ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    เล่มที่ 2 บทที่ 37 หนึ่งหอกปลิดชีวี!


            “ชายผู้นี้ช่างใจกล้านัก เงาพรายสะบั้นของกุ่ยเตาทรงพลังถึงเพียงนี้ นึกไม่ถึงว่าเขาจะใช้หอกที่เรียบง่ายนั่นต่อต้าน รนหาที่ตายชัด ๆ!” มีหลายคนคิดว่าเย่เฟิงมั่นใจมากเกินไป เพราะว่าหอกที่เย่เฟิงใช้สู้กลับด้วยเป็นเพียงหอกธรรมดาไร้ซึ่งพลังใด ๆ

            ในขณะนั้นกุ่ยเตาเผยสีหน้าดูแคลน แววตาเต็มเปี่ยมด้วยจิตสังหารที่ฉายออกมาอย่างไม่ปกปิด

            “ได้ตายด้วยเงาพรายสะบั้นของข้า ถือว่าเป็นเกียรติยศของเจ้าแล้ว!” กุ่ยเตากล่าว จากนั้นรังสีดาบเข้าโจมตี ด้วยการโจมตีนี้เพียงพอที่จะทำให้เย่เฟิงสลายหายไปจากโลกนี้

            “งั้นหรือ?” เย่เฟิงแสยะยิ้มไม่พูดพร่ำเพรื่อ เพียงแค่คิดพลังมหาศาลก็พวยพุ่งออกจากร่างเย่เฟิง ปีนป่ายขึ้นแขนไปยังหอกมังกรเงินประกายในมือ อักขระบนตัวหอกโคจรเปล่งแสงโชติช่วง นาทีต่อมาบริเวณนั้นราวกับกลายเป็นโลกแห่งหอก รังสีหอกทะลวงห้วงอากาศ ทั้งยังมีพลังแห่งการทำลายล้างอันแกร่งกล้า

            อำนาจ อำนาจแห่งหอก ไม่มีสิ่งใดที่มิอาจทะลวง แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า!

            พลังไร้เทียมทานนั่นทำลายรังสีดาบของกุ่ยเตาในชั่วพริบตา ทุกที่ที่ผ่านล้วนถูกทำลาย จากนั้นพุ่งไปหากุ่ยเตาพร้อมอำนาจแห่งการทำลายล้าง

            “เป็นไปได้ยังไง?” กุ่ยเตาหน้าถอดสี ความมั่นใจที่มีก็อันตรธานไปหมดสิ้น เขาไม่คิดว่าหอกนี้ของเย่เฟิงจะเปลี่ยนไปน่าหวาดกลัวได้ในเสี้ยววินาทีเช่นนี้ แม้แต่เงาพรายสะบั้นของเขาก็ยังถูกทำลาย

            สัญญาณอันตรายแผ่ปกคลุมร่างกุ่ยเตา ทำให้เขาตัวแข็งทื่อ รู้สึกว่ากลิ่นอายแห่งความตายกำลังมัดตัวเขา ซ้ำยังมิอาจดิ้นรนได้ เขาหลบหอกนี้ไม่ได้ และความตายกำลังมาเยือนเขา

            “ไม่นะ!” สีหน้าของกุ่ยเตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังขณะมองหอกแห่งความตายนั่นพุ่งมาหา การเผชิญหน้ากับหอกที่สามารถทำลายทุกอย่างได้เช่นนี้ เขาจะหลบได้อย่างไร?

            “ฉึก!” ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้อ้อนวอนเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น ก่อนจะเห็นเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วอากาศ นั่นเป็นเพราะปลายหอกทะลวงผ่านลำคอของกุ่ยเตา

            “เจ้า...” กุ่ยเตาเบิกตาโพลง กล้ามเนื้อตรงลำคอกระตุก เขาอยากพูดบางอย่าง แต่กลับไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการ

            บรรยากาศพลันเงียบกริบ ผู้คนมองฉากนี้ด้วยความนิ่งงัน แต่มีเพียงหัวใจที่เต้นระรัว

            “อึก!” เสียงโอดครวญดัง ก่อนร่างกุ่ยเตาจะล้มลงไปกองกับพื้น พร้อมสภาพน่าเวทนา

            “ได้ยังไงกัน มันจะเป็นไปได้ยังไง” เหล่าผู้คนใจเต้นโครมครามขณะมองภาพตรงหน้า

            กุ่ยเตาผู้อยู่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 9 กลับตายด้วยหนึ่งหอกปลิดชีวีของเย่เฟิงที่อยู่เพียงขั้นบ่มเพาะกายาที่ 6 นี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ทว่าบัดนี้ความจริงได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าของพวกเขาแล้ว พลอยทำให้หัวใจของพวกเขาหยุดสั่นระรัวไม่ได้

