ระหว่างที่นั่งมองวิวข้างทางในยามค่ำคืนอยู่นั้น ใจพลันไปนึกถึงฟางเมื่อครั้งเราได้นั่งรถบัสกลับมาจากการสัมภาษณ์ที่โคราชด้วยกัน แล้วก็พลอยคิดต่อเนื่องถึงเื่ราวต่างๆ ที่ผมและเธอได้เคยทำร่วมกันมา อยู่ๆ น้ำตามันก็ไหลออกมา ยิ่งคิดถึงยิ่งเ็ปใจ ผมนั่งน้ำตาไหลอยู่อย่างนั้น จนเผลอหลับไป...
มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนรถทัวร์จอดรถให้พวกเราลงไปกินข้าวแถวสีคิ้ว ผมก็หยิบหางตั๋วไปแลกก๋วยเตี๋ยวหาอะไรร้อนๆ มานั่งกิน แล้วอยู่ๆ ก็มีผู้ชายคนนึงมาขอนั่งด้วย ผมก็มองไปรู้สึกคุ้นๆ หน้าแปลกๆ นึกอยู่พักนึงจึงจำได้แล้วว่าเขาเป็เพื่อนที่เรียน รด. ด้วยกันมา อยู่หมวดเดียวกันกับผม เลยได้ทักทายถามไถ่กัน
จึงได้รู้ว่าเพื่อนคนนี้ก็กำลังจะไปลุ้นผลสอบที่ ม.เกษตร พรุ่งนี้เช้าเช่นกัน ได้เพื่อนร่วมทางเลยทีนี้ หลังจากกินกันเสร็จ พวกเราก็กลับขึ้นรถทัวร์กัน (รถจอดให้ 15-20 นาที) ที่นั่งข้างๆ ผมไม่มีใครนั่ง ผมจึงชวนเพื่อนคนนั้นย้ายมานั่งด้วย พอนั่งกันไปซักพักอยู่ๆ เพื่อนมันก็ถามเื่ฟางขึ้นมา
“นี่แทน... นายคบกับฟางเป็แฟนเหรอ... รู้ไหม หลายคนอิจฉาพวกนายมากเลยนะ...” เพื่อนมันพูดได้แทงใจดำผมมาก
“อืม...” ผมได้แต่ตอบกลับไปด้วยความเ็ป
“วันนั้น... วันสุดท้ายที่ภาคสนามนั่นหน่ะ ยังกับถ่ายมิวสิควีดีโอเลยนะ พวกนายสุดยอดมาก กล้าไปกอดกันตรงนั้นได้ยังไง... เรานับถือนายเลยหว่ะเพื่อน...555” เพื่อนผมมันยังไปต่อไม่หยุด ยิ่งกระตุ้นความคิดถึงผสมความรู้สึกผิดของผมขึ้นไปอีก
“พวกเราเลิกกันแล้ว... นาย…ก็…อย่าพูดถึงเธออีกเลย... นะ เราขอร้อง...” ผมพูดพลางน้ำตาหยดไปพลาง
ตอนนี้ไฟบนรถยังไม่ดับ เพื่อนมองมาเห็นสีหน้าของผมถึงกับขอโทษผมยกใหญ่เลย แล้วก็นั่งนิ่งๆ เงียบๆ ไม่ถามไถ่ใดๆ อีกต่อเลย ปล่อยให้ผมอยู่เงียบๆ ของผมคนเดียวต่อไป ผมอุตส่าห์หยุดคิดเื่ฟางได้แล้วแท้ๆ แต่มันก็กลับมาจุกอกอีกแล้ว สุดจะกลั้นแล้ว ผมก็ปล่อยโฮ น้ำตาไหลพรากๆ เลยรอบนี้ มันเก็บไม่อยู่แล้ว ไม่สนใจไม่อายใครมันแล้ว เพื่อนมันเห็นถึงกับใ ต้องรีบปลอบรีบห้ามผมเป็การใหญ่ มันหาวิธีพูดต่างๆ นาๆ จนผมผ่อนคลายลงมากแล้ว ผมจึงขอบคุณเพื่อนแล้วก็พยายามข่มตานอนให้หลับไป…
จนมารู้สึกตัวอีกทีตอนถึงฟิวเจอร์ฯ รังสิตแล้ว รถทัวร์เริ่มจอดให้คนลงตามจุดจอดต่างๆ ผมและเพื่อนตกลงกันว่าจะไปลงที่หมอชิตเลย แล้วค่อยนั่งรถเมล์ย้อนกลับมา ม.เกษตร พอไปถึงหมอชิตแล้วพวกเราก็เข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปลงฟันกันก่อน ตอนนี้ตี 5 กว่าๆ เกือบจะ 6 โมงเช้า เลยชวนกันหาอะไรกินรองท้องกันก่อน กินเสร็จแล้วก็เดินออกไปนั่งรถเมล์สาย 104 เพื่อไป ม.เกษตร ต่อเลย
