ทันทีที่ไม้เท้าถูกเก็บขึ้นซาบริน่าก็เอื้อมไปรับไม่อยากจะยอมรับฟังคําพูดแสดงความสงสารหรือเห็นใจของเขาและคิดว่าบางที่การกล่าวคํา “ขอบคุณ” จะช่วยให้เขาไปเสียจากตรงนั้นเร็วขึ้นแต่เมื่อมือที่ยื่นออกไปยังว่างเปล่าอยู่ นวลแก้มก็ยิ่งแดงปลั่งขึ้น
มือคู่ที่แข็งแรงสอดเข้าใต้ท้องแขนและพยุงร่างเธอขึ้นยืนอย่างรวดเร็วก่อนที่ซาบริน่าจะทันร้องทักท้วงปลายนิ้วของเธอัักล้ามเนื้อตรงต้นแขนที่มีเสื้อวินด์เบรกเกอร์คลุมอยู่กลิ่นระเหยของน้ำเค็มจากมหาสมุทรที่ลอยมาตามสายลมคละเคล้าอยู่กับกลิ่นโคโลญจน์อาฟเตอร์เชฟและกับกลิ่นกายที่บ่งบอกถึงความเป็ชายชาตรีซาบริน่าออกจะเป็คนค่อนข้างสูงคือห้าฟุตเจ็ดนิ้วแต่ลมหายใจของเขาก็ยังระรวยอยู่ตรงหน้าผากซึ่งแสดงว่าเขาจะต้องสูงกว่าเธอไม่น้อยกว่าหกนิ้ว
ไม้เท้าของเธอซุกอยู่ตรงรักแร้ของเขา ซาบริน่าััมันได้
“ปล่อยฉันเถอะค่ะ”
เธอพูดห้วนๆ ดึงไม้เท้ามา
“รู้สึกว่าคุณช่างเป็คนไว้ตัวเสียเหลือเกินนะ”
ผู้ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงล้อๆ ปล่อยมือที่โอบเอวลง
ซาบริน่าฝืนยิ้ม ดวงตาคู่สีน้ำตาลกลมโตไม่ยอมมองหน้าเขาด้วยไม่ปรารถนาที่จะให้เขาแสดงความสงสารออกมา
“ขอบคุณนะคะที่ช่วย”
เธอพูดพร้อมกับถอยหลังออกห่าง
ขณะหันหลังให้เขานั้นเธอรอเวลาอยู่เพื่อให้เขาเดินจากไปเสียก่อน มีความรู้สึกว่าสายตาคู่นั้นไม่ได้ละจากแผ่นหลังของเธอเลย และก็เดาเอาว่าเขาอยากจะรอดูให้แน่ใจเสียก่อนว่าเธอไม่ได้าเ็เป็อะไรจริงเช่นที่พูด
ด้วยความกลัวว่าเขาจะทําอะไรบางอย่างเพื่อให้ความช่วยเหลือเธอได้เต็มที่เพราะเขาก็เห็นอยู่ว่าเธอมีความจําเป็จะต้องใช้ไม้เท้าอันนั้นซาบริน่าจึงก้าวเดินออกไปโดยมิได้ระมัดระวัง เสียงแตรกับเสียงเบรกของรถคันหนึ่งที่ดังขึ้นเกือบจะข้างตัวทําให้เธอถึงกับยืนตะลึงราวเป็อัมพาตพร้อมกันกับที่อ้อมแขนแข็งแกร่งปานปลอกเหล็กตวัดลงรอบเอวกระชากร่างให้ถอยห่างออกมา
คราวนี้แม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะยังคงความทุ้มอยู่แต่มันก็มิได้อ่อนโยนสุภาพเช่นในตอนแรกไม่มีแม้แต่แววแห่งความห่วงใยเมื่อเขาคํารามขึ้นว่า
“นี่คุณคิดจะฆ่าตัวตายหรือไงคุณไม่เห็นหรือว่ารถคันนั้นมันกําลังวิ่งมาทางนี้ ?”
