แองจี้ออกจากรถเดินข้ามถนนไปยังประตูด้านหน้าขณะนั้นเป็เวลาพักรับประทานอาหารกลางวันสนามหญ้าหน้าโรงเรียนเต็มไปด้วยเสียงเอะอะเกรียวกราวของนักเรียนตัวน้อยๆเสียงหัวเราะเสียงะโนั้นเหมือนจะฉุดรั้งเธอไว้แองจี้อ้อยอิ่งจับตามองดูพวกเด็กๆที่กำลังเล่นกันอยู่ มองดูใบหน้าที่ไร้เดียงสาเ่าั้อยู่เป็ครู่ก่อนที่จะเดินเข้าไปในตัวอาคารเรียน
จุดแรกที่เธอเดินเข้าไปคือห้องอาจารย์ใหญ่แองจี้รู้สึกใจสั่นเมื่ออาจารย์เลขานุการลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานใบหน้าอ้วนกลมของอาจารย์ผู้นั้นยิ้มแย้มแจ่มใสแต่บอกแววถามอยู่
“สวัสดีค่ะดิฉันชื่อ แองจี้...สมิทค่ะ ดิฉันเคยเรียนหนังสือที่นี่ตอนเล็กๆ”
ซึ่งมันก็เป็ความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียวเหมือนที่เธอได้ตอบคำถามคนอื่นๆมาแล้ว แองจี้พยายามบังคับน้ำเสียงให้แจ่มใสไว้เพื่อปิดบังความรู้สึกตึงเครียดในใจใกล้จะะเิออกมา
“ก็เลยอยากจะได้มาเยี่ยมเพื่อระลึกถึงความหลังเก่าๆนะคะ จะเป็ไรไหมคะถ้าจะขอเดินชมตามท้องเสียหน่อย?”
เมื่อเห็นอาจารย์ผู้นั้นมีท่าที่ลังเลอยู่แองจี้ก็เสริมว่า
“ดิฉันไม่อยู่นานหรอกค่ะไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำแล้วก็รับรองว่าจะไม่รบกวนหรือล่วงล้ำเข้าไปในห้องไหนเลย”
หลังจากที่พิจารณาตามคำพูดของเธอแล้วอาจารย์ผู้นั้นก็ยิ้มให้
“คิดว่าคงไม่เป็ไรหรอกค่ะ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
แองจี้ตอบอย่างยิ้มแย้มเดินออกจากห้องนั้น ความตึงเครียดเพิ่มความเขม็งขึ้นในช่องท้อง
ห้องโถงใหญ่ดูจะตกอยู่ในความเงียบขณะที่เธอเดินไปตามช่องทางเดินระหว่างตึกนั้นเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังก้องราวจะล้อเลียนวูบหนึ่งที่แองจี้บังเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าเธอควรจะออกไปเสียจากที่นี่ก่อนที่มันจะสายเกินไปควรจะลืมเสียให้หมดในทุกสิ่งทุกอย่าง ออกไปเสียให้พ้นในขณะที่ยังทำได้อยู่ไม่ว่าจะเป็ทั้งในด้านเหตุผล ความถูกต้องหรือประสบการณ์ที่ผ่านมาทุกส่วนของประสาทในร่างกายเร่งเร้าให้เธอทำเช่นนั้นแต่ทว่าสัญชาตญาณภายในอันเป็ตัวชักนำมีพลังเหนือกว่ามากมายนักจนเธอเหลือที่จะต่อสู้หรือขัดขืนได้
ฝีเท้าของเธอชะลอลงเมื่อเดินมาถึงประตูห้องชั้นประถมปีที่1 ประตูบานนั้นเปิดกว้างอยู่แองจี้ลังเลใจอยู่นานด้วยภาวะตึงเครียดที่เกิดขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องซึ่งขณะนี้ไม่มีใครอยู่เลยแต่ก็มองเห็นชัดว่าความว่างเปล่าในห้องนั้นเป็เพียง่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นแองจี้เดินไปตามแถวของโต๊ะเรียน ไล่นิ้วไปตามโต๊ะที่ผ่านและในยามที่อยู่ในภวังค์เช่นนี้ทำให้เธอมิได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นตรงหน้าห้อง
“ไฮ?”
