่นี้ ดังนั้นเผ่ามายาที่คนภายนอกรู้จักจึงเป็แค่ตัวตนที่ได้รับพลังมาอย่างเจือจางมากแล้ว และเ้าหนูนี่ก็น่าจะเป็หนึ่งในนั้น"
"เ้าหนูนี่ก็ไม่เคยพูดกับผีนี่ ส่วนพวกเราทั้งคู่ก็ไม่นับเป็ิญญาคนตาย เพราะยังไม่ได้ตายโดยสิ้นเชิง กฎแห่งความตายยังไม่สามารถบงการเ้ากับข้าได้ แล้วมันเกี่ยวกันยังไง?"
แอสคลีเพียสเริ่มหงุดหงิดใจคันยุบยิบอยากอาละวาดสักหนึ่งยก อีฟริทไม่ได้ถือสาเอาความ เอ่ยอธิบายต่ออย่างเรียบๆ
"เป็เพราะว่าพื้นฐานมืดเติบโตมาเป็ั์อนธการยังไงล่ะ… สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสายเืของเผ่ามายาล้วนไม่สามารถก่อตัวพื้นฐานให้เป็ั์อนธการได้ หรือแม้แต่ให้พื้นฐานเติบโตมาเป็ตัวตนของอีกทั้ง 35 เผ่าที่เหลือก็ตาม พวกเขาล้วนไม่สามารถทำได้ ในตอนแรกข้าก็ยังไม่แน่ใจนักเพียงแต่แค่รู้สึกคุ้นเคยก็เลยคิดว่าอาจจะเป็เพราะ์อนธการที่ไม่สมบูรณ์นี้มี์อนธการของข้าเป็ต้นกำเนิด แต่ความจริงกลับไม่ใช่ เมื่อข้าได้เห็นั์อนธการฟักออกมาจากไข่"
แอสคลีเพียสยังคงไม่ละความพยายามถามอย่างสงสัยกังขาในแิอีกฝ่าย
"แล้วท่านจะอธิบายเื่กอบัวที่เป็พื้นฐานไม้ของข้าว่าอย่างไร?"
"เ้าสังเกตหรือไม่ตลอด่เวลาที่เ้าหนูนี่นั่งเรียนศึกษาพื้นฐานด้านอื่นๆ หรือแม้แต่การจ้างคนมาสอนกลับไม่เกิดอะไรขึ้น?... เ้าคิดว่าสัตว์ประหลาดที่สามารถตระหนักรู้เสี้ยวแก่นทั้งสองด้วยเวลาที่รวดเร็วปานนั้น จะกระจอกงอกง่อยจนไม่สามารถรับรู้พื้นฐานง่ายๆ ได้อย่างนั้นเหรอ"
"แล้วยังไง?...อาจจะเป็เพราะพื้นฐานที่แท้จริงของเ้าหนูนี่ที่ต้องควบรวมทั้งสองสิ่งขึ้นมาสร้างเป็อีกพื้นฐานหนึ่งก็ได้นี่ เอ๋.....พื้นฐานิญญา!"
