ซาเนียนิ่งอึ้งราวกับคนใบ้หันมองไปทางชิลพลางกล่าวต่อ
“คงไม่ใช่ว่านี่เป็ครั้งที่สองที่เ้าทำการหลอมิญญาหรอกนะ”
ไร้ซึ่งการตอบกลับแต่อย่างใดนี่ยิ่งทำให้ในหัวของธิดา์คิดเรี่องราวต่างๆออกมาหลายรูปแบบนับไม่ถ้วนกระนั้นสิ่งที่นางคิดมักจะชวนฝันไปเสียหน่อย
ชิลนั่งนิ่งมองผลึกพลังงานทมิฬภายในมือที่ปัจจุบันดูคล้ายมันจะเงามากเป็พิเศษ ต้องรู้ว่าเมื่อผลึกพลังงานทมิฬได้ผ่านกระบวนการกลั่นสกัดพลังงานทมิฬภายในผลึกจักบริสุทธิ์ขึ้นเป็อย่างมากทำให้ผู้ฝึกรากฐานทมิฬสามารถดูซับมันได้โดยง่าย มากกว่าผลึกพลังงานทมิฬทั่วไปทั้งยังส่งผลให้รากฐานการฝึกฝนของผู้ดูดซับมั่นคงกว่าปกติ
“มันถูกเรียกว่าการกลั่นสกัด”
“การกลั่นสกัด?”
ราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ ซาเนียได้หลุบตาจ้องมองหินสีดำนวล มันเงา ในมือชิลก่อนคิ้วงามจะค่อยๆขมวดกันเป็ปม
“ความรู้ด้านการหลอมิญญาของเ้าดูเหมือนจะไม่ค่อยมีนัก”
ชิลกล่าวด้วยท่าทางดูแคลนพลางโบกมือไปด้านหน้า ส่งผลึกพลังงานทมิฬเก็บเข้าไปในเชือกสีดำ
“หา!!มันควรเป็เื่ปกติมิใช่รึที่ข้าจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันมากผู้หลอมิญญาบนโลกนี้มีจำนวนมากซะที่ไหนเ้าคิดว่าอาณาจักรหนึ่งจะมีสักกี่คนเชียว แต่เดี๋ยวสิเ้าทำมันสำเร็จได้อย่างไรนี่มันบ้าชัดๆ!!!”
ซาเนียพูดออกมายืดยาว พร้อมแสดงอาการเหนื่อยหอบนางสับสนไปหมด มั่นใจกว่าห้าในสิบส่วนว่าชายผู้นี้จักต้องฝึกฝนมาน้อยครั้งเพราะดูจากการนั่งหลอมกลางป่าทึบ อันเป็เื่ยากที่จะใช้สมาธิซึ่งโดยทั่วไปหากผู้หลอมิญญาคิดหลอมสิ่งใดจักต้องหาห้องส่วนตัวที่เงียบสงบเป็อย่างมาก เพื่อตัดขาดสิ่งรบกวน
“มีวิธีการเล็กน้อยที่สามารถทำให้การกลั่นสกัดง่ายขึ้น”
จู่ๆชิลก็กล่าวขึ้นพร้อมหรี่ตาจ้องมองใบหน้าอันงดงามของซาเนีย ทิ้ง่เพียงครู่จึงแบมือออก
“ห้าหมื่นหิน์”
“...”
เกินไป มากเกินไปจริงๆ ซาเนียมองมือที่แบออกด้านหน้าราวกับเดจาวู หนังหน้าชา มือกำแน่นฟันขาวถูกขบอยู่ภายใต้ริมฝีปากอมชมพู คล้ายอารมณ์ต่างๆใกล้ะเิ แต่กลับไม่ะเิใช้เวลาเกร็งตัวสั่นอยู่เกือบนาที นางก็ถอนหายใจทิ้ง ก่อนกล่าว
“ไร้ยางอายยิ่งนักข้าขอยอมแพ้...”
