“ฉันทำไม พอมีคนที่ชอบพอก็ลืมแม่คนนี้ไปแล้วหรือไง ? แม่เลี้ยงดูลูกมาตั้งกี่ปี เมื่อก่อนลูกเชื่อฟังแม่มากกว่านี้ พอตอนนี้จะมีคนรัก กลับไม่เชื่อฟังกันแล้วหรือ?” ไปกันใหญ่แล้ว คุณนายหลินเวลานี้น้อยใจเป็อย่างมาก ใน่เวลาหลายปีที่ผ่านมาเธอได้เลี้ยงลูกเพียงลำพัง ั้แ่เล็กจนโตก็ดูแลอย่างทะนุถนอม แม่ลูกร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ไม่เพียงต้องหาเงินส่งเรียนหนังสือ ไหนจะเื่โรคประจำตัวที่เป็อยู่อีก ยาเป็สิ่งจำเป็ที่ต้องซื้อหามา ความลำบากนี้เธอเองก็รู้ดี ลูกสาวของตัวเองนั้นั้แ่เด็กยันโตก็ว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังคำสั่งสอนมาตลอด แล้วยังเป็เด็กกตัญญู มีของกินอะไรก็จะแบ่งเก็บไว้ให้แม่กินตลอด แต่แล้ววันนี้โตขึ้น มีคนที่ตัวเองชอบ ก็ไม่้าแม่คนนี้แล้ว พอคิดเพียงนี้ คุณนายหลิน ก็น้ำตาตกใน
พอเห็นแม่ตัวเองร้องไห้ด้วยความน้อยใจเท่านั้น หลินยวี่ฮั่น ก็รู้ตัวว่าเมื่อกี้พูดจาแรงเกินไป จนทำร้ายจิตใจของแม่ น้ำในตาก็เริ่มจะไหลออกมาเช่นกัน “แม่ หนูขอโทษ หนูไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นนะค่ะ อย่าโกรธหนูเลยนะ!”
“เสี่ยวฮั่น ลูกอย่ามาปลอบใจแม่เลย แม่แค่ไม่อยากเห็นลูกต้องถูกคนไม่ดีหลอกลวง หนูทั้งสวย ทั้งเป็กุลสตรี ส่วนเขานั้นดูยังไงก็เป็ลูกคนมีเงิน ถ้าหากว่าเขาชอบลูกจริงล่ะก็ ครอบครัวของเขาจะรับลูกได้หรือ? สัญญากับแม่ คราวหน้าอย่าเข้าใกล้เขาอีก อยู่ให้ห่างจากเขาซะ” คุณนายหลิน พูดทั้งน้ำตาแล้วก็กุมมือลูกสาวเอาไว้
“แม่ หนูกับเขาไม่ได้คบหาชอบพอกันนะค่ะ ถึงแม้เขาจะบอกว่าชอบหนูก็ตาม แต่ก็หนูก็ไม่เคยตอบอะไรไปเลย เขาก็ไม่ได้มาบีบบังคับเรียกร้องอะไรจากหนู แม้ว่าดูแล้วเขาจะเป็คนไม่จริงจังอะไร ภายนอกดูกะล่อน แต่ก็ไม่ใช่คนเลวอะไร” พอได้ฟังสิ่งที่แม่พูด เธอก็รีบอธิบายเกี่ยวกับเื่ระหว่างเธอเองกับ เฉิงหยู่
“ถ้าเป็จริงอย่างว่า คราวหน้าก็ไม่ต้องสนใจเขาล่ะกัน ใครจะไปรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ตอนนี้พวกหนูยังเด็กอยู่ประสบการณ์ความรักยังน้อย เื่แบบนี้มันค่อนข้างละเอียดอ่อน ฝ่ายเสียเปรียบที่สุดก็คือผู้หญิง คนที่จะเ็ปที่สุดก็คือหนู”
“แม่ หนูรู้อยู่แล้ว หนูไม่ทำเื่เสียหายหรอกค่ะ เพียงแต่ว่าพวกเขาก็เป็เพื่อนหนู พวกเรานั่งโต๊ะติดกัน แล้วจะไม่ให้คุยกันได้ยังไง ?”