"ใช่แล้วพวกข้าทั้ง 36 เผ่าพันธุ์ก่อนจะแยกเผ่าออกมา ล้วนเคยมีพื้นฐานิญญาเป็ที่ตั้ง จนกระทั่งองค์จักรพรรดิของแต่ละเผ่าประทานพร พื้นฐานแต่เดิมก็เปลี่ยนไปแต่ก็ยังคงมีพื้นฐานิญญาปะปนผสมติดมาด้วยตามชาติกำเนิด"
มิเนอร์วาที่คิดว่านอนฟังนิทานก็ยังตื่นตะลึง ความหมายนี้คือบรรพบุรุษสักคนหนึ่งไม่รู้ว่าจากฝั่งบิดาหรือมารดา ต้องเคยเป็สมาชิกเผ่ามายาหรือไม่ก็สืบสายเืมา และตัวเด็กหนุ่มในตอนนี้ ก็ถือครองเสี้ยวพลังอันเจือจางนั้นที่อีกฝ่ายเหลือทิ้งไว้ให้สืบทอด
"ศิษย์ข้า… เ้าอาจจะไม่ตระหนักถึงเมื่อครั้งแรกเริ่มลงมือทำลายพันธนาการแห่งชีวิต เนื่องจากพื้นฐานิญญานั้นจะััได้ก็ต้องมีพลังิญญาที่แข็งแกร่งระดับหนึ่ง และนั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้เผ่ามายาล่มสลาย…"
"ตั้งใจฟังข้าให้ดี พื้นฐานิญญาคือการที่โลกคนเป็และโลกคนตายผสานรวมเข้าด้วยกัน เมื่อมีเกิด ย่อมมีดับ เมื่อมีชีวิต ย่อมมีความตาย มีโชคดี มีโชคร้าย มีซ้าย มีขวา มีขาวและมีดำ แข็งแกร่งไม่พอััไม่ได้ ก็ได้แต่มองดูความล่มสลายที่คืบคลานเข้ามาแล้ว"
เสียงที่ดังข้างหูล่องลอยไหลเข้าไปยังสติส่วนลึกของดวงจิต ราวกับบทสวดเทศนาธรรม ทำให้ร่างกายจมจ่อมไปกับเสียงนี้ กอบัวภายในร่างถึงแม้จะไม่ได้เติบโตขึ้นจากเดิม แต่มันก็มีการเปลี่ยนแปลงให้ได้เห็น ใบบัวมากมายเริ่มโน้มต่ำลง้าขยับใบลงมาหาัน้อย ราวกับเป็การเชื้อเชิญให้มาอยู่ร่วมกัน
"ไม้คือตัวแทนแห่งชีวิต ความมืดมิดคือตัวแทนแห่งความตาย เมื่อชีวิตและความตายหลอมประสาน ิญญาจึงถือกำเนิด อย่ายึดติดใน์อนธการที่ไม่ได้เป็ของเ้า อย่าหลงอยู่ในวังวนพิษพิสดารที่เป็ของผู้อื่น จงเชื่อมั่นในตนเอง…แล้วให้กำเนิดพื้นฐานิญญาที่เป็ของเ้าอย่างแท้จริงเสีย!"
ราวกับเป็ประกาศิตฟ้าดิน ยากขัดขืนในธรรมชาติของตนเอง มิเนอร์วาเพ่งสมาธิมองไปที่ัน้อย มันร้องคำรามต่อต้านจากการโดนบังคับ พื้นฐานมืดกำลังกดดันให้มันเดินขึ้นไปบนใบบัว ด้วยหมายจะหลอมประสานพวกมันเข้าด้วยกัน ก้าวแรกที่เหยียบย่างของับนใบบัว แม่น้ำแห่งความมืดพลันปรากฏ บัวทั้งกอจมลงไปเหลือเพียงใบและดอกที่ยังตูมไม่เบ่งบานโผล่พ้นน้ำ
ก้าวสองที่เดินไป ร่างัแปรสภาพลวดลายสีเขียวมากมายปรากฏขึ้นบนเกล็ดแต่ละชิ้น เลื้อยขยายไปทั่วลำตัว ถึงจะมีรูปร่างและพลังเป็ั์อนธการแต่ก็ไม่ใช่ั์อนธการดั้งเดิมอีกต่อไป ราวกับการหลอมรวมพื้นฐานทั้งสองเข้าด้วยกันในครั้งนี้ได้ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ มีแม่น้ำแห่งความมืดเป็รากฐานแห่งชีวิต ให้กอบัวดูดซับเพื่อเป็ที่อยู่และเลี้ยงดูัตัวน้อยที่คำรามยินดีให้แก่พลังใหม่ มันเลิกต่อต้านโดยสิ้นเชิง แตกต่างจากก่อนหน้านี้เป็อย่างมาก