สิ้นคำ ทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดคุยกันอีกตลอดทั้งคืน...
ราตรีอันเงียบสงบมาพร้อมแสงทอประกายบนท้องฟ้า แม้ชิลจะไม่ได้สูญเสียพลังงาน์ไปใน่ปะทะกับั์ป่าขนโลหิตเท่าใดแต่ก็ใช้ไปพอสมควรสำหรับการกลั่นสกัดผลึกพลังงานทมิฬ ต่างกับซาเนียที่ดูเหมือนจะสูญเสียพลังงาน์ไปจำนวนมหาศาลทั้งยังมีอาการาเ็ภายใน จึงช่วยไม่ได้ที่จำต้องเร่งฟื้นฟูสภาพร่างกาย...
ไม่นานแสงสกาวนับร้อยเริ่มจืดจางหมู่ดาวจำนวนมากคล้อยหาย พร้อมการกลับมาของแสงตะวันอันอบอุ่น
จู่ๆพุ่มไม้ด้านหลังชิลก็เริ่มสั่นไหวซาเนียที่นั่งทำสมาธิอยู่ฝั่งตรงข้ามได้ลืมตา เคลื่อนพลังงาน์ไปยังฝ่ามือ เตรียมจู่โจม
“เดี๋ยว!นี่ข้าเอง เฟอริน!”
เฟอรินก้าวออกมาจากพุ่มไม้อย่างตื่นตระหนกเขายกมือทั้งสองข้างขึ้น เพื่อเป็สัญญาณให้นางรับรู้ว่าตนไม่ใช่ศัตรู
“เฟอริน?”
ซาเนียมีสีหน้าสับสนปัจจุบันสภาพร่างกายนางกลับมาสมบูรณ์กว่าแปดในสิบส่วนแล้ว หากคิดจากไปก็สามารถทำได้ทันทีทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด นางกลับตัดสินใจอยู่ต่อ นี่เป็เื่ที่เข้าใจได้ยากนัก
จ้องมองเฟอรินที่ยืนเก้ๆกังๆสักพักจึงเหลือบตามองไปยังชิล เมื่อเห็นว่ายังคงอยู่ในท่านั่งทำสมาธินางก็กล่าวต่อ
“เหตุใดเ้าจึงรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่”
“เอ่อ... คือ...ข้าเพียงแค่ตามดวงไฟสีขาวมา ไม่คิดว่าจะได้พบท่านที่นี่”
“ดวงไฟสีขาว?”
“ใช่”
เฟอรินกล่าวพร้อมหันซ้ายหันขวา ก่อนหัวเราะแห้ง
“มันหายไปแล้ว ตะ.. แต่ข้าเห็นมันจริงๆนะ”
นี่ส่งผลให้ใบหน้าของซาเนียปรากฎเครื่องหมายคำถาม
“ท่านก็อยู่ที่นี่ด้วย”
เฟอรินหันมองชิลคิดไม่ออกจริงๆว่าเหตุใดชายหนุ่มผู้นี้ถึงอยู่ที่นี่กับธิดา์ซาเนีย แถมดูเหมือนว่าชุดของนางจะถูกเปลี่ยนจากชุดเดิมที่เคยใส่
‘เป็ไปได้หรือไม่ว่า...’
ซาเนียที่เห็นเฟอรินแสดงท่าทางใคร่คิดอย่างล้ำลึกพร้อมจ้องสลับไปมาระหว่างชิลกับนางเลยเร่งรีบเอ่ยขัด
“เ้ากำลังคิดบ้าอันใดอยู่”
“ข้า...”
นางจ้องเฟอรินเขม็งสักพักจึงละสายตาพลางกล่าว
“เขาเพียงช่วยข้าจากั์ป่าขนโลหิต มิได้มีอันใดมากกว่านี้!”
