- 1 -
บนโต๊ะทำงานตรงหน้าของผมมีรูปภาพและเอกสารจำนวนหนึ่งวางอยู่
นี่คือหลักฐานของการคอรัปชั่นพร้อมทั้งการอธิบายขึ้นตอนอย่างละเอียด จำนวนเงินที่เกี่ยวข้องไม่ใช่แค่หลักล้าน แต่หลายร้อยล้าน หากมันไปถึงสื่อมวลชน จะเป็การเปิดโปงการกระทำอันเลวร้ายครั้งใหญ่
ผมก็อยากจะยินดีกับประชาชนผู้เสียภาษีที่สามารถเปิดโปงเื่พวกนี้ได้สำเร็จอยู่หรอก แต่ตอนนี้คงจะทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะเ้าของลายเซ็นที่อนุมัติโครงการคอรัปชั่นเ่าั้ กำลังนั่งอยู่เบื้องหน้าของผมนี่เอง
ใช่แล้วครับ ผมเป็เลขาของนักการเมืองคอรัปชั่นคนนี้นี่เอง
เป็ผู้สมรู้รวมคิดต่อการกระทำอันเลวร้ายทั้งมวล
“สายของเราเอามันออกมาจากที่ประชุมของพรรคฝ่ายค้าน พรุ่งนี้พวกฝ่ายค้านจะส่งมันกับสื่อ”
นักการเมืองผู้เป็นายของผมบอก แม้จะอายุมากแล้ว แต่เขาก็มีใบหน้าที่หล่อเหลาดูน่าเชื่อถือ สมกับตำแหน่งรัฐมนตรี
“ถ้าเป็แบบนี้ ทุกสิ่งที่พวกเราทำกันมาจบเห่แน่”
ผมเห็นด้วย ถ้า “ทุกสิ่งที่เราทำมา” ที่เขาพูดหมายถึงตำแหน่งรัฐมนตรีของเขาล่ะก็นะ
ผมมองดูรูปของเขา ผม และเหล่าทีมงานที่ประดับอยู่ในห้องทำงานของรัฐมนตรีแล้วถอนหายใจ
ใบหน้าของรัฐมนตรี ดูเปลี่ยนไปจากในรูปมากทีเดียว เมื่อสิบปีก่อนเขาดูหนุ่ม และมีพลังมากกว่านี้
ผมเองก็พึ่งจะอายุสามสิบต้นๆ แต่รู้สึกว่าตัวเองแก่ขึ้นกว่าตอนนั้นมากทีเดียว
แรงกดดันจากสังเวียนการเมืองเปลี่ยนพวกเราไปมากเหลือเกิน
จะว่าไปก็ประหลาดใจ ว่าตัวเองมาถึงตรงนี้ได้ยังไงเหมือนกัน
ั้แ่วันที่ผมกับเขาได้พบกันครั้งแรกก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว
ผมพึ่งเรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศ และกำลังลังเลว่าจะรับตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยดีหรือไม่
นายของผม ยังอายุสามสิบกลางๆ สวมเชิตกับกางเกงยีน และมีดวงตาที่เป็ประกาย
“นายไม่คิดว่าประเทศนี้มันกำลังแย่ และควรจะดีกว่านี้เหรอ” เขาถามผมแบบนั้น “ทุกคนต่างรู้ว่าประเทศของเราควรจะปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง แต่ทำไมคนที่มีความสามารถถึงเอาแต่บ่นล่ะ? นายไม่คิดจะใช้ความสามารถของนายเพื่อเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้นเหรอ?”
ในเวลานั้นคนหนุ่มทุกคน รวมทั้งผม กำลังรอคอยกับใครสักคนที่พอจะเป็ความหวังได้ ใครสักคนที่ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ เพราะเหตุนี้วันนั้นผมก็เลยจับมือของเขาไว้
จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ผ่านมาแล้วสิบกว่าปี
แต่แล้ว วันนี้เรากลับมาถึงตรงนี้
ใช้ทั้งแรงกาย สมอง หยาดเหงื่อ และน้ำตา ลงไปมากมาย แต่ผมสงสัยว่าเราทำให้ประเทศนี้ดีขึ้นได้ขนาดไหนกัน?
“ประวัติศาสตร์สอนเราว่าไม่อาจปั้นภาชนะได้ โดยที่มือไม่เปื้อนดินโคลน เพื่อเป้าหมายด้านสว่าง เราจึงต้องมีด้านมืด” ผมเคยคิดเช่นนั้น
ไม่สิ ตลอดมาผมคิดเช่นนั้น และทำแบบนั้นมาโดยตลอด
ผมก้มลงมองดูมือของตัวเอง และสงสัยว่าด้วยมือนี้เราได้สร้างอะไรที่อยากจะสร้างขนาดไหนกันนะ
เราสร้างบางสิ่งขึ้นมาด้วยมือที่เปื้อน หรือไม่ได้สร้างอะไรเลยนอกจากทำให้ผืนแผ่นดินนี้เปื้อนไปพร้อมกับมือของเรา?