พวกเราลงตรงประตูงามวงศ์วาน 1 แล้วเดินต่อเข้าไปที่ศูนย์เรียนรวม 1 (ศร.1) บอร์ดต่างๆ ถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบ ตามชื่อสถานศึกษาต่างๆ เป็โซนๆ ที่นี่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดให้เป็ที่ประกาศผลรับตรงของทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
ดังนั้นผู้คนที่จะมาดูผลสอบตัวเองจะไม่ได้มีแค่คนที่จะสมัครเรียนต่อที่ ม.เกษตร เท่านั้น แต่จะมีมาทุกสถาบัน ผู้คนจึงเนืองแน่นกันั้แ่เช้ามืด (จริงๆ แล้วจะสามารถดูผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้ แต่มันไม่ได้ลุ้นเท่ากับมาสถานที่จริง) สมัยก่อนมีบางคนมาเอาเทียนมาส่องดูก็มี ผมก็พาเพื่อนมุดเข้าไปดูตามคณะที่ตนเองสมัครไว้ในแต่ละลำดับ
ผมแอบไปดูของตัวเองเสร็จแล้วก็รีบกลับมาดูของเพื่อนเลย (เพราะผมรู้อยู่แล้ว ไม่ต้องดูก็ได้ แค่อยากมาเห็นบรรยากาศ) ผมเดินไปลุ้นกับเพื่อนก็ระทึกดีเหมือนกัน เพราะอันดับ 1 และอันดับ 2 ที่เพื่อนเลือกไว้ไม่ติด ่แรกเพื่อนผมแอบหดหู่ไปเลย จนมาไล่ดูคณะที่เลือกไว้เป็อันดับ 3 ก็ยังคงเป็ ม.เกษตร (มันก็ใจรัก ม.เกษตร ดีแฮะไอ้นี่) ปรากฏว่ามีชื่อ... เพื่อนผมมันดีใจมากะโโลดเต้นกอดคอผมด้วยความดีใจ
‘นี่สินะความรู้สึกของการได้ลุ้นผลสอบที่เราไม่มีวันได้ััด้วยตนเอง…’ ผมแอบนอยด์หน่อยๆ และดีใจไปกับเพื่อนด้วย
่สายๆ จะเริ่มมีรุ่นพี่ของมหาลัยต่างๆ มาจัดซุ้มต้อนรับน้องๆ ที่รู้ว่าตนเองได้เข้าเรียนตามมหาลัยของตนกันอย่างสนุกสนาน หากพบว่าน้องคนไหนทำท่าดีใจหน้าบอร์ดของมหาลัยตัวเอง พี่ๆ เ่าั้จะรีบมาจับแขนวิ่งไปที่ซุ้มเพื่อแสดงความยินดีเลย เป็ภาพที่สนุกสนานและสวยงามในมิตรภาพรุ่นพี่รุ่นน้องมาก
ผมกับเพื่อนก็เออออห่อหมกไปกับพวกรุ่นพี่ ม.เกษตร ที่มารอรับน้องอยู่ตรงนั้นไปอย่างสนุกสนาน จนเวลาล่วงไปเกือบจะ 11 โมง ผมก็ต้องขอตัวกับเพื่อนเพื่อกลับบ้านก่อน เพราะง่วงและเพลียพอสมควรจึงอยากกลับไปนอนแล้ว แล้วค่อยนัดเจอกันวันตรวจร่างกายในวันที่ 13 ที่จะถึง ผมนั่งรถเมล์กลับบ้านญาติที่ตลิ่งชันด้วยสภาพที่หมดแรง กลับไปถึงห้องผมหลับเป็ตายเลย
วันที่ 13 พฤษภาคม กำหนดตรวจร่างกายเพื่อทำเื่มอบตัว ผมก็นัดเพื่อนที่มาด้วยกันเพื่อไปตรวจร่างกายพร้อมกัน ถึงพวกเราจะอยู่คนละคณะก็เถอะค่อยไปแจ้งเอาข้างหน้าก็ได้ พอเสร็จจากตรวจร่างกายแล้วอยู่ๆ เพื่อนมันก็ชวนผมให้ลองมาจับฉลากเข้าหอในดู เผื่อโชคดีได้ จะได้พักกันในมหาวิทยาลัย
ผมก็นึกว่าน่าจะดีเหมือนกัน เพราะบ้านญาติผมอยู่ไกลมาก เดินทางลำบากเอาเื่ จึงได้ไปยื่นสมัครหอในไปกับเพื่อนด้วย และผลออกมาปรากฏว่า ผมจับได้ตึก 14 ส่วนเพื่อนของผมได้ตึก 13 สรุปพวกเราได้อยู่หอในกันทั้งคู่ จากนั้นผมก็พาเพื่อนไปเลือกซื้อชุดนิสิตและสิ่งของต่างๆ ที่ร้านค้าสหกรณ์ของมหาลัย จนถึง่บ่ายแก่ๆ ผมเลยขอตัวกลับบ้านไป