“ที่สำคัญ ในอีกไม่กี่เดือนนี้ลูกจะต้องสอบวัดระดับจบการศึกษาแล้ว ไม่ช้าก็คงเรียนจบ การสอบสำคัญกับลูกมาก ลูกต้องใช้เวลาส่วนตัว ถ้าเขายังกล้ารบกวนอีกก็เกินไปแล้ว”
“มันก็จริง ว่าแต่อาการป่วยของแม่เป็ไงบ้าง? วันนี้ได้ให้หมอตรวจหรือเปล่า?” เมื่อเห็นแม่ของเธอนั้นยืนกรานว่าไม่ให้ข้องเกี่ยวกับ เฉิงหยู่ สุดท้ายก็จนปัญญา เลยต้องมาพูดถึงเื่อาการป่วยของแม่ เผื่อความรู้สึกของแม่ที่มีต่อ เฉิงหยู่ จะมีหวังขึ้นมาหน่อย
“ฮ่าๆๆ แม่หายเป็ปริบทิ้งเลยล่ะ เมื่อก่อนนะหมอประจำของแม่บอกเสมอว่ามันเป็อาหารเรื้อรังไม่มีทางรักษาให้หายขาด เขาก็ถามใหญ่เลยว่าไปกินยาดีที่ไหนมา ถ้าหากว่าเอายานั้นให้เขาไปทำผลวิจัยจะได้หรือเปล่าน่ะ อ่อ ใช่แล้วล่ะ เพื่อนของลูกคนนี้น่ะ ที่บ้านทำอะไรหรือทำไมถึงมียาที่อัศจรรย์ขนาดนี้ได้ ยานี้ต้องแพงมากแน่ๆ ถ้ามีโอกาสเชิญเพื่อนลูกมาที่บ้านหน่อยสิ ถึงแม้ว่าเราจะยากจน แต่ยังไงก็ต้องเลี้ยงข้าวเพื่อนลูกสักมื้อล่ะนะ เพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณ” พอเห็นลูกถามถึงโรคประจำนั้น ในใจก็ตื้นตัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเื่เมื่อคืนวาน หลังจากเก็บร้านกลับบ้านแล้วนั้น ลูกสาวของตัวเองก็หยิบยาออกมาหนึ่งเม็ดส่งให้เธอกิน เธอบอกว่ายานี้สามารถรักษาอาการป่วยโรคประจำตัวให้หายขาดได้ ตัวเองฟังก็ยังรู้สึกโมโหขั้นมา เพราะขนาดหมอเองก็ยืนยันว่า โรคหอบตอนนี้ยังไม่มีวิธีไหนจะรักษาให้หายขาดได้ อย่างมากก็ช่วยบรรเทาให้อาการเบาลงเท่านั้น แล้วนี่ลูกสาวยังจะเอายาอะไรไม่รู้มาให้แม่กิน ซ้ำยังบอกว่าสามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ แบบนี้คงถูกเพื่อนหลอกเอาหรือเปล่า? ที่สำคัญยานี่มันจะกินได้แน่หรือ ?
