คืนวันพระจันทร์เต็มดวง ณหมู่บ้านจิ่นเฟิง หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาไกลโพ้นเป็หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในเื่ของความเงียบสงบและความเป็มิตรของชาวบ้านพื้นที่แห่งนี้ห่างไกลจากเมืองใหญ่และการต่อสู้ในโลกภายนอกทำให้ชีวิตของชาวบ้านในหมู่บ้านนี้เป็ไปอย่างเรียบง่ายและสันติ
ในคืนที่เงียบสงัดนั้นท้องฟ้าส่องแสงจันทร์สวยงาม เปลวไฟจากโคมไฟที่แขวนตามบ้านเรือนในหมู่บ้านค่อย ๆส่องแสงระยิบระยับไปทั่ว ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนยังคงอยู่ตามกิจวัตรของตัวเองบางคนตัดฟืน บางคนทอผ้าหรือทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนจะเข้านอน
ในหมู่บ้านจิ่นเฟิงชาวบ้านต่างรู้ดีถึงเื่ราวของ ซูลี่หญิงสาวผู้เกิดมาพร้อมคำทำนาย ว่ามีพลังในการปลุกเทพสุริยะซึ่งบางคนเชื่อว่าพลังของเธอจะนำพาความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่แก่ทั้งสามภพวันหนึ่ง เมื่อเธอเติบโตจนถึงอายุ 18 ปี ความลับที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอก็เริ่มเผยตัวออกมา
ในคืนพระจันทร์เต็มดวงนั้นความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเริ่มพุ่งพล่านในตัวซูลี่ร่างกายของเธออบอุ่นและเต็มไปด้วยพลังที่ไม่อาจควบคุมได้ ซูลี่ยืนอยู่กลางลานหมู่บ้านดวงตาของเธอฉายแสงแปลกประหลาดท่ามกลางความมืดผมยาวสีดำขลับของเธอลอยสะท้อนแสงจากจันทร์เต็มดวงความงามของเธอเด่นชัดขึ้นในค่ำคืนที่เงียบสงัดแสงจากเปลวไฟสีทองที่ลุกโชนจากร่างของเธอทำให้ท่าทางของซูลี่ดูเหมือนเทพธิดาที่เต็มไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ ซึ่งในตอนแรกเธอไม่ได้สังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นรู้เพียงแค่ร่างกายของเธอกำลังร้อนขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ
ไม่นานเปลวเพลิงสีทองสว่างขึ้นจากร่างกายของซูลี่เปลวไฟเริ่มลุกไหม้ท่ามกลางความมืดของค่ำคืนเธอรู้สึกได้ถึงความร้อนจากไฟที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ไม่สามารถควบคุมมันได้ขณะที่เปลวไฟลุกโชนไปทั่วร่างกายของเธอชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างตกตะลึงและวิ่งหนีไปคนละทิศละทางไม่สามารถเข้าใกล้เธอได้เลย
“ซูลี่! หยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงของหลิงชางซูพี่ชายบุญธรรมของซูลี่ ดังขึ้นจากด้านหลัง ซูลี่หันไปมองและเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาเธอดวงตาของหลิงชางซูเต็มไปด้วยความกังวล เขายังคงใส่ชุดนักรบของเผ่าจิ่นเฟิง ที่มีเสื้อคลุมเป็สีแดงสลักลวดลายหงส์สีทองและเปลวเพลิงไว้
หลิงชางซูปกป้องซูลี่มาโดยตลอด เขาถูกสั่งสอนมาั้แ่เด็กว่าให้รักน้องปกป้องน้องด้วยชีวิต ถึงแม้ว่าบางครั้งเขาก็ไม่รู้แน่ชัดว่าความรักที่ให้แก่หญิงสาวเป็ความรักแบบไดกัน หลิงชางซูไม่รอช้าเขาเดินเข้ามาหาซูลี่ ท่ามกลางเปลวไฟที่ยังคงลุกไหม้โดยไม่สนใจเขามุ่งหน้ามาอย่างมั่นคง และในที่สุดก็ยื่นมือออกไปจับมือของซูลี่
“ท่านพี่!”ซูลี่ร้องเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความกลัวและความไม่เข้าใจถาโถมเข้าใส่เธอ“ทำไม... ทำไมข้าถึงทำแบบนี้...”
หลิงชางซูยิ้มให้กับเธอด้วยความใจเย็นพูดด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “อย่ากังวลไป ซูลี่... พี่อยู่ที่นี่แล้ว”
เขาหยุดอยู่ตรงหน้าซูลี่ก่อนจะออกคำสั่งเบา ๆ ที่ดูเหมือนจะมีอำนาจลึกซึ้ง “เพลิงสุริยะ... จงสงบลง”
ทันใดนั้นเปลวเพลิงสีทองที่ลุกโชนรอบตัวซูลี่ เริ่มลดความรุนแรงลงจนเหลือเพียงแสงสว่างอ่อน ๆแสงไฟหายไปจากร่างของเธอ และบรรยากาศรอบ ๆ ก็กลับคืนสู่ความสงบ
ซูลี่มองหลิงชางซูด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม“ท่านพี่... ข้า... ข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร... ข้าไม่รู้ว่าจะทำยังไง...”