สิ้นคำ นางได้ลากสายตาไปทางชิลราวกับจะให้เขาช่วยพูดเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นแต่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มั์ตาองุ่นจะไม่สนใจเลยสักนิด
“เอ๋!งั้นท่านก็คือคนที่สังหารมัน!!”
เฟอรินอ้าปากค้างเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดชิลถึงสามารถฆ่าสัตว์อสูริญญาเทาทั้งๆที่อยู่เพียงระดับผสานกายขั้นแรกได้และมันไม่ใช่เพียงสัตว์อสูริญญาเทาธรรมดา มันเป็ถึงาาแห่งป่าพันิญญา สัตว์อสูริญญาเทาระดับสูงแต่เมื่อเขาคิดถึงหมูป่าเขาเดียวย่างเมื่อวาน ก็มีความเป็ไปได้สูงที่ชิลจะซ่อนระดับรากฐาน
“เจอครานบ้างหรือไม่”
ซาเนียเอ่ยถาม พลางส่งััจิติญญาสำรวจดูรอบๆ
“ไม่เลย ข้ามิได้พบใครระหว่างทางบางทีมันอาจกลับวังเมฆาสูญสิ้นไปแล้ว”
เฟอรินกล่าวด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นิ่งเงียบชั่วครู่จึงกล่าวต่อ
“เวลานี้เราสายมากแล้วจากกำหนดการที่ตั้งไว้ในคราแรกข้าเกรงว่าทางหุบเขาจัตุรัสยักษาจะขุ่นเคือง และจะกลายเป็ปัญหาต่อวังเมฆาสูญสิ้นในภายหลัง”
ได้ยินเช่นนั้นซาเนียก็พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนหันไปทางชิล
“เ้ามีอาจารย์หรือไม่”
ไร้เสียงตอบกลับแต่อย่างใดนี่ทำให้นางเข้าใจทันทีว่าเขาคงไม่มีอาจารย์ เพราะดูจากการฝึกกลั่นสกัดด้วยตนเองเมื่อครู่กระนั้นบางทีนางอาจคิดไปเอง
“มีสถาบันรองรับหรือไม่”
“...”
“ครอบครัวเ้าอยู่ที่ใด ตระกูลเ้า...”
นางหรี่ตา ตัดบทซักถามตนเองทิ้ง่ไม่นานจึงกล่าว
“เ้าจะไปกับข้าหรือไม่หากเ้ายังไม่ได้เข้าร่วมสถาบันฝึกฝนใดข้าสามารถแนะนำเ้าให้แก่หุบเขาจัตุรัสยักษา หากเป็เื่ความสามารถ เ้าน่าจะพอผ่านบททดสอบจะติดอยู่ก็ตรงที่ระดับรากฐานฝึกฝนต่ำเกินไปเสียหน่อย หากนั่นเป็รากฐานจริงล่ะนะ”
ซาเนียหรี่ตาอย่างครุ่นคิดมิใช่มีเพียงเฟอรินที่คิดว่าชิลซ่อนระดับรากฐาน นางเองก็เช่นกันซึ่งไม่ว่าจะคิดอย่างไร ระดับผสานกายขั้นแรก ต่อให้รวมกันนับสิบคนก็ไม่มีทางสู้ั์ป่าขนโลหิตได้แน่นอน จมอยู่กับความคิดกว่านาที ไม่นานก็ถูกปลุกโดยเสียงของชิล
“พวกเ้าไปเถอะข้าไม่มีครอบครัวไม่มีตระกูล และไม่มีความคิดเข้าร่วมสถาบันใด”
เห็นซาเนียนั่งนิ่งทำหน้าตาจริงจังอยู่นาน เขาจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“หืม.. ไม่มีครอบครัวไม่มีตระกูล เป็ไปได้อย่างไร”
ซาเนียและเฟอรินได้ฟังคำจากปากชิลก็ยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่ราวกับความคิดในหัวพวกเขาตีกันหมด ความเป็ไปได้ถูกทำลายสิ้นกระนั้นก็ยังมีความคิดเล็กๆผุดขึ้นมาว่า ชายหนุ่มตรงหน้า ‘โกหก’
“เ้าไม่คิดให้ดีก่อนรึหากได้เข้าร่วมในสถาบันฝึกฝน เ้าจะไม่จำเป็ต้องห่วงเื่ทรัพยากรฝึกฝนอีก”
นางตัดความคิดในหัวทั้งหมดทิ้งพลางกล่าวอย่างไม่ย่อท้อ ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงกระทำเช่นนี้ บางทีหากเื่ที่เขาบอกคือเื่จริงนางอาจเพียงไม่อยากปล่อยให้บุคคลที่มีความสามารถเช่นนี้ต้องทิ้งความสามารถทั้งหมดเพราะไม่ได้รับทรัพยากรฝึกฝนที่ดีพอ
“ทรัพยากรไร้ค่าเ่าั้น่ะรึ?”