“ฉันจะเห็นได้ยังล่ะ”
ซาบริน่าร้องออกไปด้วยความเจ็บใจ ไม่อาจผละออกจากอ้อมแขนที่รัดอยู่รอบเอวได้
“ในเมื่อฉันตาบอดอย่างนี้”
เธอได้ยินเขาสูดลมหายใจลึกก่อนหน้าที่เขาจะหมุนร่างเธอให้หันมาหาและต้นแขนทั้งสองข้างก็ถูกเขาจับตรึงไว้แน่นดวงตาคู่นั้นราวถ่านไฟแรงร้อนเมื่อมันจ้องหน้าเธออยู่และปลายคางที่ก้มต่ำก็ถูกเชยขึ้นซาบริน่ารู้ดีว่าขณะนี้ ดวงตาที่มองไม่เห็นของเธอกําลังจ้องหน้าเขาอยู่อย่างน้อยมันก็เป็ครั้งแรกที่เธอรู้สึกดีใจที่ไม่เห็นหน้าเขาแววแห่งความเวทนาในสีหน้านั้นคงเป็สิ่งที่เธอทนดูไม่ได้
“แล้วทําไมคุณถึงไม่บอกให้ผมรู้ั้แ่แรก?”
น้ำเสียงของเขาบอกความขึ้งโกรธ ซึ่งทําให้เธอถึงกับผงะไปด้วยความใเธอคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาจะโกรธมากมายขนาดนี้
“แล้วทําไมคุณถึงไม่ใช้ไม้เท้าสีขาว”
คราวนี้ซาบริน่ารู้สึกโกรธขึ้นมาบ้างเธอจึงตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเดียวกัน
“ทําไมฉันจะต้องใช้ไม้เท้าสีขาวด้วยเล่า? ทําไมฉันถึงจะต้องสวมแว่นตาดํา? จําเป็ด้วยหรือที่ฉันวิ่งประกาศให้ใครๆ รู้ว่า...โปรดเมตตาคนตาบอดด้วย ?ทําไมเพียงแค่การตาบอดถึงทําให้ฉันผิดแปลกแตกต่างไปกว่าคนอื่นๆด้วยล่ะ? ทําไมฉันจึงต้องถูกกันให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวอย่างนั้นด้วย...ฉันเกลียดนักเวลาที่พวกพ่อแม่ชี้มือมาทางฉัน แล้วก็บอกกับลูกๆ ของตัวว่า...ให้ผู้หญิงตาบอดคนนั้นไปก่อนการที่ฉันไม่ใช้ไม้เท้าสีขาวก็เพราะว่าฉันไม่้าได้รับความสมเพชเวทนาจากใครทั้งสิ้น”
“ใช่แต่การที่คุณไม่ยอมใช้ไม้เท้าสีขาวนั่นมันเกือบจะทําให้คุณต้องตายข้างถนนอยู่แล้ว”
คนแปลกหน้าพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ถ้าคนขับรถคันที่เกือบชนคุณเมื่อครู่เขาเห็นไม้เท้าสีขาวเขาย่อมจะมีโอกาสเพิ่มความระมัดระวังในการขับรถมากขึ้นเขาจะลดความเร็วลงเพื่อให้คุณผ่านไปก่อนหรือไม่ก็บีบแตรเพื่อให้คุณรู้ตัวล่วงหน้าว่าเขากําลังขับมาทางนั้น”
เขาถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด
“แต่นี่คุณกลับเดินลงไปในถนนอย่างจองหอง ขืนเดินอย่างนี้บ่อยๆ ละก็อายุไม่ยืนหรอก สักวันหนึ่งจะต้องถูกรถชนตายแน่ จริง...คุณอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยแต่คนที่ขับรถชนคุณนั่นสิเขาคงไม่อาจเข้าใจได้หรอกว่าเพราะเหตุใดคุณถึงไม่ยอมใช้ไม้เท้าสีขาวทั้งที่มันเป็เครื่องช่วยชีวิตคุณอย่างดีที่สุด”
“มันก็ไม่ใช่เื่ยากที่จะเข้าใจนี่”
ซาบริน่าตอบด้วยน้ำเสียงที่อยากจะเอาชนะ
“ถ้าคนเราต้องเสียตาไป เขา ย่อมรู้ดีว่ามันเจ็บช้ำเพียงไรที่จะต้องประกาศความเป็คนตาบอดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา”
“ก็เห็นอยู่แล้วละว่าทําไมคุณถึงไม่อยากได้รับความสงสารเห็นใจจากคนอื่น”
ผู้ชายคนนั้นโต้กลับมา
“ที่มันเป็อย่างนี้ก็เพราะว่าคุณมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความสงสารตัวเองเท่านั้น”
“คุณออกจะบังอาจมากไปหน่อยแล้วนะ...”
