มนตรา

    บทที่ 3

    เมื่อยามรุ่งอรุณมาถึง ข้าแทบจะลุกขึ้นจากที่นอนไม่ไหวเอาเลยทีเดียว แต่ข้าก็ต้องออกไปรีดนมจากแพะห้าตัวที่เราเลี้ยงไว้ เจ้าตัวที่ชื่อโฮเรซเข้ามาซุกอยู่กับอก จรดจมูกสูดกลิ่นตัวขณะที่ข้ากอดมันไว้ โฮเรซเป็นแพะตัวที่สวยมาก พลิ้วเพรียวขณะที่ขยับร่างอยู่เหนือกีบเท้าของมัน ข้าอยากจะเป็นมันเสียเหลือเกิน มันมองข้าด้วยดวงตาคู่สีน้ำตาล ใช้ขาเล็ก ๆ หยอกล้อข้าเล่น จากนั้น ข้าก็จะต้องเดินเอาเนยสดที่ทำจากนมแพะไปส่งให้กับภรรยาของปาลุซคนทำขนมปัง นางจะต้องเข้าเมืองทุกอาทิตย์เพื่อจะขายเนยที่นางทำขึ้น รวมทั้งของแม่ด้วย ข้าได้ยินเสียงแม่บ้านทั้งหลายที่รวมตัวกันอยู่ตรงบ่อน้ำคุยกันถึงเรื่องการขุดหลุมฝังศพ“นี่...คราวนี้เขาเจอเหรียญทองคำแล้วก็อ่างเงินด้วยนะ...แล้วเมื่อคืนนี้ก็มีขโมยย่องเข้าไปที่หลุมด้วย ... อัง-ตวนนักเทศน์น่ะเอาหมาออกตามด้วยนะ”ขาเดินกลับ ข้าเห็นอังตวนซึ่งใคร ๆ เรียกเขาว่านักเทศน์ แต่เขาบอกว่าอาชีพของเขาคือคนเลี้ยงแกะ เรือนกายของเขาดูช่างมหึมาเสียจริงในสายตาของข้า อาจจะเป็นเพราะหนวดเคราเผ้าผมของเขาก็ได้ และกับฝ่ามือใหญ่โตนั้น ในชีวิตเขาไม่เคยเลี้ยงสัตว์เลยไม่ว่าชนิดใดทั้งสิ้น“ข้าเป็นคนเลี้ยงแกะของพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวเท่านั้น” เขาประกาศเช้าวันนี้เขาอยู่ในเสื้อคลุมตัวใหญ่แขนสั้น มีหมวกสีดำครอบอยู่เหนือศีรษะ ในมือถือไม้พลองอันใหญ่ไว้ ข้าเคยเห็นเขาจ้องมองมาทางบ้านเราเสมอ และคอยจับจ้องดูแม่อย่างไม่วางตา โดยเฉพาะตอนที่แม่เข้าไปในสวนไม้ดอก หรืออยู่ท่ามกลางแปลงฟลอกซ์และมาโจรัม แปลงไทม์ (พันธุ์ไม้ตระกูลเดียวกับโหระพา) พาซลิ (ผักชีฝรั่ง) และวิซเฮซึล ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ดอกสีเหลือง หรือไม่ก็ในขณะที่แม่ออกไปเก็บผลของเวอร์เทิลเบอรี่ ยามนั้นที่ข้าจะเห็นเขาจ้องมองดูแม่และจะยืนดูอยู่อย่างนั้น แม้ว่าแม่จะกลับเข้าบ้านแล้วก็ตามอย่างเช่นในตอนเช้าวันหนึ่ง ขณะที่แม่ยืดร่างตากผ้าบนราวที่ผูกอยู่ระหว่างต้นแอปเปิลกับต้นมะนาว ใกล้กับรั้วบ้าน กว่าที่แม่จะรู้ว่าเขายืนอยู่ตรงรั้วนั้น ก็จนเมื่อเขาเอื้อมมือมากระชากคอปกเสื้อของแม่จนขาดออกพร้อมกับตะโกนใส่หน้าว่า“อีกะหรี่...