เสียงฟันเฟืองทองเหลืองขนาดมหึมาบนเพดานโถงบรรยายครึ่งวงกลมค่อยๆ ชะลอจังหวะลง กลิ่นไหม้ของพลังปราณและฝุ่นโลหะจากคลาสเรียนก่อนหน้ายังคงอบอวลอยู่ในอากาศ
ภายในโถงบรรยาย ‘สัจธรรม’ บรรยากาศแบ่งแยกผู้คนออกเป็สองฝั่งอย่างชัดเจน บนอัฒจรรย์หินอ่อนฝั่งทิศตะวันออก เหล่าขุนนางและทายาทตระกูลใหญ่นำโดย อาซิม นั่งเอนหลังอย่างสบายอารมณ์ อาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทองส่งกลิ่นหอมของน้ำหอมแปรธาตุราคาแพงโชยออกมาตลบอบอวล ในขณะที่ฝั่งทิศตะวันตกบนม้านั่งเหล็กกล้าขึ้นสนิม คราบน้ำมันเครื่อง เขม่าควันเตาหลอม และกลิ่นเหงื่อไคลยังคงติดแน่นอยู่บนชุดของเหล่าเด็กหนุ่มจาก ‘ป้อมปราการสนิมแดง’
ชาลัคบิดี้เีจนกระดูกสันหลังลั่นดังกรอบแกรบ พลางกวาดสายตามองไปรอบโถง “ให้ตายสิ อาลอน... ใครๆ ก็รู้ว่าวิชาทฤษฎีลมปราณของอาจารย์อารียาน่ะขึ้นชื่อเื่ความหินที่สุดในชั้นปี ถ้าข้าฟังไม่เข้าใจแล้วโดนหักแต้มอีก มีหวังเดือนนี้คงได้กินแค่ข้าวต้มก้นหม้อไปตลอดแน่ๆ”
อาลอนไม่ได้ตอบคำถาม เขานั่งนิ่งดุจรูปสลักหินบะซอลต์ ั์ตาสีดำสนิทจับจ้องไปยังใจกลางโถง ที่ซึ่งมี ‘เสาผลึกสเปกตรัม’ (Spectrum Prism Pillar) ทรงหกเหลี่ยมสูงกว่าสามเมตรตั้งตระหง่าน ผลึกแก้วสีเทาขุ่นมัวภายในเสาผสานเข้ากับวงจรกลไกไอน้ำและอักขระรูนโบราณที่พร้อมจะตอบสนองต่อคลื่นความถี่ลมปราณ
กึก... กึก... กึก...
เสียงส้นสูงหนังโลหะกระทบพื้นหินบะซอลต์ดังกังวานเป็จังหวะเชื่องช้าทว่าหนักแน่น สยบเสียงจอแจทั่วทั้งโถงบรรยายลงในพริบตา
ร่างระหงในชุดเครื่องแบบทรงยศสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามาอย่างเยื้องกราย รูปร่างของเธองดงามสมส่วน เรือนผมสีดำขลับถูกรวบตึงไว้อย่างประณีต แว่นตาทรงกลมกรอบทองเหลืองสะท้อนแสงไฟสลัว บดบังั์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวหลังม่านเลนส์ ไฝเม็ดเล็กใต้ตาซ้ายยิ่งขับให้ใบหน้าเรียบตึงของเธอดูเยือกเย็นและน่าเกรงขาม
อาจารย์อารียา (Professor Ariya) ผู้เชี่ยวชาญทฤษฎีลมปราณและาุโแห่งสภาวิชาการ หยุดยืนอยู่หน้ากระดานชนวนเวทมนตร์ เธอไม่ได้เอ่ยคำทักทาย หากแต่ตวัดสายตากวาดมองนักศึกษานับร้อยชีวิตด้วยความเงียบสงัดที่กดดันจนไม่มีใครกล้าผ่อนลมหายใจแรง
“วิชาของข้า... ไม่ใช่สถานที่สำหรับพวกฝันกลางวัน” น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจของอารียาดังสะท้อนผ่านลำโพงทองเหลืองรอบห้อง “การจะเป็ช่างกลเวทมนตร์ (Magitech) ที่รอดชีวิตได้ พวกเ้าต้องเข้าใจว่า ‘พลังปราณ’ ไม่ใช่แค่พลังงานดิบ... แต่มันคือ ‘คลื่นความถี่’ (Frequency) ที่มีเฉพาะตัว”
อารียายกเรียวนิ้วขึ้นสะบัดเบาๆ เสาผลึกกลางห้องพลันเรืองแสงสว่างวาบ เผยให้เห็นสายธารพลังงาน 7 สีที่หมุนวนอยู่ภายใน
“แดงคืออัคคี เขียวคือพฤกษา อำพันคือพสุธา ฟ้าครามคือวารี เงินคือโลหะ ม่วงคือมิติ และทองคือศักดิ์สิทธิ์...” อารียาเอ่ยพลางเดินหมุนรอบเสาผลึก “หากเ้าไม่รู้จักคลื่นความถี่ของตนเอง และฝืนนำแกนอสูรผิดธาตุมาติดตั้งในอุปกรณ์ สิ่งที่เ้าจะได้ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่... แต่คือลมปราณแตกซ่าน และการะเิแหลกคามือ”
“หึ! เื่พื้นฐานแค่นี้... เด็กสามขวบในตระกูลอาหมัดก็รู้แล้วขอรับอาจารย์!”