ไม่รู้สิ...
จะว่าไปผมก็เริ่มเหนื่อยแล้วเหมือนกัน
“เราควรจะทำยังไงต่อดี” นายของผมเอ่ยถามอย่างมีความหวัง
ในสังเวียนการเมืองที่ผ่านมา ผมมีข้อดีอยู่อย่างสองอย่าง หนึ่งในนั้นคือความสามารถในการคิดแผนการต่างๆออกมาได้ไม่ว่าสถานการณ์จะสิ้นหวังแค่ไหน
ตอนนี้ก็เช่นกัน ที่จริงผมคิดแผนการออกทันทีสองสามทาง
แผนการที่เราจะเอาตัวรอดได้
แต่เอาตัวรอดไปแล้วยังไงล่ะ
เราจะต้องทำให้มือเปื้อนเพื่อเอาตัวรอด และเอาตัวรอดไปเพื่อให้มือเปื้อนมากขึ้นอีกนานแค่ไหน...
ผมคงจะเหนื่อยเกินไปแล้ว ดังนั้นแทนที่จะบอกแผนออกไปอย่างเคย สิ่งที่ผมพูดออกไปจึงเป็
“เราพอแค่นี้กันดีกว่ามั้ยครับ”
“หา?” ท่านรัฐมนตรีเงยหน้าขึ้นมองผม
“ยอมมอบตัวกันดีกว่ามั้ย”
“นายพูดอะไรของนาย?” เขาถามด้วยท่าทางไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูด “ส่วนแบ่งจากโครงการขนาดแค่ร้อยล้ายเนี่ยเป็เื่ปรกติของพวกข้าราชการเลยนะ ใครๆเขาก็ทำกัน ไม่สิ... ถ้าเราไม่ทำตามน้ำไป เราก็อยู่ไม่ได้หรอก... ถ้าเราไม่ยอมจัดการเื่นี้พวกข้าราชการได้ส่วนแบ่ง พวกเขาก็จะไม่ยอมทำงานให้เรา นายเข้าใจไม่ใช่เหรอ ว่าเราพยายามลดส่วนต่างให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว รัฐบาลที่แล้วพวกฝ่ายค้านกินส่วนแบ่งกันมากกว่านี้อีก”
“เื่นั้น...”
“พอแล้ว!” เขายกมือขึ้น เป็สัญญาณให้ผมหยุดพูด
“นายก็หาทางทำสักอย่างสิ ใช้หลักฐานการคอรัปชั่นของพวกมันขู่มันกลับก่อนที่มันจะปล่อยเื่นี้ไปยังสื่อ หรืออะไรแบบนั้นสิ”
จริงๆจะทำแบบนั้นก็ได้ ผมพอจะคิดไว้แล้วว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับเื่นี้เองก็มีสายสัมพันธ์กับฝ่ายค้านอย่างไร ถ้าฝ่ายค้านแฉเื่นี้ผู้เกี่ยวข้องนั้นก็คงจะแย่ไปด้วย เรียกว่าเป็การทุบหม้อข้าวตัวเองชัดๆ
ที่ทางฝ่ายค้านเอาเื่นี้ออกมาเล่นงานคงจะเป็เพราะถูกต้อนจนมุมจริงๆ
ถ้าติดต่อไปยังผู้ที่มีสายสัมพันธ์กับทางฝ่ายค้าน และจะเสียหายเพราะข้อมูลนี้ไปด้วย ไม่แน่ว่าจะบีบให้ฝ่ายค้านเลิกที่จะแฉเื่นี้ได้
ถ้าจะสู้ก็อาจจะพอไหว แต่มันควรจะทำจริงๆเหรอ?
ผมสงสัยว่าเราจะทำแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ และทำไปเพื่ออะไรกันแน่นะ?
“ท่านยังจำได้หรือเปล่าว่าทำไมเราถึงมากันจนถึงจุดนี้” ผมถาม
“หา?” เขาทำหน้าเหมือนสงสัยว่าผมเมาอยู่หรือเปล่า
“ท่านจำเป้าหมายตอนแรกของเราได้มั้ยครับ?”