หลิงชางซูมองเธอด้วยความอ่อนโยนเขายืนนิ่งอยู่สักพักก่อนที่จะอธิบาย “ซูลี่... เ้าคือผู้ที่ถูกกำหนดให้เป็ผู้เปิดผนึกอัคคีสุริยัน นำพาท่านเทพสุริยะฟื้นคืนกลับมา”
ซูลี่ฟังอย่างมึนงง “เทพสุริยะ? ข้าคือเทพเหรอ?”
หลิงชางซูยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่ใช่เทพแต่เ้ามีพลังที่มีความสัมพันธ์กับท่านเทพสุริยะ ร่างกายของเ้าคือกุญแจที่เชื่อมโยงกับพลังแห่งสุริยะข้าเคยได้รับคำสั่งจากพ่อของข้าก่อนที่ท่านจะจากไป ว่าให้ปกป้องเ้าจนถึงเวลาที่เ้าต้องตื่นรู้ถึงพลังในตัวเอง”
ซูลี่รู้สึกถึงความหนักแน่นในคำพูดของหลิงชางซูพี่ชายบุญธรรมของเธอที่ดูแลเธอมาตลอดั้แ่ยังเด็กเขาเป็คนที่เธอสามารถไว้ใจได้เสมอ
“ทำไมต้องเป็ข้า?” ซูลี่ถามด้วยน้ำเสียงเบา“ข้าแค่เป็เด็กผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านเล็กๆ นี้...”
หลิงชางซูมองเธอด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง“เ้าคืออนาคตของทั้งสามภพ ซูลี่ ข้ารู้ว่าเ้ากำลังสงสัยแต่ความจริงจะปรากฏขึ้นในเวลาของมัน”
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเครียดและความสงสัยนั้นเสียงของชาวบ้านในหมู่บ้านค่อย ๆ เริ่มดังขึ้นจากระยะไกล พวกเขาค่อย ๆกลับมาจากที่ซ่อน ชาวบ้านบางคนยังคงตื่นใจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ก็มีอีกหลายคนที่รู้สึกอัศจรรย์ใจกับเื่นี้
หลิงชางซูยังคงยืนเคียงข้างซูลี่ ร่างของเธออ่อนแรงจากการใช้พลังที่เกินขีดจำกัดในขณะเดียวกันเปลวไฟสีทองที่เคยลุกโชนรอบตัวเธอเมื่อครู่ ก็ยังคงลอยอยู่ในอากาศอย่างละเอียด ประดุจแสงสว่างที่ระยิบระยับจากเทียนร้อยเล่มอยู่
ซูลี่จับสร้อยคอที่คล้องคอของเธอไว้แน่นความรู้สึกเชื่อมโยงกับมารดาของเธอก่อตัวขึ้นภายในใจเส้นด้ายสีทองและอัญมณีสีแดงสด สะท้อนแสงจันทร์ มันเปล่งประกายวิบวับเมื่อเธอััมัน ร่างของเธอก็รู้สึกถึงพลังที่อ่อนโยนและอบอุ่นเหมือนเสียงของมารดาที่พูดอยู่ในใจ เสียงที่เต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย
“ซูลี่...” เสียงที่แ่เบา แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นดั่งสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิดังขึ้นในหัวของซูลี่ร่างกายของเธอสั่นสะท้านก่อนที่เปลวไฟสีทองจากสร้อยคอจะพลันลุกโชนขึ้นอีกครั้งในรูปแบบใหม่สร้อยอัญมณีสีแดงสดเริ่มเปล่งแสงเจิดจ้า ราวกับมีิญญาที่แฝงอยู่ในนั้น
และแล้วใน่เวลานั้นเอง ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ออกมาจากแสงทองเ่าั้ชุดกระโปรงยาวสีทองสุกสว่างคลุมร่างของเธอ ผมสีแดงเพลิงของเธอพลิ้วไหว ดั่งเปลวเพลิงเต้นระบำใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสง่างาม เมตตา ราวกับเทพธิดาแห่งฟ้าและแสงแดด
ซูลี่สะท้านด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ “เ้า...คือใคร?”
หญิงสาวที่ปรากฏตัวขึ้นยิ้มอย่างอ่อนโยนและอบอุ่น “ลูกเอ๋ย... ข้า...คือมารดาของเ้า... ข้าเฟิ่งหยู เทพธิดาแห่งเผ่านกฟีนิกซ์”
ซูลี่หลับตาลง พยายามจะทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ความสับสนก็ยังคงอยู่เต็มไปหมด “มารดา? แต่... ข้า...ข้า...”