ถึงแม้จะไม่สามารถบินได้ในตอนนี้ แต่มันก็สามารถใช้เท้าสั้นป้อมคู่นั้นออกวิ่งเตาะแตะไปรอบใบบัวที่กว้างใหญ่ สำรวจบ้านหลังใหม่เต็มไปด้วยความอยากรู้สงสัย เมื่อการเปลี่ยนแปลงภายในสิ้นสุดลง พลังิญญาก็แปรสภาพไปอีกขั้น ััิญญาที่เคยขยายออกเป็ระยะไกล เกินกว่าระดับชั้นชีวิตของผู้วิเศษทั่วไป บัดนี้ได้หดตัวกลับมาดังเช่นที่สมควรจะเป็ตามธรรมชาติ แต่ในด้านคุณภาพของพลังิญญาล้วนหนาแน่นเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเทียบไม่ติด
"ฮือ… โฮ…"
เสียงคร่ำครวญร่ำร้องของบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ดังขึ้นอย่างกะทันหัน เส้นขนทั่วร่างของมิเนอร์วาลุกตั้งชูชัน ความเย็นเยียบเสียววาบที่ไม่เคยััมาก่อน แพร่กระจายไปรอบด้านอย่างน่าขนลุก ความสยดสยองเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ สมาธิจดจ่อที่กำลังสำรวจความเปลี่ยนแปลงภายในร่าง ได้ถูกเสียงสยองขวัญนี้ปลุกให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ห้วงความคิด
"ไม่ต้องไปสนใจ… มันทำอะไรเ้าไม่ได้ ทำได้เพียงแค่เรียกร้องความสนใจเท่านั้น"
อีฟริทแนะนำอย่างไม่ยี่หระ เสียงปริศนายังคงร้องโหยหวนวนไปมาไม่ยอมหยุด ราวกับรับรู้ได้ในสิ่งที่ราชันย์ักล่าว มิเนอร์วาเพ่งสายตามองทะลุความมืดไปที่ปลายเท้า เงาร่างเลือนรางกึ่งโปร่งแสงของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นหน้า ดวงตากำลังปรับตัวมองเห็นได้ไม่ชัด แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือ มันมีหัวแค่ครึ่งเดียว ดวงตา หน้าผาก เส้นผมล้วนขาดหายไป บนใบหน้าที่เหลืออยู่เพียงครึ่ง ล้วนเต็มไปด้วยาแและหยดเื มันยืนยิ้มอยู่ตรงนั้นปากก็ยังร้องคราง ร้อนยิ้มที่มองเห็นฟันสีแดงขยายกว้างจนน่าขนลุก ทำตัวราวกับรู้ว่ามิเนอร์วาเองก็มองเห็นตัวมัน
ภาพตรงหน้าช่างแปลกพิลึก ทำให้เด็กหนุ่มตกตะลึงตาค้างหัวใจเต้นรัวเร็ว ยอดนักสู้ผู้เป็เ้าแห่งสังเวียนของร้านเหล้าใบไม้หอม ผู้ที่เตะคนได้โดยไม่กะพริบตา ในตอนนี้กลับแข้งขาสั่นเทา นอนอ่อนแรงเหมือนผู้ป่วยติดเตียง เส้นขนทุกเส้นยังคงลุกตั้งชัน ของเสียภายในร่างแทบจะถูกบังคับให้ขับออกมา แต่ยังดีที่กล้ามเนื้อส่วนนั้นยังคงทำงานเป็ปกติ จึงสามารถอั้นไว้ได้ทันท่วงที ใช้เวลาอยู่นานแต่ก็ไม่สามารถทำใจยอมรับให้ชินได้สักที สภาพของเด็กหนุ่ม ผู้ที่พบเจอผีตัวแรกในชีวิตช่างน่าสงสารเวทนา ปากที่อ้าค้างหมายจะพูดก็ได้แต่ฝืนกลืนคำกลับไป เพราะอีกฝ่ายกำลังหัวเราะยิ้ม
'แค่ยิ้มก็แล้วไปเถอะ… นี่ยังร้องไม่หยุดอีก อาจารย์ช่วยข้าด้วย! ไล่ผีให้ข้าด้วย!'