ชิลกล่าวอย่างไม่แยแสเฟอรินที่ได้ยินดังนั้น จึงคิดอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก่อนจะได้อ้าปาก กลับถูกหยุดไว้โดยซาเนีย
“เ้าคิดดีแล้วสินะที่กล่าวเช่นนี้”
นางจ้องไปยังชิลอย่างลึกซึ้งบุรุษตรงหน้าเป็ชายคนแรกที่ทำให้นางรู้สึกถึงความไม่เข้าใจมากมายนับไม่ถ้วนหลักเหตุผลต่างไม่เคยเกินขึ้น น่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็ในด้านความรู้ด้านทักษะความสามารถ เขาถูกจัดอยู่ในขั้นอัจฉริยะ เสียอย่างเดียวคือ
‘ยโสเกินไป’
สักวันเขาจะต้องตายเพราะความหยิ่งยโสนี้
“ไปเถอะ”
ซาเนียกล่าวพร้อมมองไปทางเฟอรินนางยืนขึ้น หันตัว ย้ำเท้าเดินเข้าไปในป่า ร่างบางค่อยๆจางหายไปในระยะไกลเฟอรินมองหน้าชิลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าลงเป็การขอบคุณ สักพักจึงหันตัวเดินตามไป
ชิลยิ้มเล็กน้อยให้กับท่าทางของชายหนุ่มชุดขาวไม่คิดว่าในโลกอันเต็มไปด้วยการฆ่าฟันนี้ จะมีคนเช่นนี้อยู่
“บางทีข้าคงถึงเวลาที่จะต้องไปแล้วเช่นกัน”
เขากล่าวพร้อมลุกขึ้นหลับตา บิดตัวไปมาเล็กน้อยอย่างผ่อนคลาย ไม่นานก็เปิดตาแววตาสีองุ่นแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นอันเปี่ยมล้น ยกเท้าไปด้านหน้า ก่อนที่ร่างในชุดผ้าฝ้ายสีฟางจะหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงแต่ฝุ่นควันหมุนวนรอบพื้น จางหายไปในอากาศทิ้งเื่ราวมากมาย ทั้งที่มีคนรู้และไม่รู้ไว้ตรงนั้น
ใครจะทราบเล่าว่าดวงไฟสีขาวที่เฟอรินเดินตามมาเกิดจากการใช้พลังงาน์ บวกกับคลื่นจิติญญา ของชายหนุ่มผิดยุคผู้นี้...
.
.