            “หอกนั่นช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก ฆ่าได้แม้กระทั่งกุ่ยเตา! ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น ก็ไม่มีทางหยุดหอกของคนผู้นี้ได้” ผู้คนกระซิบกระซาบขณะตกใจกับพลังที่เย่เฟิงแสดงออกมา

            ส่วนเย่เฟิง เขายังคงยืนตระหง่านด้วยท่าทีเกรงขาม เสื้อคลุมโบกสะบัดตามสายลม เลือดไหลจากปลายหอกมังกรเงินประกายในมืออย่างต่อเนื่อง ราวกับเทพสงครามแห่งยุคก็ไม่ปาน

            กุ่ยเตาดูถูกเหยียดหยามเย่เฟิงหลายครั้งหลายครา ต้องการฆ่าเย่เฟิงในตอนที่เย่เฟิงอยู่บนแท่นหินหยั่งรู้ลำดับห้า แต่เมื่อล้มเหลว เขาหันไปลงมือทำร้ายฉู่หานผู้เป็นศิษย์พี่ของเย่เฟิง ซ้ำยังทำร้ายจนสาหัส เรียกได้ว่าต่ำทรามที่สุด

            เขากุ่ยเตาไม่เคยเห็นเย่เฟิงอยู่ในสายตา หากเขาต้องการฆ่าเย่เฟิง เพียงโบกมือก็ทำได้แล้ว ทว่าในความเป็นจริงเขาทำได้อย่างที่พูดได้หรือไม่?

            เย่เฟิงอยู่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 6 ท้ากุ่ยเตาด้วยศึกเป็นตาย กุ่ยเตายังพัฒนาทักษะเงาพรายสะบั้นเพื่อการสังหารโดยเฉพาะ แต่กลับถูกหอกของอีกฝ่ายฆ่าตาย

            คำพูดอวดดีที่กุ่ยเตาเอ่ยไว้ก่อนหน้านี้ หากได้ยินในยามนี้คงน่าตลกขบขัน

            “พลังของเขาเปลี่ยนไปแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้เยี่ยงไร?” ฉินเยียนหรานตะลึงงัน พลางหัวใจเต้นรัว

            นางนั้นรู้ว่ากุ่ยเตาน่าสะพรึงกลัวเพียงใด ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 9 ทั่ว ๆ ไปไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกุ่ยเตา ส่วนเย่เฟิงอยู่แค่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 6 กลับฆ่ากุ่ยเตาด้วยหอกเดียวได้ นี่เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมากสำหรับนาง

            ต้องรู้ว่าหลายชั่วยามก่อนหน้านี้ ฉินเยียนหรานยังได้ประมือกับเย่เฟิง เวลานั้นแม้เย่เฟิงจะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่แข็งแกร่งเท่าตอนนี้ โดยเฉพาะหอกสุดท้ายนั่น เรียกได้ว่าน่าทึ่งมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความงดงาม แต่กลับฆ่าศัตรูได้อย่างงดงาม

            สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ฉินเยียนหรานสัมผัสถึงพลังที่อยู่ในหอกนั้นของเย่เฟิงได้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นบ่มเพาะกายาทั่ว ๆ ไปจะต่อต้านได้ การมีอยู่ของพลังนั้นทำให้ทักษะหอกของเย่เฟิงทรงอานุภาพมากกว่าเก่า

            อำนาจคือพลังประเภทหนึ่งที่จะทำให้พลังของผู้ฝึกยุทธ์ยกระดับ แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นบ่มเพาะกายาส่วนใหญ่จะเอื้อมไม่ถึง แม้ฉินเยียนหรานสัมผัสการมีอยู่ของพลังแห่งอำนาจบนตัวของเย่เฟิงได้ แต่กลับไม่มีหลักฐานพิสูจน์

            “นี่ก็คือพลังที่เขาได้จากการเรียนรู้ของแท่นหินลำดับห้างั้นหรือ?” ฉินเยียนหรานคิดในใจ คล้ายคิดถึงสาเหตุที่พลังต่อสู้ของเย่เฟิงยกระดับ