อย่างไรก็ตามพอลูกสาวของตนเล่าให้ฟังว่าตอนอยู่โรงเรียนอาการของเธอนั้นกำเริบขึ้นมา เพื่อนคนนั้นก็เอายานี้ออกมาให้กินเช่นกัน ตอนนี้เธอหายดีแล้ว เพื่อนของเธอก็บอกว่าเธอหายขาดจากโรค วันหน้าไม่มีทางที่อาการจะกำเริบอีก เมื่อ คุณนายหลิว ได้ฟังว่าเธออาการกำเริบที่โรงเรียน ในใจเป็ก็กังวลขึ้นมา เพียงแต่ตอนนี้ลูกสาวเธอกลับดูสบายดียืนอยู่ตรงหน้า ก็รู้สึกวางใจขึ้นมา แต่ทว่านั้นเื่ยาที่ลูกสาวของตนพูดถึงให้ฟังนั้นกินแค่เม็ดเดียวมันสามารถหายจากโรคนี้ได้เชียวหรอ คุณนายหลิน จึงไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่านี่จะเป็ยาวิเศษ แถมมันยังมีกลิ่นหอมแปลกๆไม่เหมือนยาอีกด้วย
ณ เวลานั้น หลินยวี่ฮั่น เห็นปฏิกิริยาของมารดาที่เหมือนกับตัวเธอในตอนนั้น จึงพูดออกไป “แม่ ยานี้น่ะมันได้ผลจริงๆนะ แถมเม็ดนี้หนูต้องขอร้องให้เขาแบ่งมาให้ แม่ดูหนูตอนนี้สิไม่เป็อะไรแล้ว ร่างกายแข็งแรงสุดๆไปเลย”
พอเห็นลูกสาวแบบนี้แล้ว คุณนายหลิน ก็เริ่มไขว้เขว ถ้าหากว่ายานี้มีผลจริงๆล่ะก็นะ ยังจำเป็จะต้องกลัวอะไรอีก? ในที่สุด คุณนายหลิน ก็กลืนยานั้นลงไป ก็รู้สึกร่างกายมีคลื่นพลังอุ่นไหลเวียนอย่างน่าประหลาด จากนั้นก็อาบน้ำเข้านอน วันรุ่งขึ้น เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายรู้สึกดีขึ้นมาก เลยตัดสินใจลองรีบไปให้หมอตรวจดูอาการ พอให้หมอตรวจวินิจฉัย ผลปรากฏว่าผลตรวจทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นไปหมด อีกทั้งยังรู้สึกสับสน ว่านี่มันเป็ไปได้ยังไง แม้แต่หมอเองก็ยังไม่สามารถหาคำตอบมาตอบเธอได้
“ก็แม่ห้ามหนูไม่ให้คุยกับเขา แล้วจะเชิญเขามาทานข้าวที่บ้านได้ยังไงกันล่ะ?” หลินยวี่ฮั่น ได้ยินว่าจะชวน เฉิงหยู่ มากินข้าวที่บ้านก็ดีใจมาก แต่ก็แสร้งทำหน้าลำบากใจ
“เอ๊ะ ?! คนที่ให้ยามาเป็เ้าหนุ่มนั่นเองหรอ ?!” พอได้ยินแบบนั้นแล้ว คุณนายหลิน ก็กล่าวขึ้นด้วยความสับสน
“ใช่ค่ะแม่ เป็เขานั้นแหละให้มา”
“งั้นที่เขายอมให้ยาลูกมา มีเื่ข่มขู่ค่าตอบแทนอะไรหรือเปล่า ? ” คุณนายหลิน ก็ยังคงระแวง เฉิงหยู่ ว่ายาที่ให้มาอาจทำให้ลูกสาวหนี้บุญคุณ ถ้าแบบนั้นก็เป็เื่ยุ่งยากซะแล้ว ยังไม่ทันได้ถามรายละเอียดก็ดันกินยาอีกฝ่ายเข้าไป ตอนนี้ถึงคิดจะคืนก็คงทำไม่ได้แล้ว