“…แน่นอน พวกเรา้าความเจริญก้าวหน้าของประเทศนี้ พวกเราก็ทำอยู่นี่ยังไงล่ะ”
“เราตั้งต้นว่าจะสร้างสิ่งดีๆ แต่พักหลังผมเริ่มรู้สึกว่า ทุกสิ่งที่เราทำเป็เพื่อการรักษาอำนาจไปเสียแล้ว ทำลายอีกฝ่าย เสริมกำลังของฝ่ายเรา เราทำแบบนั้นทุกวัน แต่ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเราทำเพื่อเป้าหมายของเราในตอนแรก หรือแค่พยายามเอาชนะเพื่อรักษาอำนาจในเกมส์การเมืองที่ไม่จบสิ้นนี้กันแน่...”
“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ก็จะเสียท่าพวกศัตรู ถ้าอำนาจหลุดมือไปสิ่งที่เราคิดจะสร้างก็ทำไม่สำเร็จสักอย่างเดียว นายเป็คนบอกเองไม่ใช่เหรอว่า เราปั้นภาชนะไม่ได้ ถ้ามือไม่เปื้อน”
“เื่นั้น... ตอนนี้ผมก็สงสัยอยู่ เราปั้นภาชนะไม่ได้ถ้ามือไม่เปื้อนจริงเหรอครับ... หรือว่ามือที่เปื้อนไม่อาจสร้างบางสิ่งที่สวยงามได้”
อีกฝ่ายถอนหายใจ
“เอาล่ะ ฉันไม่อยากมาถกปรัชญากับนายในตอนนี้ แต่นายจะบอกว่าเป็ความผิดของฉันคนเดียวงั้นเหรอ? นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าการเมืองคือการแบ่งสันอำนาจ ตอนที่พวกฝ่ายค้านเป็รัฐบาลมันก็ทำเหมือนกัน เผลอจะมากกว่าเราด้วย ในวงการนี้ใครๆเขาก็ทำทั้งนั้น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ทุกคน้าส่วนแบ่งผลประโยชน์จากนาย ถ้านายไม่มีเงินมาเลี้ยงคน และแบ่งสันประโยชน์ให้กลุ่มคนแต่ละคน นายคิดว่าผลจะเป็ยังไง ถ้าเราปล่อยให้เื่นี้เกิดขึ้น อาจจะส่งผลกับรัฐบาลของเราทั้งรัฐบาล และถ้าฝ่ายค้านกลับมาเป็รัฐบาล พวกมันจะกินกันมากกว่านี้หลายเท่า และกินโดยไม่แบ่งผลประโยชน์ให้ใครเลยด้วย”
เป็คำพูดที่อาจจะพอหว่านล้อมหลายคนได้
แต่ในฐานคนที่ร่างสุนทรพจน์ให้เขาเป็ผู้พูด ผมเริ่มรู้สึกเบื่อคำที่ฟังดูมีเหตุผลพวกนี้แล้วเหมือนกัน
“แล้วผลมันจะจบตรงไหนล่ะครับ” ผมถาม “เราทำ ฝ่ายนู้นก็ทำ สุดท้ายแล้วสิ่งที่เรา้าสร้างขึ้นมันจะอยู่ตรงไหนกันแน่”
ท่านรัฐมนตรีมองหน้าของผมอยู่เนิ่นนานก่อนจะถอนหายใจออกมา
“เข้าใจล่ะ นายจะเอาแบบนั้นแน่ๆใช่มั้ย”
“ขอโทษด้วยครับ แต่คงจะอย่างนั้น”
เ้านายของผมทิ้งตัวลงบนที่โซฟา ราวกับทิ้งน้ำหนักทั้งหมดที่เขาแบกไว้ และถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
“น่าเสียดายนะ” เขาบอก “รู้ไหมว่าตอนแรกทำไมฉันถึงชวนนายเข้ามาเป็ทีมงาน”
“…”
“โลกนี้เต็มไปด้วยคนที่มีความฝัน เด็กประถมก็บอกได้ว่าวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่านี้ควรจะเป็อย่างไร... แต่น้อยคนที่จะเขียนแผนการไปสู่ความฝันที่เป็รูปธรรมพวกนั้นได้”
เขาวาดมือเหมือนวาดรูปในอากาศ
“นายต่างออกไปจากพวกนักวิชาการช่างฝัน ดวงตาของนายไปยังความฝัน แต่สมองของนายรู้จักความเป็จริง... เพราะอย่างนั้นฉันก็เลยแปลกใจ ที่สุดท้ายนายก็เลือกความฝันในอากาศมากกว่าความเป็จริง”
“ขอโทษด้วยครับ...”