เสียงทุ้มอ้วนดังกวาดขัดจังหวะขึ้นมาจากฝั่งอัฒจรรย์ชนชั้นสูง อาซิม ก้าวเดินลงมาจากแถวหน้าด้วยท่วงท่ากร่างเกรง แหวนอัญมณีเต็มเรียวนิ้วส่งแสงวับวาบ เขาจ้องมองมายังพวกอาลอนด้วยสายตาดูแคลนสุดแสน ก่อนจะหยุดยืนหน้าแท่นทดสอบสเปกตรัม
“เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา... ข้าจะแสดงให้พวก ‘ขยะรากหญ้า’ จากป้อมสนิมแดงได้เห็นเอง ว่าพลังปราณบริสุทธิ์ของชนชั้นสูงที่แท้จริงมันเป็อย่างไร!”
อาซิมกระแทกฝ่ามืออวบอ้วนลงบนแท่นััอย่างแรง!
ครืนนนนน!
กระแสความร้อนระอุทะลักออกจากร่างของอาซิม แท่นศิลาและเสาผลึกส่งเสียงครางประทึม แสงสีเหลืองอำพันอันหนาแน่นของ ‘ปราณพสุธา’ ปะทุขึ้นจ้าสว่าง ตามด้วยสายธาร ‘ปราณอัคคี’ สีแดงฉานที่แทรกซึมเข้ามาหลอมรวม พลังงานสองสายหมุนวนบีบอัดจนเสาผลึกส่องแสงสว่างไสวไปทั่วโถงบรรยาย
“หึๆ! ปราณพสุธาผสานอัคคี! ระดับหล่อหลอมขั้นปลาย!” อาซิมชูคางขึ้นอย่างหยิ่งผยอง ท่ามกลางเสียงฮือฮาชื่นชมจากบรรดาพวกลูกน้อง “เห็นหรือยัง? นี่คือความแตกต่างระหว่างสายเืผู้มีอำนาจ กับพวกขี้แพ้ที่มีระดับพลังแค่ ‘ภาชนะว่างเปล่า’ ไร้ธาตุอย่างแก... ไอ้เด็กซ่อมเศษเหล็กอาลอน!”
สายตาเย้ยหยันทุกคู่เบนมาจับจ้องที่อาลอน ชาลัคกำหมัดแน่นจนข้อต่อกลไกข้อมือส่งเสียงขู่ฟู่ด้วยความโกรธ แต่อาลอนกลับยังคงนั่งนิ่ง
ดวงตาเนื้อข้างขวายังคงสงบนิ่ง ทว่าเลนส์ตาจักรกลซีกซ้ายของเขากลับกะพริบแสงสีฟ้าครามแ่เบา [System 377: Analyzing Azim's Energy Output...] [Frequency: Earth-Fire Hybrid / Stability Rate: 62.4% - High Turbulent] [Analysis: Excessive Energy Waste. Core Structural Strain Detected]
‘กระจอกสิ้นดี...’ อาลอนคิดในใจ น้ำเสียงในสมองกลเยือกเย็น ‘หมุนเวียนปราณติดขัดถึงสามจุด แต่กลับสาดพลังงานทิ้งขว้างเพียงเพื่อสร้างภาพ’
อาจารย์อารียามองดูแสงจ้าบนเสาผลึกด้วยสายตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความประทับใจใดๆ บนใบหน้า เธอขยับแว่นตาทรงกลมเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น
“กระแสปราณหนาแน่น... แต่ไร้ซึ่งการควบคุม” อารียาตวัดสายตามองอาซิม “ในเมื่อเ้ามั่นใจในความรู้ของตระกูลอาหมัดขนาดนั้น... ข้าขอถามเ้าสักหนึ่งคำถาม อาซิม”
อาซิมยืดอกรับอย่างมั่นใจ “เชิญถามมาได้เลยขอรับอาจารย์! ตำราในหอหนังสือตระกูลข้า ข้าอ่านผ่านตามาหมดแล้ว!”