อีกะหรี่...”แม่ผวาวิ่งตัวสั่นเข้าบ้าน บีรีบวิ่งออกไป กรีดร้องว่า“ไอ้ระยำ...แกอย่ามาแตะต้องตัวแม่ข้านะ”เราจับตาดูอยู่จนเมื่อเขาเดินออกไปจากบริเวณนั้นแล้ว แม่จึงได้กลับไปตากผ้าต่อ ข้ากับบีออกไปยืนอยู่เป็นเพื่อนแม่ คอยระแวดระวังเพราะคิดว่าเขาจะต้องกลับมาอีกขณะนี้ ท่อนขาอันมหึมาคู่นั้นกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ชายเสื้อคลุมที่เขาสวมใส่อยู่ราวปีกแห่งยามราตรี อังตวนได้ขึ้นไปยืนอยู่บนถนนสายเล็ก ๆ อันเป็นทางตัดเข้าสู่บ้านของเรา เสียงเขาคำรามออกมาว่า“ไอ้พวกปีศาจ...พวกผีนรก...พระเจ้าจะต้องทำร้ายพวกมึง รอให้ถึงเวลานั้นเสียก่อนเถอะ...ระวังไว้ให้ดี พระเจ้าทำเครื่องหมายใส่หัวพวกมึงไว้แล้ว”ทุกถ้อยคำนั้นเปล่งออกมาด้วยความรู้สึกเกลียดชังอย่างล้ำลึก หัวใจของข้าเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว แต่ถึงกระนั้นข้าก็ไม่ได้วิ่งหนีเขา ข้ารู้ว่าตัวเองไม่อาจจะออกวิ่งโดยไม่เกรงในตัวเขาได้ และอาจจะสะดุดล้มลงด้วย น้ำเสียงเช่นนี้ข้าจำได้ว่ามันเป็นเสียงเดียวกับที่ได้ยินเมื่อคืน ข้ารู้ว่าเขามีสุนัขพันธุ์มาสทิฟฟ์อยู่สองตัว เลี้ยงไว้ที่บ้าน ทุกครั้งที่อังตวนออกเทศนาสั่งสอนผู้คน เขาจะเปล่งวาจาที่แสดงออกถึงความกราดเกรี้ยว เป็นสำนึกอันเร่าร้อนรุนแรงที่เขามีต่อพระเจ้า ผู้จะทรงตัดสินในโทษานุโทษแก่บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่พระองค์เป็นผู้สร้างขึ้นไว้ในโลกนี้นับแต่วาระเริ่มแรก พวกคนงานในไร่องุ่นก็ดี ชาวบ้านทั้งชายและหญิงในหมู่บ้านวิดี้แห่งนี้ก็ดี และกับบางคนซึ่งอุตส่าห์เดินทางมาจากโลซานน์ เปี่ยมไปด้วยศรัทธาที่จะรับฟังในสิ่งที่เขาพูด ข้าเคยเห็นคนเหล่านั้นเดินออกมาจากโรงนาของเขา ด้วยสีหน้าท่าทางที่เปลี่ยนไป มึนเมาด้วยความศรัทธาที่มีต่อวาจาอันเผ็ดร้อนกราดเกรี้ยวจากคำเทศนาที่รับฟังมา และข้ายังเคยเห็นผู้หญิงคนหนึ่งทุ่มตัวลงบนพื้น กรีดร้องออกมาอย่างโหยหวนในขณะที่เขากำลังเทศน์อยู่ กล่าวกันว่าเป็นเพราะมีปีศาจสิงอยู่ในตัวของนาง และอังตวนได้ทำการขับไล่มันออกไป