“แม่ พูดอะไรแบบนั้น ? ตอนนั้นอาการหนูกำเริบกะทันหันเขาก็เป็ห่วงมาก แถมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำก็รีบเอายามาให้หนูกินทันที หนูก็บอกเขาอีกว่าแม่ก็เป็โรคเดียวกับหนู อยากจะขอยามาสักเม็ดมาให้แม่ หลังจากนั้นเขาก็มอบยาให้โดยไม่ได้ถามอะไรสักคำ” หลินยวี่ฮั่น พูดถึง เฉิงหยู่ ในแง่ดีมากๆ หวังว่าแม่จะยอมใจอ่อนเพราะเื่นี้ แต่มันก็ยังมีเื่ที่ เฉิงหยู่ ทำตัวทะลึ่งตึงตังใส่เธอนั้น เื่นั้นคงไม่สามารถพูดออกไปได้ ไม่งั้นซวยแน่
“จริงหรอ ? เช่นนี้เขาก็ดีกับหนูมากน่ะสิ?” ได้ยินลูกสาวพูดถึงเขาดีขนาดนี้ เธอก็รู้สึกประหลาดใจ
“อื้อ มันเป็เช่นนั้น” หลินยวี่ฮั่น พยักหน้ายืนยัน
“ถ้าจริงอย่างที่ว่ามา งั้นแม่ก็จะลองเชื่อใจเขาดูล่ะกัน ลูกกับเขาเป็เพื่อนกันได้ แต่ว่าลูกก็อย่าเพิ่งใกล้ชิดเขามากเกินไป อย่าให้เขาเห็นว่าลูกนั้นง่าย เขาเป็คนหน้าตาหล่อเหลา จะต้องมีสาวๆมากมายแน่” คุณนายหลิน ยังคงเตือน
“รู้แล้วค่ะแม่ งั้นหนูต้องชวนเขามาทานข้าวที่บ้านอีกไหมค่ะ?” หลินยวี่ฮั่น ถามแม่ของเธอ
“ยังก็ต้องเชิญมาล่ะนะ พวกเราทั้งสองได้เขาช่วยเอาไว้นะ ยังไงก็ต้องตอบแทนให้ดีที่สุด ไม่งั้นเขาจะว่าพวกเราได้ แม่ขอเตือนไว้ว่าอย่าไปตกหลุมรักเขาเชียวล่ะ”
หลินยวี่ฮั่น ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพราะการที่แม่ของเธอยอมรับเช่นนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว อีกอย่างเธอก็ไม่ได้ตกหลุมรักเขาซะหน่อย แต่ว่าอีกฝ่ายมักจะชมเธอว่าสวยอยู่บ่อยๆ ซ้ำยังบอกว่าชอบเธอ ไม่แน่ว่าตัวเองอาจจะเปิดใจ
แต่ หลินยวี่ฮั่น ไม่ใช่คนโง่ เื่บางเื่ก็ต้องระวังตัวไว้บ้าง อย่างน้อยเธอก็รู้สึกว่า เข้าใจมากขึ้น ต่อให้ เฉิงหยู่ มักชอบพูดจากวนประสาท แต่เขาก็เป็คนดีคนหนึ่ง
ไม่เหมือนกับ เจียงิ วันๆก็คิดแต่จ้องจะรังแกคน ทำร้ายร่างกายคนอื่น แล้วยังคบพวกแก็งอันธพาลข้างนอกอีก พอคิดแบบนี้แล้ว อยู่ข้างๆเฉิงหยู่ ยังรู้สึกว่าปลอดภัยกว่า เหมือนกับวันนี้ตอนเย็น ต่อให้เขาจะยียวนกวนบาทา แต่นั้นก็เป็เสน่ห์ของเขาอย่างหนึ่ง เขามีความมั่นใจสูงทั้งยังมีความสามารถ เป็เื่ธรรมดาที่จะกลายเป็ที่สนใจของสาวๆ
เห็นได้ชัดว่าปัญหาแม่ลูกได้คลี่คลาย
ณ ที่ตั้งของแก๊งค์หมาป่าโลหิตแห่งจงเฉิง นั้นคนกลุ่มใหญ่มารวมอยู่ในห้องเดียวกัน บางคนก็นอน บ้างก็ยืน บ้างก็ใส่เฝือก บ้างก็พันผ้าพันแผล
นอกจากนี้ยังมีคนจำนวนมากยืนอยู่หน้าห้อง แต่มีชายหนึ่งคนนั่งอยู่ นั้นก็คือ หัวหน้าใหญ่แก๊งค์หมาป่าโลหิตแห่งจงเฉิง พอเห็น เถาจิ่ว ที่กลับมาอย่างหมดสภาพ คิ้วก็ขมวดขึ้นมา
“นี่พวกแกรู้มั้ยว่าทำให้แก๊งค์หมาป่าโลหิตต้องเสื่อมเสีย พูดมาสิ ทำไมมันถึงกลายเป็แบบนี้ไปได้ ?”