พวกผมยังต้องกลับมาเข้าร่วมโครงการบัณฑิตยุคใหม่และปฐมนิเทศที่มหาลัยจัดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 19-20 พฤษภาคม ดังนั้นผมยังต้องอยู่กรุงเทพไปอีกซักพัก ทั้งที่อยากกลับบ้านไปหาน้องมิ้นใจจะขาด (ตอนนี้แทนที่จะบอกว่าน้องมิ้นติดผม ผมซะเองที่รู้สึกว่าตัวเองจะติดน้องเสียมากกว่า) ผมทำได้แค่เพียงโทรไปคุยกันทุกวัน แต่ก็คุยได้ไม่นานเหมือนแต่ก่อน เพราะ่นี้น้องเปิดเทอมแล้ว และจะวุ่นวายในหลายๆ เื่หน่อย เหมือนกับผมใน่ปีที่แล้วเลย หัวหมุนจนแทบไม่มีเวลา ซึ่งผมก็เข้าใจน้องเป็อย่างดีตัวเองเคยประสบมาก่อนแล้ว
ผมเลยมีเวลาว่างค่อนข้างมาก และไม่ค่อยอยากจะออกไปไหนแล้ว ่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำผมก็นั่งเล่นเกมซิมซิตี้ไป เล่นไปเล่นมาผมกลับติดเกมนี้เฉยเลย จึงเริ่มโทรไปขอที่บ้านให้ซื้อคอมพิวเตอร์ไว้ที่กรุงเทพอีกเครื่อง ส่วนเครื่องที่บ้านจะขอยกให้น้องชายไป
และแล้วก็ได้ผล พ่อแม่ผมอนุญาติ ผมเลยอยากจะไปเลือกดูเลือกซื้อด้วยตัวเองในคราวนี้ ญาติเลยแนะนำให้ผมลองไปดูด้วยกันก่อนที่ห้างขายสินค้าไอทีชื่อดังย่านประตูน้ำ เมื่อไปถึง ผมก็เดินดูคอมตามสเปคต่างๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็แอบไปเห็นคนมุงดูอะไรกันมากมาย ผมก็เลยเดินเข้าไปดูบ้าง เห็นแผ่นหนัง แผ่นเพลงขายเพียบเลย ราคาก็ไม่แพงด้วย และก็แอบเห็นมีอยู่แถวหนึ่งเป็หนังผู้ใหญ่มีทั้งฝรั่งและญี่ปุ่น
ในหัวผมตอนนั้นคิดว่ามันน่าสนใจมาก ผมยังไม่เคยมีไว้เลย เคยได้ดูหนังพวกนี้ก็ั้แ่ตอนไปดูหนังกลางแปลงแถวบ้าน ในเื่ที่ 4-5 ส่วนใหญ่มักจะมีหนังผู้ใหญ่แถมมาด้วย ตอนนี้ ถึงผมจะอยากได้มาดูมากเท่าไหร่ แต่วันนี้ก็เป็ไปไม่ได้เพราะผมมากับญาติ ทำได้เพียงจดจำพิกัดร้านไว้แล้วค่อยกลับมาใหม่วันหลัง วันนี้เลยกลับบ้านมือปล่อย คอมผมก็ยังไม่ได้ซื้อ ไปดูๆ ไว้ก่อนเฉยๆ แล้วค่อยตัดสินใจ
แล้ววันปฐมนิเทศก็มาถึง ซึ่งจะต้องเข้าร่วมโครงการบัณฑิตยุคใหม่ด้วย พวกเราหลายคนได้มีโอกาสใส่ชุดนิสิตเป็ครั้งแรกๆ พวกเราตื่นเต้นกันพอสมควร บางคนยังผูกเนคไทไม่เป็เลย ก็เป็ที่ขบขันกันไป รุ่นผมปีนี้มีนิสิตปี 1 เกือบ 6 พันคน ใน 7 วิทยาเขต ่นี้ผมจะยังไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนร่วมภาควิชาหรือร่วมคณะกันซักเท่าไหร่ เพราะยังไม่รู้จักใครเลย ไม่รู้ว่าใครอยู่ภาคอะไรหรือคณะอะไรบ้าง
ผมพอเจอใครนั่งใกล้หรือนั่งข้างก็ไปตีสนิทเขาไปหมด โดยไม่สนว่าเขาจะเรียนอะไรอยู่วิทยาเขตไหน อนาคตจะได้เจอกันอีกไหมก็ไม่รู้ (บ้าบอดีแท้) แต่ก็เป็การละลายพฤติกรรมกันไปได้ด้วยความสนุกสนาน แล้วจากนั้นก็มีนักพูด หรือรุ่นพี่ที่มีชื่อเสียง ต่างเวียนกันขึ้นมาเล่าอะไรต่างๆ ให้ฟังมากมาย เพลิดเพลินดี ผมได้สนุกไปกับกิจกรรมต่างๆ ที่ทางมหาลัยจัดขึ้นให้ทั้ง 2 วัน…
……….>> คิดถึง…