"เฮ้อ… พวกข้าเป็แค่เสี้ยวิญญา จะเอาปัญญาที่ไหนไปไล่มัน เ้าก็ไล่เองสิ จะกลัวมันไปทำไม เป็ถึงผู้มีพื้นฐานิญญาที่มาจากเผ่ามายา อย่าทำตัวปอดแหกสิ เสียชื่อบรรพบุรุษหมด"
ราวกับศักดิ์ศรีได้รับการระคายเคือง ราชันย์ัเอ่ยดุเสียงขรึมอย่างจนใจ เผ่ามายาที่ได้ชื่อว่ามีพื้นฐานแรกเริ่ม อันสามารถเข้าถึงโลกคนตายได้ ย่อมต้องมีวิธีที่เอาไว้ใช้ปกป้องตัวเอง มันก็อยากรู้เหมือนกันว่าพลังที่ได้หลังจากตระหนักรู้พื้นฐานแรกเริ่มคือสิ่งใด ไม่ได้ตั้งใจจะดุว่าแต่อย่างใด
"เ้าจะดุเด็กมันทำไม!... คนพึ่งเคยเห็นผีครั้งแรกก็ต้องใกันทั้งนั้น เ้าหนู ลองใช้พลังิญญาของเ้าดูสิ ข้าอยากเห็นว่ามันทำอะไรได้บ้าง?"
แอสคลีเพียสนึกย้อนไปถึงวันที่มันเกือบเยี่ยวรดกางเกงตัวเอง เมื่อได้ลองชุบชีวิตคนเป็ครั้งแรก เห็นลูกศิษย์เป็แบบตนเมื่อในอดีต มันก็รู้สึกสงสารเอ่ยปกป้องศิษย์ ทางด้านมิเนอร์วาก็ไม่ใช่คนโง่ ผู้เป็อาจารย์บอกให้ลองนั่นแปลว่า ทางรอดย่อมอยู่ที่นั่น ตัวมันที่หวาดผวาต่อความสยดสยองอยู่แล้ว รีบกระตุ้นพลังิญญาใช้ออกในทันที มวลความรู้และความรู้สึกจำนวนมากะเิหลั่งไหลเข้ามาอย่างไร้ที่มา แต่ราวกับว่าทางออกนั้นคับแคบเกินไป ถูกบังคับให้ต้องไหลออกเข้าสู่สมองทีละนิดอย่างเชื่องช้า จึงทำให้ต้องดูดซับไปทีละน้อย
ความรู้สึกคุ้นเคยว่านี่แหละคือเส้นทางของตัวเอง เป็เส้นทางที่ไม่ได้หยิบยืมของผู้ใดมา พวกมันกำลังเอ่อล้นเต็มเปี่ยม ความรู้จำพวกพื้นฐานได้รับการยกระดับ ความรู้เกี่ยวกับความสามารถของตัวเองก็ถูกเพิ่มเข้ามาเองโดยอัตโนมัติ ราวกับว่าความรู้พวกนี้เคยมีอยู่มาตั้งนานแล้ว แต่แค่หลับใหลรอการกระตุ้น ความทรงจำั้แ่ครั้งยังเป็ทารกมาจนถึงปัจจุบัน ถูกกระตุ้นขึ้นมาราวกับว่าต่อจากนี้ไปจะไม่มีทางลืมเลือนสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองอีก
ถ้าผ่าสมองเด็กหนุ่มออกตอนนี้จะเห็นประจุไฟฟ้ามากมายกำลังเคลื่อนที่ พวกมันวิ่งอย่างรวดเร็วอยู่ทั่วทั้งสมอง หมอกดำแผ่ออกกระจายไปรอบห้อง ิญญาที่เคยยืนยิ้มอยู่ที่ปลายเตียง มันยังคงร้องอยู่เช่นเดิม แต่มีความแตกต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง เพียงแค่ตอนนี้มันไม่ได้ยิ้มอีกต่อไปมันกำลังหวาดกลัวไม่กล้าขยับ เป็ความหวาดกลัวที่แท้จริง น้ำเสียงเจือความหวาดกลัว ไร้ซึ่งความรู้สึกสยดสยองดังเช่นก่อนหน้านี้ เป็ความหวาดกลัวที่แม้แต่ผู้ที่ตายไปแล้วยังรู้สึกเสียใจ ที่ตนเองได้กระทำการล่วงเกินผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า