เฟิ่งหยูเดินเข้ามาใกล้, แสงทองจากร่างของเธอส่องสว่างไปทั่วทุกการเคลื่อนไหวของเธอนั้นสง่างามอย่างยิ่ง “ข้าไม่เคยจากไปไหน ซูลี่...ข้าอยู่กับเ้าตลอดมา แม้แต่ตอนที่เ้ายังไม่รู้ตัว”
ซูลี่ััถึงความอบอุ่นในคำพูดนั้นและสิ่งหนึ่งที่เธอรู้สึกได้ คือลมหายใจที่เต็มไปด้วยความรักและความห่วงใยที่ไม่เคยหายไปไหน
เฟิ่งหยูยื่นมือออกไปััใบหน้าของลูกสาว"เ้าคือผลของความรักระหว่างข้ากับเหิงจิน พ่อของเ้าผู้มีพลังแห่งไฟ...ควบคุมการลุกไหม้และการทำลายล้าง พวกเรารักกันมาก...แต่าแห่งเทพปราบมาร ได้พรากเราทั้งสองไปจากเ้า"
ซูลี่ค่อย ๆเริ่มรู้สึกถึงความผูกพันและความเสียสละที่มารดาของเธอได้บอกเล่าด้วยคำพูดแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความเ็ปจากการสูญเสียที่บังเกิดขึ้น
"าแห่งเทพปราบเผ่ามารไป๋หลงเทียน..." เฟิ่งหยูพูดต่อ“มันคือการต่อสู้ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เผ่ามารนั้นแข็งแกร่งเกินไปข้าและเหิงจินร่วมมือกันในการปกป้องแผ่นดินเทพ แต่มันเป็าที่ไม่มีทางชนะการล่มสลายของเผ่ามารในอดีต ไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของการทำลาย แต่มันหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ของจอมมารไป๋หรงเทียนที่ชั่วร้ายกว่าเดิมบิดาของเ้าและข้าต่อสู้จนถึงที่สุด จนกระทั่งท่านเทพสุริยะใช้พลังสุดท้ายกักขังมันไว้ที่ใต้พิภพและท่านเทพก็หลับไหลลงในอัคคีสุริยัน การไม่มีอยู่ของท่านเทพสุริยะทำให้เกิดการล่มสลายของแดนเทพพวกเราสูญเสียเหล่าเทพไปทั้งสิ้น
ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายของข้าจะสิ้นลง เทพสุริยะได้ปลุกพลังในตัวเ้าที่อยู่ในครรภ์ของข้าท่านเทพได้ใช้พลังที่เหลืออันน้อยนิดห่อหุ้มร่างกายของเ้าและดึงเ้าออกจากครรภ์ของข้านั่นอาจเป็สิ่งสุดท้ายของพลังอันยิ่งใหญ่ของเทพสุริยะที่ไหลเวียนในจิติญญาของเ้า”
ซูลี่ฟังคำพูดเ่าั้อย่างไม่อาจละสายตาจากมารดาผู้ให้กำเนิด เธอรู้สึกถึงความเ็ปจากการสูญเสียมารดาเธอจ้องมองไปที่มือของเฟิ่งหยูที่ยังคงยื่นออกมา
"พ่อและแม่ของเ้าไม่ได้หายไปไหน..." เฟิ่งหยูยิ้มอ่อน ๆและน้ำเสียงที่นุ่มนวล “เ้าคือส่วนหนึ่งของทั้งสองเผ่า เ้าคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่...ข้าเชื่อว่าเ้าจะปลดปล่อยท่านเทพสุริยะที่ถูกผนึกไว้ออกมาได้และนำการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้น”
ซูลี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกไปด้วยความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจ"ข้าจะต้องทำอะไร... ข้าคือธิดาของเผ่าฟีนิกซ์ ...แต่ข้าไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน"
เฟิ่งหยูมองลูกสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความหวัง
“พลังในตัวเ้าจะตื่นขึ้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมซูลี่... เ้าไม่ต้องรีบร้อน"
" ข้าจะคอยดูแลเ้า แม้ข้าจะไม่ได้อยู่กับเ้าด้วยร่างกายแต่ข้าจะอยู่ในใจของเ้าเสมอ... และในสร้อยนี้ เ้าจะได้ยินเสียงของข้าเสมอ”
ทันใดนั้น เปลวไฟที่ยังคงอยู่ในอากาศกลับมาลุกไหม้ใหม่อีกครั้งแต่ครั้งนี้ซูลี่ไม่มีความหวาดกลัว หรือความเ็ปอีกแล้วซูลี่ััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวเธอ ร่างกายของเธอไม่รู้สึกหนักหน่วงอีกต่อไปความอบอุ่นและพลังอันยิ่งใหญ่ในตัวเธอเริ่มสะท้อนออกมา
เฟิ่งหยูหันกลับไปมองลูกสาวครั้งสุดท้ายก่อนที่จะค่อย ๆจางหายไปท่ามกลางแสงทอง “เ้าคืออนาคตของเรา ซูลี่... ข้าเชื่อในตัวเ้า”
ในขณะเดียวกัน เปลวไฟก็กลับไปสงบลง และสร้อยอัญมณีสีแดงสดในมือของซูลี่ก็กลับมาเหมือนเดิมเสียงของมารดาของเธอแ่เบาลง แต่ซูลี่รู้สึกได้ถึงความรักและความหวังที่ยังคงอยู่