    วันนี้โคลิน น้องชายของข้า มีขอบตาดำคล้ำ เขาได้เห็นอังตวน และเกิดความหวาดกลัวในบุคคลผู้นี้อย่างเหลือประมาณ“ไม่เห็นมีอะไรที่จะต้องกลัวเลย” ข้าบอกข้าจับมือน้องชายไว้ พาเดินข้ามท้องทุ่งที่ปูด้วยพรมสีเหลืองของดอกเดซี ดอกคอร์นฟลาวเวอร์สีฟ้าขึ้นเป็นกลุ่มประดับอยู่เหนือฝั่งทะเลสาบ เรามองดูฝูงเป็ดที่ลอยตัวอยู่เหนือน้ำด้วยท่าทางเคร่งเครียดเรากับนักเทศน์ผู้เคร่งขรึม“เมื่อปีกลาย ข้าเห็นนกดุเหว่ามันจับเป็ดไปด้วย” โคลินเอ่ยขึ้น “ข้าไม่ชอบนกดุเหว่าเลย บี”“ข้าเป็นราชินีแห่งมัน ข้ารับรองว่ามันไม่ทำอันตรายเจ้าหรอก” ข้าตอบและเขาก็จับมือข้าไว้แน่นหลายศตวรรษมาแล้วที่ชุมชนแห่งที่เราอาศัยอยู่ ณ บริเวณชายฝั่งทะเลสาบแห่งนี้ พวกเขาได้สร้างสถูปหินขึ้นเพื่อคำนวณวัฏจักรแห่งดวงอาทิตย์และดวงดาว ตั้งชื่อกระแสลม แม่น้ำ และฤดูกาลต่าง ๆ สร้างหมู่บ้านขึ้นบนที่ราบสูง รายล้อมด้วยป้อมค่าย และเรียกชุมชนแห่งนั้นว่า “เมืองแห่งลัก” ตามชื่อเทพลักผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างแห่งมนุษย์ทุกผู้ ทรงเป็นทั้งแสงแห่งสุริยฉายและเทพแห่งราตรีอันมืดมิด คนเหล่านั้นยังบูชานกดุเหว่าอันเป็นสัญลักษณ์แห่งเทพองค์นี้ เพราะสีขนอันดำสนิทของมันคืออีกโฉมหนึ่งแห่งแสงตะวัน ส่วนองค์แม่พระธรณีนั้นสถิตย์อยู่เบื้องประตูทั้งสองแห่งชีวิต คือความเกิดกับความตายคนเหล่านี้มีด้วยกันหลายเผ่าพันธุ์ทั้งเคลท์ กอลส์ วอลส์ และบูชาต้นโอ๊ค ในครั้งกระนั้นป่าโอ๊คกว้างใหญ่ไพศาลนัก โอ๊คแต่ละต้นใหญ่โตมหึมา รากแผ่ขยายขึ้นมาถึงพื้นดิน นอกจากนั้นก็ยังมีต้นเอล์ม ต้นนัท และเถ้าลาวาจากภูเขา ที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับแผ่นดิน สิงสาราสัตว์นานาพันธุ์เจริญเติบโตอยู่ในราวป่าแห่งนั้น หมูป่ากัดกินลูกโอ๊คเป็นอาหาร เนื้อและหนังของมันคืออาหารและเครื่องนุ่งห่มจนถึงรองเท้า เข็มขัด และโล่ป้องกันอาวุธให้กับคนเมื่อฤดูร้อนมาถึง คนเหล่านั้นซึ่งเราถือว่าเป็นพวกของเราได้สุมกองเพลิงขึ้นเหนือยอดเขาเพื่อที่จะบูชาสุริยเทพ แสงเรืองโรจน์แห่งเปลวไฟนั้นจะขับไล่ภูตผีปีศาจให้ปลาสนาการไปสิ้น แต่เมื่อถึงฤดูหนาว เทรานีส ผู้เป็นเทพแห่งพายุและความหนาวเย็น ก็จะกรีธาทัพผ่านเข้ามาเพื่อที่จะทำลายองค์สุริยเทพ ทรงหักกิ่งจากต้นมิสซึลโทว์ ประทานให้กับชายชราตาบอดผู้มีนามว่า “ความตาย” ผู้จะเอากิ่งไม้นั้นไปทำเป็นแหลน และพุ่งเข้าใส่องค์สุริยเทพผู้ทรงนามว่าลัก เพื่อจะปลงพระชนม์พระองค์เสีย และเมื่อฤดูหนาวเป็นฝ่ายมีชัย เมื่อยามกลางวันถูกกลืนกินด้วยยามราตรี ผู้คนเหล่านั้นก็จะออกไปยังป่าโอ๊คอันเป็นที่สักการบูชา ใช้เคียวทองฟันต้นมิสซึลโทว์ลง เอาใยของมันมาถักทอเป็นผ้าลินินจากนั้นภิกษุณีทั้งหลายก็จะประสานบรรณศัพท์แห่งเสียงเพลงอันมีท่วงทำนองเหี้ยมหาญเพื่อจะปลุกดวงอาทิตย์ให้ตื่นขึ้น สิงสาราสัตว์ทั้งหลายในราวป่าจะคืบคลานออกมาจากเงามืดมิดเพื่อรับฟังเพลงนั้น แกะสามเขาอันเป็นที่เคารพบูชาจะโผนตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า เริงระบำอยู่เหนือกองไฟศักดิ์สิทธิ์ภิกษุณีเหล่านั้นจะปรึกษาหารือซึ่งกันและกันโดยปราศจากคำพูด ภิกษุณีเหล่านั้นคือผู้กระทำพิธีกรรมแห่งการสืบทอดวิญญาณ เมื่อนางใดนางหนึ่งสิ้นอายุขัยลง วิญญาณของนางจะถูกฝังลงไว้ในตุ๊กตาดินที่ได้มาจากพระแม่ธรณี ผู้เป็นองค์ประธานอยู่เหนือการเดินทางอันยิ่งใหญ่ของจิตวิญญาณ เพื่อที่จะไปให้ถึงดินแดนแห่งเทพเจ้าผู้มีเกศาสีทองจากนั้น จักรวรรดิโรมันก็เคลื่อนเข้ามา พวกของเราได้ทำลายป้อมค่ายกับหมู่บ้านอีกสี่ร้อยแห่งลง ชักรถศึกอันกร้าวแกร่งหมื่นสองพันคันเข้าร่วมกับชนเผ่าเคลท์ เพื่อต่อสู้กับกองทัพแห่งชาวโรมัน อันมีจูเลียส ซีซาร์ทรงนำทัพ ครั้งกระนั้นคนของเราต้องตายลงถึงแปดพันคน และในท่ามกลางคนเหล่านั้นมีภิกษุณีร่วมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมากมาย ผู้ซึ่งยอมทำลายชีวิตของตนเองลง มากกว่าที่จะยอมตกไปเป็นเชลยศึกและสนองความสำราญของบรรดาทหารโรมันเหล่านั้นหลังจากนั้น ชาวโรมันก็ได้สร้างเมืองของพวกเขาขึ้นเหนือฝั่งทะเลสาบแห่งนี้ และตั้งชื่อว่า “โลซานน์” มันเป็นเมืองที่งดงามยิ่งนัก ประกอบด้วยมหาวิหารและเคหาสน์ใหญ่น้อย พวกเขาได้สร้างป้อมค่ายเชิงเทินขึ้นเหนือยอดผารายรอบฝั่งทะเลสาบ ความรุ่งโรจน์ของนครแห่งนี้ดำเนินไปได้สามศตวรรษ มีถนนสายใหญ่ที่ตัดจากทะเลในเชื่อมต่อไปยังเขตแดนของเยอรมเนีย พวกชาวเมืองปลูกพืชไร่อันได้แก่มะกอกและองุ่น โค่นต้นโอ๊คลงทำเป็นเรือ ลอยล่องขึ้นไปทางตอนเหนือของแม่น้ำ จนถึงไฮเปอร์โบเรีย ดินแดนแห่งแสงอาทิตย์ในยามราตรี