อารียาเคาะเรียวนิ้วลงบนโต๊ะโลหะดังก้อง แกร๊ก!
“หากเ้ากำลังใช้อุปกรณ์กลไกเวทมนตร์ที่ขับเคลื่อนด้วย ปราณพสุธาความถี่สูง (สีเหลืองอำพัน) แต่กลับถูกศัตรูโจมตีแทรกแซงด้วย ปราณพฤกษา (สีเขียวมรกต) ซึ่งเป็ธาตุข่มตามวัฏจักรธรรมชาติ... เ้าจะปรับคลื่นความถี่ในแผงวงจรอย่างไร เพื่อลบล้างแรงกดข่มนั้น โดยไม่ทำให้แกนพลังงานเกิดสภาวะ Overheat จนะเิ?”
คำถามของอารียาเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมากดความเงียบสงัดให้ปกคลุมทั้งห้อง!
นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งต่างมองหน้ากันเลิกลัก สมการการหักเหความถี่ธาตุข่มเป็วิชาระดับสูงของชั้นปีที่สอง! อาซิมที่ยืนยิ้มกร่างเมื่อครู่พลันหน้าซีดลง รอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า รูม่านตาของคนแคระร่างท้วมสั่นระรัว เขาเริ่มเหงื่อตกซึมตามไรผม
“เอ่อ... คือ... ข้า... ข้าก็แค่...” อาซิมติดอ่างอย่างลนลาน “ข้าก็จะอัดปราณอัคคีเข้าไปแทรก! เพราะไฟชนะไม้! ปราณอัคคีจะเผาทำลายปราณพฤกษาให้สิ้นซาก!”
“โง่เขลา!”
อารียาตวาดเสียงต่ำจนอาซิมสะดุ้งสุดตัว
“หากเ้าอัดปราณอัคคีเข้าใส่แผงวงจรพสุธาที่กำลังถูกพฤกษาชอนไช ความร้อนของอัคคีจะเร่งปฏิกิริยาให้ปราณพสุธาขยายตัวและปริแตกทันที! สิ่งที่เ้าทำไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการจุดชนวนะเิสังหารตัวเองและเพื่อนร่วมทัพ! สถาบันคาลิฟาไม่้าช่างกลที่ใช้อารมณ์นำปัญญา!”
อาซิมอับอายจนหน้าดำหน้าแดง ยืนก้มหน้านิ่งตัวสั่นเทาอยู่กลางโถงบรรยาย ท่ามกลางสายตาซุบซิบนินทาของคนทั้งห้อง
อารียาถอนหายใจเยือกเย็น ปรายสายตากวาดผ่านฝูงชน “มีใครในห้องนี้... ที่สามารถตอบคำถามนี้โดยใช้ ‘สมอง’ มากกว่าการอวดอ้างกำลังหรือไม่?”
ทั้งห้องเงียบสงัด ไม่มีใครกล้ายกมือ แม้แต่พวกหัวกระทิจากอัฒจรรย์ขุนนางต่างก็ก้มหน้าหลบสายตา
จนกระทั่ง... ร่างสูงโปร่งในชุดเก่าซอมซ่อก้าวลุกขึ้นยืนช้าๆ
อาลอนปรายสายตามองเสาผลึกสเปกตรัม น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบนิ่งทว่ากังวานก้องไปทั่วโถงบรรยายดุจเสียงเข็มนาฬิกาจักรกลที่เที่ยงตรง
“การอัดอัคคีสวนทางคือทางเลือกของคนโง่...” อาลอนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากความกลัว “หนทางที่ถูกต้องคือ ‘การสลับความถี่สู่ปราณโลหะ (Metallic Frequency Loop)’”
ทั่วทั้งห้องหันมามองอาลอนเป็ตาเดียว! อาจารย์อารียาหรี่ตาลงเล็กน้อย ั์ตาหลังแว่นส่องประกายคมกริบ
“อธิบายมา... อาลอน” อารียาสั่งการ
อาลอนสบตาอารียาโดยตรง ขณะที่ระบบ 377 ในสมองประมวลผลและส่งผ่านรหัสการคำนวณออกมาเป็คำพูดอย่างสมบูรณ์แบบ
“ปราณพสุธาถูกพฤกษากดข่มเนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลถูกชอนไช แต่หากผู้ใช้ปรับจูนคลื่นความถี่ปราณพสุธาให้อยู่ในระดับสั่นะเื พอดี แล้วถ่ายโอนพลังงานผ่านตัวกลางแร่เหล็กไหล ความถี่จะเบี่ยงเบนและควบแน่นกลายเป็คุณสมบัติของ ปราณโลหะ (สีเงินยวง) ชั่วคราว...”