คำทักทายที่ดังขึ้นมีสำเนียงถามอยู่ในตัวนั้นเป็เสียงผู้หญิงแองจี้หันขวับไปทันทีอดสะดุ้งใไม่ได้ แต่แล้วก็คลายใจลงเมื่อเห็นผู้หญิงสาวร่างเพรียวเรือนผมสีดำยืนอยู่ตรงหน้าประตู
“มาหามิสเกรฟสหรือคะ?”
“มิสเกรฟส?”
ชื่อนั้นมิได้มีความหมายอะไรกับแองจี้เลยเป็ครูที่เธอไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงคนนี้จึงได้คิดว่าเธอจะต้องมาหาใครคนนั้น
“ค่ะก็มิสเกรฟสสอนชั้นประถม 1 นี่คะ”
คำอธิบายนั้นตามมาด้วยการมองแองจี้อย่างสงสัย
“คือดิฉันเห็นคุณเข้ามาอยู่ในห้องนี้ก็เลยคิดว่าคุณคงจะมาหาเธอ”
“เปล่าหรอกค่ะดิฉัน...”
แองจี้อึ้งไปแต่แล้วก็ออกเดินช้าๆ ตรงไปยังประตูที่ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ท่าทางจะแก่กว่าแองจี้ไม่กี่ปี
“คือดิฉันเคยอยู่ที่นี่มาก่อนนะคะ”
เธอทวนคำอธิบายซึ่งได้ให้ไว้แก่อาจารย์เลขานุการซ้ำอีกครั้ง
รอยยิ้มอย่างเข้าใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้หญิงสาวผมดำคนนั้นทันที
“อ๋อ...อยากมาระลึกถึงความหลังครั้งเด็กอย่างนั้นใช่ไหมคะ?”
“ค่ะจะพูดอย่างนั้นก็ได้”
แองจี้คล้อยตาม
“ดิฉันชื่อมิสซิสลูซี่ กอนซาเลสค่ะ สอนอยู่ชั้นประถมปีที่ 2”ครูสาวแนะนำตัวเอง
“ดิฉันแองจี้สมิท ค่ะ”
เธออึ้งไปเกือบจะลืมชื่อสกุลเดิมที่เคยใช้มา แม้ว่าไม่มีใครที่นี่จำแองจี้ ฮอลล์ได้ก็ตาม
“คุณมาเยี่ยมญาติหรือคะ?”
คำถามของครูสาวนั้นมิได้บอกถึงความอยากรู้อยากเห็นเพียงแต่แสดงความสนใจฉันมิตรเท่านั้น
เรือนผมสีบลอนด์ยาวสลวยระอยู่บนไหล่เมื่อแองจี้ส่ายศีรษะปฏิเสธ
“เปล่าหรอกค่ะฉันอยู่ในระหว่างพักร้อน แล้วก็บังเอิญผ่านมาทางเมืองนี้เท่านั้น”
“แล้วตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนล่ะคะ?”
“บริษัทที่ฉันทำงานอยู่มีคำสั่งย้ายฉันจากสำนักงานในฟีนิกซ์มาอยู่ที่ฮิวสตันได้7 เดือนแล้วละค่ะ”
ดูเหมือนจะเป็คำพูดประโยคแรกที่เธอตอบไปตามความเป็จริง
“บริษัทเกี่ยวกับอะไรคะ ถ้าคุณไม่รังเกียจ?”