ป่าพันิญญาหรืออีกชื่อหนึ่งป่านอกเชลยพ่ายซึ่งเป็ชื่อที่ถูกใช้เรียกเมื่อสองหมื่นปีที่แล้วป่าแห่งนี้อยู่ใจกลางระหว่างสามอาณาจักรใหญ่นั่นก็คืออาณาจักรหมอกเมฆาที่อยู่ทางทิศเหนืออาณาจักรแสงศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ทางทิศใต้ และอาณาจักรวายุอัสนีที่อยู่ทางทิศตะวันออกส่วนทิศตะวันตกของป่าจะเป็ทางไปสู่ทะเลทรายไร้กำลัง และหากตรงไปทางตะวันตกถัดจากทะเลทรายไร้กำลังก็จะพบกับทะเลอสูรคำราม
ชิลไม่ได้มีความคิดที่จะเข้าไปภายในอาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่งในขณะนี้เขาเอาแต่เดินไปมาอยู่รอบใจกลางป่าพันิญญา แถวต้นไม้ที่เป็ทางเข้ามิติลับห้องหนังสือของจักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทหลังจากที่แยกจากกลุ่มของซาเนียเขาก็ได้ทำการล่าหมูป่าเขาเดียวเพื่อมาย่างกินอีกสองตัว ทำให้เวลานี้ร่างกายอันผอมแห้งได้เริ่มมีเนื้อหนังมากขึ้นกว่าที่เคย
“ข้าควรจะทำอย่างไรกับเ้าดี”
ชิลจ้องมองไปยังต้นไม้ใหญ่ที่เป็ดั่งประตูทางเข้ามิติลับห้องหนังสือเขามั่นใจว่าสถานที่ลับแห่งนี้ไม่มีทางที่จะถูกค้นพบโดยง่าย ถึงแม้อาคมม่านมิติจะสามารถเขียนมันขึ้นมาได้ด้วยเพียงความเข้าใจในการเขียนอาคมวงเวทระดับเชี่ยวชาญแต่ก็ใช่ว่าผู้ใช้อาคมระดับเชี่ยวชาญทุกคนจะสามารถรู้รูปแบบการเขียนและต่อให้สามารถรู้ถึงรูปแบบการเขียนแต่ใครกันเล่าจะมานั่งสุ่มหาจุดที่อาคมม่านมิติถูกซ่อนเอาไว้เพราะด้วยอาคมม่านมิติที่จักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทเป็ผู้คิดค้นมีความสามารถในการพลางการตรวจจับด้วยััจิติญญา
ชิลส่ายหัวพร้อมลบความกังวลออกจากจิตใจจักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทเป็ถึงผู้มีความรู้ล้นพ้นการที่เขาเลือกสร้างรูปแบบอาคมไว้ในที่แห่งนี้คงจะใช้ความคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วเป็แน่
อย่างไรเสียเพื่อความสบายใจชิลได้ทำการร่ายอาคมแจ้งเตือนซ่อนเอาไว้ในอาคมม่านมิติอีกที เผื่อหากมีใครทำการร่ายอาคมปลดผนึกเขาจะได้รับรู้ในทันที
ยืนอยู่หน้าต้มไม้ใหญ่ครู่หนึ่งชิลก็โบกมือเล็กน้อย พลางปรากฏนาฬิกาทรายสีทองขึ้นในอากาศเขาคว้าจับมันอย่างรวดเร็ว ก่อนจ้องมองไปที่มันด้วยความใคร่รู้
“แม้จักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทจะไม่ได้บันทึกสถานที่ลับที่เขาได้ปิดผนึกกุญแจอีกแปดดอกเอาไว้แต่ข้าก็พอเดาได้ว่าหนึ่งในกุญแจแห่งคลังอสูรามันจะต้องอยู่ที่หมู่เกาะันิทราภายในทะเลอสูรคำราม”
แววตาชิลเจิดจ้าและแฝงไปด้วยความลุ่มลึก
‘หมู่เกาะันิทราคือสถานที่ที่จักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทได้พบกับลูกศิษย์คนแรกและเป็สถานที่ที่จักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทได้สังหารลูกศิษย์คนแรกของเขาเช่นกันสถานที่อันแสนยากจะลืมเลือนเช่นนี้เป็ไปได้มากกว่าครึ่งที่เขาจะปิดผนึกกุญแจอีกหนึ่งดอกเอาไว้ที่นั่น’