"อนธการกำสรวล…"
ิญญาร้ายหวีดร้องทันทีเมื่อสิ้นเสียงมิเนอร์วา ัน้อยในร่างมิเนอร์วามันกำลังนอนกลิ้งอยู่บนใบบัว มันหงุดหงิดรำคาญใจะโลุกขึ้นแหงนหน้าคำรามขึ้นฟ้า เสียงัคำรามในครานี้ย่อมไม่เหมือนครั้งแรกเมื่อลืมตากำเนิดที่ฟังดูแล้ว เหมือนเสียงทารกร้องหลังคลอดออกมาเสียมากกว่า ภายในระยะของหมอก์อนธการเสียงัคำรามก้องฟ้า ข่มขวัญสิ่งมีชีวิตต้อยต่ำทั้งมวล ะเิกระจัดกระจายไปทั่วหมอกดำลุกลามไปรอบด้าน
ิญญาร้ายไม่ได้หายไป มันหวีดร้องเสียงแหลมลอยถอยออกไปไกล นั่งคุกเข่าอย่างหวาดกลัวอยู่ตรงมุมห้อง มิเนอร์วาอ้าปากหรี่ตามอง ใจก็กลัวว่าจะเป็กับดักของอีกฝ่ายที่แกล้งทำให้ตายใจ เลยลองออกคำสั่งให้อีกฝ่ายทำตามเพื่อสังเกต หากไม่ทำตามก็ต้องใช้กำลังบังคับแล้ว
"หยุดร้อง!...เ้ามาหลอกข้า ข้าต้องร้องไม่ใช่เ้า ข้าไปทำอะไรให้เ้าไม่พอใจหรือยังไงกัน หา!?"
"เป็ท่านใกลัวข้าเองนี่ และที่นี่ก็บ้านของข้า ข้าโดนฆ่าตายอยู่ในห้องนี้ เตียงที่ท่านนอนอยู่ก็คือที่ตายของข้า ข้ากับเอมิลีเราอยู่ด้วยกันที่นี่เป็ท่านนั่นแหละ ที่บุกรุกบ้านข้า ไม่เห็นก็แล้วไปเถอะ ในเมื่อเห็นก็ต้องทักทายกันยังไงล่ะ!"
'เอมิลี?... ห้องนี้มีผีสองตัว ดูจากชื่อแล้วน่าจะเป็ผีผู้หญิงเสียด้วย… บ้าบอ! ข้าทำอะไรผิดต่อฟ้ากันแน่ ผีตัวเดียวว่าแย่แล้ว นี่ดันอยู่กันเป็ครอบครัวอีก บัดซบต้องย้ายออก อยู่ไม่ได้แล้วแบบนี้'
มิเนอร์วาหวาดกลัวเต็มที่แล้ว ในใจร่ำๆ อยากเด้งตัวลงจากเตียง แล้ววิ่งหนีออกไปจากสถานที่อาถรรพ์แห่งนี้ แต่ยังไม่ทันได้จะได้ทำสิ่งใด สายตาก็เหลือบไปเห็นสตรีผู้หนึ่งเดินทะลุประตูเข้ามา
"ที่รักมาทางนี้… อย่าไปใกล้เ้านั่น!"
สตรีนางนั้นกลิ้งตาเหล่มองสามีที่นั่งคุกเข่าตัวสั่นเทา เอ่ยเรียกสามีอยู่ในความมืดของมุมห้องแห่งนี้ ก่อนจะกลิ้งตากลับมามองเด็กหนุ่มอย่างเ็า เอ่ยถามเสียงเรียบช้าหวังจะทำให้หวาดกลัว
"เ้าทำอะไรกับสามีของข้า… ถ้าเ้าไม่ตอบข้าจะหักคอเ้า"
'ถ้ามาดีๆ ก็แล้วไปเถิด นี่ทำไมต้องมาในสภาพสยดสยองแบบนี้… หิ้วศีรษะมาทำไมกัน! หรือจะต่อไม่ได้ หวังให้ข้าช่วยต่อใช่ไหมเล่า ์…พวกท่านเล่นอะไรกับข้ากัน'
เด็กหนุ่มคร่ำครวญให้กับภาพตรงหน้า สตรีผมยาวสีดำที่หน้าตามืดดำ มองไปเห็นแต่เืและาแทั่วใบหน้า ทั่วร่างกายภายนอกเสื้อผ้าล้วนมีแต่าแฉีกขาด นางกำลังยืนหิ้วหัวตัวเองกลิ้งดวงตาดำชืดชาไร้สีสันไปซ้ายที ขวาที แลบลิ้นยาวน้ำลายสีชมพูหยดย้อย ภาพตรงหน้าช่างน่าขนลุกขนชัน
"หึ!"