“ลูกพี่ ขอโทษด้วย ที่พวกผมทำแก๊งค์ต้องขายหน้า เื่ในวันนี้เกิดขึ้นเพราะ เจียงิ เจอปัญหา พวกเราจึงพาคนไป แต่คิดถึงว่าจะพ่ายแพ้ให้แก่นักเรียนเพียงคนเดียว”
“อะไรนะ! พวกแกตั้งกี่สิบคนกลับแพ้ให้กับนักเรียนคนเดียวเนี่ยนะ แบบนี้ศักดิ์ศรีของพวกเราจะหลงเหลืออยู่อีกไหม! พวกแกยังเป็คนของแก๊งค์หมาป่าโลหิตอยู่หรือเปล่า” ชายที่นั่งอยู่ท้ายห้องนั้นสีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ ขณะที่ตวาดขึ้นมา เขาเป็หัวหน้าแก๊งค์รุ่นที่สอง ใครๆก็เรียกเขาว่า หมาป่าวายุคลั่ง เพราะว่านิสัยของเขาเืร้อนขี้โมโห ทั้งยังมีศิลปะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม ไม่อย่างนั้นก็คงขึ้นเป็หัวหน้ารุ่นที่สองไม่ได้
“ท่านรุ่นสอง! เ้าเด็กนี่มันไม่ธรรมดาเลยนะครับ มันร้ายกาจพอตัว พวกเรายังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น มันเร็วมากจริงๆ รู้ตัวอีกทีก็สภาพกลายเป็แบบนี้ไปแล้ว” เถาจิ่ว พูดด้วยความเดือดดาล เพราะนี่คือความอัปยศครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตเขา อุตส่าห์พูดตั้งนาน นึกว่าจะยอมจบเื่ ที่ไหนได้กลับทำให้เขาต้องอับอาย
“มันเป็ใคร? ได้มีการตรวจสอบประวัติหรือเปล่า?” ฉินชางไห่ ถามขึ้นมา การจะเป็ผู้นำนั้น จะต้องรู้จักวางแผน รู้จักศัตรูให้ลึก
“ได้ฟังจาก เจียงิ บ้างว่าเป็หลานชายของ จ้าวิหรง เฉิงหยู่”
“อ่อ? คนนี้ฉันพอรู้จัก เป็เ้าหนุ่มเพลย์บอย เมื่อก่อนนั้นมันชอบมาที่ร้านของพวกเราเพื่อที่จะหาสาวๆ เ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม " เหมือนว่าคนที่พูดจะเคยเจอกับเขามาแล้ว เขาก็คือพี่สามของแก็งหมาป่าโลหิต
“เ้าสาม ทำไมถึงบอกว่าเคยเจอกับเขามาแล้ว ? เื่มันยังไง ?” ฉินชางไห่ ก็เอ่ยถาม
“เป็เื่ไม่ได้สำคัญอะไร แค่เจอหน้ามันทุกวันก็เท่านั้น แต่ทว่ามันไม่น่าจะเป็ไปได้ เพราะดูยังไงมันก็เป็แค่ไอไก่อ่อนคนหนึ่ง เถาจิ่ว นายดูผิดคนหรือเปล่า!”
“ฉันคิดว่าไม่น่าจะผิดนะ เจียงิ เป็คนบอกเองว่าเขาเป็ หลานชายของ นายกเทศมนตรี ชื่อว่า เฉิงหยู่ แล้วก็ยังได้ยินมาว่าเขาอัดลูกชายของรองเทศมนตรีเพราะน้องสาวของเขาถูกรังแก ตอนนี้ก็ยังนอนอยู่โรงพยาบาลอยู่เลย แล้วน้องสาวของ เฉิงหยู่นั้น เธอก็เป็ลูกสาวของนายกเทศมนตรี ”
“เถาจิ่วก่อนหน้าที่ลงมือนายได้เอ่ยชื่อแก๊งค์หมาป่าโลหิตหรือเปล่า?” ฉินชางไห่ ก็พูดต่อ
“เอ่ยแล้วครับ แต่มันก็เหมือนจะไม่แยแส”
“อ่อ ? ไม่ว่ามันจะเป็เด็กมัธยมปลาย หรือจะเป็ยอดฝีมือจากไหน ถ้าหากมันกล้าลบหลู่แก๊งค์หมาป่าโลหิตของพวกเรา ทำร้ายคนของพวกเรา ก็เหมือนมันตบหน้าฉัน ที่สำคัญมันเป็แค่หลานของนายกเทศมนตรี ไม่ใช่ลูกแท้ๆสักหน่อย”
จบตอน