อาลอนเว้นจังหวะ ก้าวเดินลงมาตามทางเดินบันไดหินอย่างมั่นคง
“...และตามกฎแห่งวัฏจักร โลหะคือธาตุที่ตัดข่มพฤกษา คลื่นความถี่สีเงินจะสลายโครงสร้างชอนไชของพฤกษาลงใน 0.03 วินาที จากนั้นจึงค่อยคืนค่าความถี่กลับสู่พสุธาเพื่อรักษาเสถียรภาพของแกนพลังงาน โดยที่อุณหภูมิภายในจะไม่เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่ องศา เดียว”
ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมโถงบรรยายอีกครั้ง!
คำตอบของอาลอนไม่เพียงแต่ถูกต้อง... แต่มันยังละเอียด แม่นยำ และระบุค่าตัวเลขความถี่และเวลาในระดับไมโครวินาทีได้อย่างเหนืุ์!
คาเอลที่นั่งอยู่ข้างๆ ชาลัคถึงกับอ้าปากค้างพลางรัวนิ้วคำนวณตามในแท็บเล็ตชนวน “เลิศล้ำ... นั่นมันสมการสมบูรณ์แบบของการเปลี่ยนผ่านธาตุ! เด็กบ้านนอกคนนี้ไปจำสมการระดับนี้มาจากไหนกัน!?”
อาซิมยืนหน้าซีดเผือด ตัวสั่นด้วยความอับอายและเคียดแค้นเมื่อถูกเด็กรากหญ้าตบหน้าด้วยปัญญากลางชั้นเรียน
อาจารย์อารียายืนนิ่ง เลนส์แว่นตาทรงกลมของเธอกระทบแสงนีออนจนยากจะมองเห็นแววตา ทว่าริมฝีปากที่เคยเรียบตึงกลับเผยรอยยิ้มจางๆ ที่หาได้ยากยิ่งออกมา
“การเปลี่ยนความถี่ผ่านตัวกลางโลหะเพื่อย้อนกลับทางกดข่ม... เป็ทางแก้ปัญหาที่เยือกเย็นและเฉียบคมมาก” อารียาเอ่ยชม น้ำเสียงแฝงความพึงพอใจ “ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ อาลอน...”
เธอนิ้วตวัดวาดอักขระโฮโลแกรมกลางอากาศ “มอบแต้มผลงานวิชาการ 500 แต้ม ให้แก่ อาลอน จากป้อมปราการสนิมแดง!”
วูบบบบ!
ตราประจำตัวนักศึกษาในกระเป๋าของอาลอนเรืองแสงสีฟ้า ตอบรับการโอนแต้มผลงานมหาศาล ซึ่งเทียบเท่ากับการทำงานหนักในเตาหลอมนับเดือน! เหล่าเด็กหอสนิมแดงต่างพากันส่งเสียงเฮฮาดังลั่นด้วยความสะใจ
“สะใจเป็บ้า! ดูหน้าไอ้หมูอ้วนอาซิมสิวะ!” ชาลัคหัวเราะลั่นพลางตบโต๊ะ
ทว่า... ท่ามกลางเสียงฮือฮา อาลอนกลับััได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ
เมื่อเขาสบตาเข้ากับอาจารย์อารียา ชายหนุ่มพบว่า ‘เนตรรู้แจ้งอักขระ’ ในดวงตาหลังแว่นของเธอกำลังเรืองแสงสีม่วงจางๆ สแกนลึกเข้ามาในสรีระกึ่งจักรกลของเขา
อารียาไม่ได้มองอาลอนเหมือนมองนักศึกษาที่ฉลาดธรรมดา... แต่มองเหมือนกำลังจ้องมอง ‘ตัวประหลาด’ หรือ ‘ฟันเฟืองปริศนา’ ที่ซ่อนรหัสลับอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้ใต้ิั
“จำคำของข้าไว้พวกเ้าทุกคน...” อารียาเอ่ยเสียงต่ำพลางหมุนตัวกลับไปยังหน้ากระดาน “พลังที่ปราศจากปัญญา... ก็เป็ได้แค่ขยะที่รอวันะเิ!”