ราชันย์ัแค่นเสียงอย่างขุ่นเคือง
'นั่นสิ!... ข้าเป็ถึงศิษย์ของแพทย์เทวะและราชันย์ัผู้ยิ่งใหญ่ จะมากลัวผีง่อยๆ สองตัวนี้ไปให้อับอายขายขี้หน้าอาจารย์ทำไมกัน อีกอย่างห้องนี้ข้าเป็ผู้จ่ายเงินเช่า พวกมันไม่ช่วยจ่ายค่าเช่าก็ว่าแย่แล้ว ไม่พอยังกล้ามาหลอกข้าอีก ฮั่นแน่… ผีร้าย! พวกเ้ากล้ามากนักนะ กล้าทำให้ข้าต้องอับอายต่อหน้าอาจารย์ อย่างนี้ต้องสั่งสอน!'
แข้งขาที่ร่ำๆ จะควบคุมไม่อยู่ อยากลนลานหนีตายพลันสงบลง จิตใจเริ่มกลับมาคิดเป็เหตุเป็ผล อารมณ์หวาดกลัวเริ่มเปลี่ยนเป็ขุ่นเคืองไม่พอใจ อนธการกำสรวลถูกใช้ออกอีกครั้ง ผีที่ชื่อเอมิลีโยนหัวตัวเองขึ้นฟ้า ร้องกรี๊ดเสียงแหลมร่างกายพุ่งไปหาสามีที่อยู่ตรงมุมห้องอีกฟากหนึ่ง หลงลืมหยิบหัวตัวเองที่ลอยอยู่กลางอากาศทำตาโตแหกปากร้องอย่างหวาดกลัวใ ภาพที่หัวค่อยๆ หมุนตกลงพื้นกลิ้งกุกกักนั้น ถึงแม้จะน่ากลัว แต่มิเนอร์วายืนยันได้ว่าพลังทุกสิ่งที่พึ่งได้รับมานั้น ส่วนมากล้วนเชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะจึงเลิกหวาดกลัว เอ่ยสั่งขู่อย่างเด็ดขาดในอำนาจเ้าของห้อง
"รีบมาเก็บหัวของเ้าไป! แล้วทำตัวให้เหมือนคนปกติซะทั้งคู่เลย ถ้าขัดใจข้า พวกเ้าเชื่อข้าเถอะข้ามีวิธีสั่งสอนพวกเ้ามากมายนัก ไม่อยากโดนจับทรมานก็รีบทำให้ข้าซะเดี๋ยวนี้!"
หนึ่งผีมีครึ่งหัว หนึ่งผีไม่มีหัวทั้งคู่ลนลานตะเกียกตะกาย รีบทำให้รูปลักษณ์กลับไปอยู่ใน่ที่มีชีวิต อย่างอ่อนล้า
"หึ… ก็แค่นั้น ไม่อยากเป็เหมือนคนปกติรึไงกัน ถึงได้มาในสภาพคนตายแบบนั้น ข้าช็อกตายขึ้นมาจะทำยังไงห่ะ!?"