“ฉันเองก็อยากฝันเหมือนกัน แต่ความเป็จริงของโลกนี้มันเป็แบบนี้ เพราะอย่างนั้น สุดท้ายนี้ ฉันคงต้องขอให้นายช่วยอะไรอีกสักอย่าง”
เขาโบกมือ
ชายหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆประตูข้างหลังของผมล้วงมือเข้าไปในเสื้อเจ็คเก็ตสีดำ และชักปืนออกมา
ปืนพกสีดำ
“จะว่าไป สมัยก่อนเราก็เคยคุยกันเื่นี้ใช่มั้ยล่ะ อรรถประโยชน์น่ะ? ถ้าคนคนหนึ่งต้องทุกข์แสนสาหัส เพื่อความสุขของคนอีกหลายล้าน เราควรจะจะเลือกทางไหน”
ผมมองปืนในมือของชายสองคนที่เดินเข้ามา
ผมเข้าใจว่าเขาคิดจะทำอะไร
คงมีจดหมายลาตายของผมที่เขียนไว้แล้วว่าผมได้ใช้อำนาจของรัฐมนตรีไปในทางไม่ชอบ หาผลประโยชน์ส่วนตัว และทนความรู้สึกผิดไม่ไหวจึงต้องฆ่าตัวตาย
พรุ่งนี้เช้า ข่าวการฆ่าตัวตาย พร้อมหลักฐานการคอรัปชั่นของผม จะถูกปล่อยออกไปก่อนที่ฝ่ายค้านจะลงมือ
จากนั้นท่านรัฐมนตรีก็จะออกไปร้องไห้ต่อหน้าสื่อ
ผมจะกลายเป็คนที่ทำเื่ทั้งหมด และรู้สึกผิดต่อสิ่งที่ตัวเองทำลงไป จึงชิงฆ่าตัวตายก่อน
นั่นจะทำให้เขารักษาความนิยมเอาไว้ได้
และเป้าหมายของเราก็จะดำเนินต่อไป
สิ่งที่ผมเดาไม่ออกคือ เหตุผลการคอรัปชั่นที่เขาแต่งให้ผมจะเป็อะไรนะ
ติดหนี้พนันแบบคลาสสิคหรือเปล่า?
“ทุกคนก็ต้องเลือกทางที่ดีที่สุด สำหรับคนจำนวนมากที่สุดใช่มั้ยล่ะ ฉันไม่อยากทำแบบนี้หรอก แต่นี่เป็ทางเดียว”
ท่านรัฐมนตรีมองผมด้วยดวงตาที่สับสน และมีน้ำตา
ผมไม่มั่นใจแล้วว่า นั่นเป็ความรู้สึกจริงๆของเขาหรือเปล่า
ผมหัวเราะ
ผมคิดถึงตอนแรกที่เริ่มต้น
เราเริ่มด้วยเจตนาดี
แต่ทำไมตอนจบถึงลงเอยเช่นนี้?
ความเลวร้ายแทรกเข้ามาเหรอ
ความเลวร้ายได้กลืนกินเราเหรอ
ั้แ่เหมื่อไหร่กันนะ
มันกลืนกินเราไปั้แ่เมื่อไหร่
หรือั้แ่ตอนแรก
หรือก่อนที่ผมจะจับมือนั้นแล้ว
แล้วความหมายของทุกสิ่งที่เราทำไปคืออะไร?
สุดท้ายแล้วเราสร้างอะไรได้บ้าง?
หรือไม่ได้สร้างอะไรเลย
ขณะที่ผมคิดเื่นั้น ชายคนหนึ่งเข้ามาจับผมไว้ ส่วนอีกคนจ่อปืนเข้าไปในปาก
เคยได้ยินว่าการตายด้วยวิธีนี้จะเ็ปน้อยที่สุด
อย่างน้อยก็เป็ความปราณีครั้งสุดท้ายของคนที่เคยต่อสู้ร่วมกันมาอย่างนั้นสินะ
.
น่าตลกมากตรงที่ในวินาทีสุดท้ายนี้ผมคิดสิ่งที่อาจารย์ของผมเคยพูดไว้
“แสงสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดก็ไม่อาจอยู่ในแสงสว่างนั้น”
.
เป็ข้อความที่แทบจะลืมไปแล้ว
ผู้ที่อยู่ในความมืดไม่คู่ควรจะอยู่ในแสงสว่าง
เราไม่อาจสร้างแสงสว่างได้จากความมืด
ผมรู้ตัวว่า มือทั้งสองข้างเปื้อนเกินกว่าจะเอ่ยขออะไรได้
ปลายทางน่าจะเป็นรก
แต่เวลานี้ ผมอยากแก้ไขอีกครั้ง
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 3.0px 0.0px; text-align: center; text-indent: 28.4px; font: 14.0px 'Cordia New'; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000}p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 3.0px 0.0px; text-align: center; text-indent: 28.4px; font: 14.0px 'Cordia New'; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 17.0px}p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 3.0px 0.0px; text-indent: 28.4px; font: 14.0px 'Cordia New'; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000}span.s1 {font-kerning: none}
ถ้าเป็ไปได้ ครั้งหน้าจะไม่ทำให้ผิดพลาดเช่นนี้...