น้ำเสียงของครูสาวผมสีดำผู้นั้นบอกความเกรงใจอยู่เมื่อนึกว่าตัวเองออกจะถามวุ่นวายเกินไป
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะเป็บริษัทขายเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ชื่อ ดาต้า คอร์ป”
แองจี้รู้สึกสบายใจขึ้นบ้างเมื่อได้พูดถึงเื่งานอย่างน้อยมันก็ไม่ขัดแย้งอยู่ในอารมณ์
“อิเล็กทรอนิกส์...”
คู่สนทนาเบิกตาโพลงด้วยความแปลกใจเห็นได้ชัดว่ามันห่างไกลจากความคิด ของเธออยู่มาก
“เป็บริษัทใหญ่นี่คะ”
“ค่ะแล้วก็เป็งานที่ท้าทายด้วย”
แองจี้ตอบ
“แถมยังเงินเดือนดีด้วยนะคะดิฉันออกจะโชคดีอยู่ที่ได้งานทำทันทีที่เรียนสำเร็จ”
“อริโซน่ายูนิเวอร์ซิตี้ใช่ไหมคะ?”
“ใช่ค่ะ”
เธอพยักหน้ารับ
“ฉันเรียนเอกคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนั่น”
“ถ้าอย่างนั้นครั้งนี้ก็เป็ครั้งแรกที่คุณเดินทางกลับมาเยี่ยมหลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ย้ายไปสินะคะ?”
ครูสาวถามขณะที่เดินเคียงข้างกันออกไปยังประตูห้องโถงกลาง
“ก็ทำนองนั้นล่ะค่ะ”
แองจี้แบ่งรับแบ่งสู้ในคำตอบ
“พ่อแม่ฉันเสียชีวิตหมอแล้วรถชนกันในบราซิลตอนนั้นฉันเพิ่งอายุ 16 เอง พ่อกับแม่เดินทางไปฮันนี่มูนครั้งที่สองนะคะหลังจากนั้นฉันก็เลยต้องอยู่กับญาติ ไปๆ มาๆ จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย”
“แหม...น่าเห็นใจจริงๆ”
ครูสาวแสดงน้ำใจออกมา
“ค่ะ...เอ้อ...แต่ฉันก็ผ่านมาจนได้”
แองจี้พูดพร้อมกับสูดลมหายใจลึกเหลียวกลับไปมองประตูห้องเรียนที่เปิดไว้อีกครั้ง เธอเพียงแต่มิได้บอกให้ใครได้รับรู้เลยว่าการที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวนั้นมันขมขึ้นและว้าเหว่เพียงไร
“แล้วคุณแวะไปเยี่ยมเพื่อนร่วมโรงเรียนบ้างหรือเปล่าคะ?”
คู่สนทนาของเธอเปลี่ยนไปชวนคุยเื่อื่นซึ่งเชื่อว่าจะเป็ความทรงจำที่สดใสกว่า
“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะเพราะเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็โยกย้ายไปอยู่ที่อื่นกันหมดมีอยู่คนเดียวที่พอจะจำได้คือ แบล๊ควู๊ดเพราะครอบครัวของเขาฝังรกรากอยู่ที่นี่จะเปรียบก็เหมือนต้นไม้ใหญ่นั่นแหละ”
แองจี้หมายเลยไปถึงต้นโอ๊คในสวนสาธารณะกู๊ส ไอร์แลนด์ สเตท ปาร์ค ซึ่งมีอายุกว่า 2,000 ปีมาแล้ว
“ค่ะรู้สึกครอบครัวแบล๊ควู๊ดอยู่ที่นี่มานานมาก”
ครูสาวพูดปนหัวเราะ
“แล้วก็คงจะต้องอยู่ต่อไปเรื่อยๆด้วยทายาทของแบล๊ควู๊ดก็เรียนอยู่ในชั้นที่ฉันสอนนะคะ ชั้นประถม 2”
สีเืบนใบหน้าของแองจี้เฝือดลงรู้สึกเข่าอ่อนขึ้นมาทันที คำพูดประโยคนั้นของครูสาวเหมือนจะฉีกทิ้งทำลายเธอให้ขาดออกเป็เสี่ยงแต่ครูสาวผมดำดูจะไม่รู้ถึงอิทธิพลในวาจาของตัวเอง
“อันที่จริงถ้าจะเรียกลินดี้ให้ถูกต้องก็จะต้องเรียกว่าทายาทหญิง”
ลูซี่กอนซาเลสว่า
“ผู้หญิงหรือคะ? ถ้าอย่างนั้นพ่อของแกก็คือเดคแบล๊ควู๊ดสินะ?”
ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในใจทำให้น้ำเสียงที่ถามออกไปกระด้างขึ้นกว่าเดิมราวกับ้าคำยืนยัน
“ใช่ค่ะ...”
ลูซี่ขยับปากเหมือนจะพูดต่อแต่ทันใดเสียงระฆังเรียกนักเรียนให้เข้าห้องก็ดังกังวานขึ้นจึงรออยู่จนเมื่อสิ้นเสียงระฆังแล้วจึงได้พูดต่อ
“ระฆังหนึ่งนะคะอีก 3 นาทีเด็ก ๆ ทุกคนต้องเข้าห้องแล้วอีกประเดี๋ยวเถอะเสียงโครมครามจะดังลั่นไปหมดเลย”
เธออธิบายซึ่งพอสิ้นเสียงเสียงฝีเท้าที่วิ่งตามกันมาก็ดังขึ้น
“มิสซิสกอนซาเลสคะ...มิสซิสกอนซาเลส”
เสียงหนูน้อยคนหนึ่งร้องเรียกคุณครู
ขณะที่แองจี้กำลังจะหันไปเธอก็มองเห็นศีรษะของเด็กน้อยคนหนึ่งโผล่เข้ามาใกล้ตัวแล้วเสียงครูสาวดังขึ้นข้างๆ ตัวว่า
“นี่ละค่ะลินดี้ แบล๊ควู๊ดละ”
แองจี้ตะลึงงันมองแม่หนูที่กำลังวิ่งเข้ามาหาครูอยู่เป็ครู่ความเ็ปรวดร้าวทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจ ในปอด สมองตื้อตันหายใจแทบไม่ออกเรือนผมของแม่หนูสลวยราวไหมข้าวโพดผูกเป็พวงด้วยริบบิ้นไหมสีทองสองข้างรูปร่างระหงแบบบางแต่ผิวพรรณบอกให้รู้ว่าเป็เด็กที่มีสุขภาพสมบูรณ์และกับดวงตาของแก....ดวงตาคู่นั้นเป็ดวงตาของเดคโดยแท้บริสุทธิ์สดใสเป็สีเทาเข้ม ล้อมกรอบด้วยแผงขนตาสีดำ
“ดูสิคะว่าหนูได้อะไรมามิสซิสกอนซาเลส”
ลินดี้แบล๊ควู๊ดคลายมือที่กำอยู่ออกเพื่อให้คุณครูได้ดูสิ่งที่แกถืออยู่ในมือ
“ใบไม้ที่เปลี่ยนเป็หินไงคะ”
แม่หนูน้อยภาคภูมิใจกับความรู้ของแกยิ่งนัก
“ใช่จริงๆด้วย”
ลูซี่กอนซาเลสตอบหลังจากที่พิจารณาวัตถุชิ้นนั้นแล้ว
“หนูไปพบเข้าโดยบังเอิญค่ะโชคดีไหมคะ?”
ใบหน้าของแม่หนูบอกความปิติยิ่งนัก
“โชคดีมากเลยจ๊ะ”
ความตึงเครียดในเรือนกายและจิตใจของแองจี้คลายลงจนสามารถจะก้มลงมองแม่หนูได้
“ขอฉันดูหน่อยได้ไหมจ๊ะลินดี้?”
น้ำเสียงของเธอถูกบังคับให้แจ่มใสขึ้น