ซาบริน่าไม่ยอมให้ตัวเองพูดต่อจนจบประโยคเมื่อกะระยะและยกมือขึ้นตบหน้าผู้ชายคนนั้นเต็มแรง
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะลดมือลงด้วยซ้ำก็รู้สึกเจ็บตรงแก้มแม้มันจะไม่รุนแรงนัก แต่มันก็สร้างความใให้กับเธออย่างล้นเหลือ
“คุณกล้าดียังไงถึงมาตบหน้าคนตาบอดอย่างฉัน”
เธอร้องออกไป แต่น้ำเสียงนั้นไม่ได้ต่างไปกว่าเสียงกระซิบเลย
“อ้าวก็คุณเป็คนที่ไม่้าสิทธิพิเศษอะไรอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
เขาเยาะให้
“หรือคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะเที่ยวตบหน้าใครๆ เขาเพราะรู้ว่าไม่มีใครกล้าตบกลับให้บ้างเมื่อรู้ว่าคุณเป็คนตาบอดอย่างนี้ผมว่าคุณน่าจะไตร่ตรองเสียใหม่ให้ดีนะว่าจะเอายังไงกันแน่”
ซาบริน่ามีความรู้สึกอับอายขายหน้ายิ่งนักที่ต้องกล้ำกลืนคําพูดของตัวเอง
“คุณเป็คนใช้ไม่ได้และร้ายกาจอย่างที่สุด”
เธอพูดพร้อมกับหันหลังตั้งท่าจะเดินออกจากตรงนั้น
“อย่ารีบร้อนนักสิ”
มือแข็งแรงเอื้อมมาจับไหล่เธอไว้ทําให้ไม่สามารถเดินต่อไปได้
“คุณนี่มันแย่กว่าเด็กเล็กๆ ที่เพิ่งหัดเดินอีกนะ”
เขาร้องอย่างหงุดหงิด
“คุณไม่ได้ยินเสียงรถที่กําลังแล่นมานั้นหรือไงแล้วรู้หรือเปล่าว่าตัวเองกําลังจะเดินไปทางไหนคุณรู้จักทิศทางที่กําลังจะเดินไปแล้วหรือไง?”
“อย่ามายุ่งกับฉันนะ”
ซาบริน่าร้องเสียงเครียด
“ฉันจะเป็ยังไงมันไม่ใช่เื่ที่ใครจะต้องมาเกี่ยวข้องด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอโทษด้วย” แต่น้ำเสียงของเขาไม่ได้บอกความเสียใจเลยแม้แต่น้อย
“แต่ผมได้รับการอบรมสั่งสอนมาว่ามวลมนุษย์ทั้งหลายล้วนเป็เสมือนพี่น้องจะต้องช่วยดูแลซึ่งกันและกันเพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณ จะพอใจหรือไม่ก็ตามผมก็จําเป็จะต้องดูแลให้คุณไปถึงจุดหมายปลายทางโดยปลอดภัย เอาละอยากจะไปทางไหนก็ไปได้เลย”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้แสดงความห่วงใยหรือยินดียินร้ายอะไรด้วย
“แต่ผมจะเดินตามไปข้างหลังเป็เพื่อนด้วย”
เธออยากจะกรีดร้องแสดงความเหลืออดออกมา แต่ท่าทางที่ไม่ย่นย่อของอีกฝ่ายหนึ่งบอกให้รู้ว่าถึงร้องไปก็เสียกําลังเปล่าเธอไม่อาจเดินต่อไปยังท่าเรือโดยมีเขาเป็ผู้คุมอยู่อย่างนี้ได้ไม่้าให้พ่อมีความรู้สึกว่ามันไม่เป็การปลอดภัยเลยที่จะทิ้งเธอไว้แต่เพียงลําพังแม้ชั่วครู่ชั่วยามทันทีที่พอเห็นผู้ชายคนนี้เข้า คําถามต่างๆนานาจะต้องเกิดตามมาและจะต้องมีการเล่าเื่หรืออธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยละเอียดซึ่งซาบริน่าไม่ปรารถนาให้เป็เช่นนั้น
เธอหันหลังเดินกลับไปตามทิศทางที่เพิ่งผ่านมาอย่างไม่เต็มใจเลยแม้แต่น้อย
“ที่จริงคุณไม่จําเป็ต้องมาลําบากกับฉันเลยฉันเพียงแต่จะเดินกลับไปที่รถเท่านั้น”
เธอพูดเสียงแข็ง
“แล้วก็คงจะขึ้นนั่งและขับออกไปเลยนะ”
แม้เขาจะพูดเสียงเบาแต่เธอก็ยังจับความขบขันที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงได้อย่างชัดเจน