"หลังจากนี้ไปนี่คือการลงโทษ ข้าคือนาย พวกเ้าคือบ่าวตกลงหรือไม่ และไม่ต้องห่วงเดี๋ยวข้าจะซื้อเตียงมาเพิ่มเองทีหลัง พวกเ้าทั้งคู่ก็นอนตรงนี้ ข้าจะไปนอนเตียงใหม่ แล้วก็ห้ามแอบดูข้าอาบน้ำ ตกลงหรือไม่ เข้าใจให้ตอบรับ ไม่ต้องสงสัย ความสงสัยคือสิ่งที่จะทำให้พวกเ้าทรมาน จำเอาไว้"
"ดี คืนนี้ข้าจะพักผ่อน พวกเ้าเป็ผีจำเป็ต้องนอนใช่หรือไม่? ช่างเถอะถ้าอยากนอนคืนนี้พวกเ้าก็นอนที่พื้นไปละกัน ปลุกข้าตอนเช้าด้วย"
"เ้าค่ะ นายท่าน"
"ขอรับ นายท่าน"
'นึกว่าจะรวมหัวกันขึ้นมาต่อต้านซะอีกจะได้ลองใช้สยบ์ดู ท่านอาจารย์เผ่าัของท่านช่างร้ายกาจเสียจริง แค่ทีเดียวพวกนั้นก็คุกเข่ายอมจำนนอย่างหวาดกลัวแล้ว ข้าอยากฟังเื่ราวของทั้ง 36 เผ่าพันธุ์จังเลย เล่าให้ข้าฟังบ้างสิขอรับ'
ผิดจากที่เด็กหนุ่มคาดเอาไว้อยู่เล็กน้อย ในตอนนี้ความสามารถที่พัฒนาขึ้นมานั้น ได้ช่วยให้ใช้พื้นฐานิญญาพูดคุยกับิญญาได้โดยตรง เป็เสียงที่จะดังขึ้นในโลกิญญาที่อยู่ภายใต้ระยะควบคุม ถึงจะไม่นับเสี้ยวดวงจิตทั้งสองว่าเป็ิญญาคนตาย แต่ก็ยังจัดอยู่ในหมวดหมู่ของิญญาอยู่ดี มิเนอร์วาจึงสามารถคุยกับอาจารย์ทั้งสองได้อย่างเป็ความลับ ไม่ต้องกลัวผู้ใดได้ยินอีกต่อไป นอกจากจะพบเจอตัวตนที่แข็งแกร่งพอจะทำได้
'ฮ่าๆ ๆ เด็กดีๆ… เ้าพักผ่อนเถอะคืนนี้ก็ดึกแล้วพวกมันทำอะไรเ้าไม่ได้หรอก'
ราชันย์ัหัวเราะอารมณ์ดี ตัวมันก็รู้สึกขุ่นเคืองอยู่หรอกในตอนแรก แต่พอเห็นวิธีจัดการอีกทั้งคำเยินยอนั่นอีก มันก็ยิ่งรักเอ็นดูศิษย์คนนี้มากขึ้น ครุ่นคิดว่าจะเล่าอะไรให้อีกฝ่ายฟังดี
'หึ!... ัเฒ่าลมพัดยังไม่ทันจะรู้สึก เ้าก็ร้องแล้วว่าร้อน เ้ายังขุ่นเคืองอยู่เลยเมื่อสักครู่นี้ ทีตอนนี้ล่ะทำเป็มาเอ่ยชม'
อีฟริทไม่ได้ตอบแอสคลีเพียส มันไม่อยากจะเสียเวลาทะเลาะด้วย
"ศิษย์ข้า… ข้าคงจะเล่าทีเดียว 36 เผ่าไม่ได้หรอกนะ เกรงว่าพลังิญญาของข้าจะหมดเอาเสียก่อน จะอย่างไรก็เอ่ยถึงจักรพรรดิเทพโดยตรง แต่ข้าจะทยอยเล่าให้เ้าฟังเท่าที่ทำได้ก็แล้วกัน"
แอสคลีเพียสเงียบเสียงรอฟังอยู่เหมือนกัน ถึงมันจะเป็ราชันย์เทวะแต่ก็รู้แค่เื่ที่เทพปกติทั่วไปรู้ ไม่ได้รู้เบื้องลึกเื้ัอะไรมากนัก ดังนั้นข้อมูลเหล่านี้ย่อมเป็ประโยชน์ในการล้างแค้นของมัน อีฟริทที่เห็นมิเนอร์วานอนหลับตายิ้มรอฟังตน ก็ได้เริ่มเล่านิทานกล่อมนอนนั้น ช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความน่าเอ็นดูสงสาร ราชันย์ัจึงตั้งใจเล่า เริ่มจากเผ่า์อนธการของตนเอง