            เย่เฟิงสำเร็จการเรียนรู้บนแท่นหินลำดับห้าแห่งน้ำตกเทียนเชี้ยน สร้างความประหลาดใจเฉกเช่นคนผู้นั้นเมื่อสามปีก่อน และแน่นอนว่าต้องได้รับพลังบางอย่างมา

            นอกจากนี้การที่เย่เฟิงไปยืนบนแท่นหินลำดับห้าที่อยู่สูงที่สุดได้ ก็พิสูจน์พรสวรรค์ของเย่เฟิงได้อย่างไม่ต้องสงสัย ความสำเร็จในภายหน้าไม่ด้อยไปกว่าคนผู้นั้นแน่นอน

            ฉินเยียนหรานขบคิดในใจ การที่ได้เห็นความสำเร็จของเย่เฟิงในวันนี้ ทำให้ฉินเยียนหรานตระหนักได้ว่าเย่เฟิงผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา นางจึงอดไม่ได้ที่จะสงสัยชาติกำเนิดของเย่เฟิง

            หลังจากเฉิงเฟยและฉู่หานตกใจก็เผยรอยยิ้ม พวกเขารู้สึกดีใจแทนเย่เฟิง ฉู่หานก็ปลุกใจตัวเองให้ฮึกเหิม ความหดหู่มลายหายไป แม้ร่างกายบาดเจ็บสาหัส แต่ก็รู้สึกมีความสุข

            ด้านชายหนุ่มตระกูลเฉินที่มากับกุ่ยเตามีสีหน้าหดหู่ พลังที่เย่เฟิงแสดงช่างแข็งแกร่งมาก ดังนั้นเขาจึงไม่มีความมั่นใจหากจะต่อสู้กับเย่เฟิง ตอนนี้เขาเลยเกิดความกลัวขึ้นมา

            ชายหนุ่มคนนั้นอยากฉวยโอกาสนี้หนีไป ทว่าจะก้าวเท้าก็ได้ยินเสียงเยือกเย็นดังเข้ามาในหูของเขา

            “หยุดนะ!” เสียงนี้เย็นยะเยือกขั้นสุดราวกับสลักลึกยันกระดูกดำ ทำให้ชายหนุ่มตระกูลเฉินคนนั้นตัวสั่นสะท้าน ฝีเท้าล้วนไม่อาจอยู่นิ่ง 

            “เจ้าจะทำอะไรน่ะ?” ชายหนุ่มตระกูลเฉินหันหลังไปมองพลางถามเย่เฟิงด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

            “ข้าจะทำอะไรน่ะหรือ ในใจเจ้าคงรู้ดีกว่าข้า!” เย่เฟิงกล่าวเสียงเย็นพร้อมมีไอชั่วร้ายแผ่ออกจากร่าง แววตาประหนึ่งเทพแห่งความตายจ้องมองอีกฝ่ายพลางกล่าว “เจ้ายุยงให้กุ่ยเตาลงมือจัดการศิษย์พี่ฉู่ ซ้ำยังไม่ให้เกียรติศิษย์พี่เฉิงข้า ไม่ให้เหตุผลกับข้า แต่คิดจะออกไปจากที่นี่งั้นหรือ?”

            ได้ยินเช่นนั้น กล้ามเนื้อบนใบหน้าของชายหนุ่มตระกูลเฉินเกิดกระตุกเล็กน้อยพร้อมกล่าว “เจ้าคิดจะทำอย่างไร?”

            ชายหนุ่มตระกูลเฉินพูดจาฉะฉาน ทว่าหากลองมองดี ๆ จะพบว่าเขาตัวสั่นสะท้านเล็กน้อย

            “ขอโทษศิษย์พี่ข้าเดี๋ยวนี้!” เย่เฟิงกล่าว

            “ขอโทษก็ได้” ชายหนุ่มตระกูลเฉินเผยสีหน้าหดหู่ การเผชิญหน้ากับเย่เฟิง เขาได้แต่ประนีประนอม และมิอาจรักษาหน้าไว้ได้อีกต่อไป

            “ข้ายังพูดไม่จบ เจ้าจะรีบอะไร?” เย่เฟิงแสยะยิ้ม สายตานั่นส่องประกายคมกริบดุจคมดาบก่อนกล่าวต่อ

            “ทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัย เจ้าคิดว่าแค่คำขอโทษแล้วจะลบล้างความผิดของเจ้าได้หรือไง?”

            “งั้นเจ้าจะให้ข้าทำยังไง?” ชายหนุ่มตระกูลเฉินกล่าวถาม แต่ในใจเกิดความกลัวว่าเย่เฟิงจะเรียกร้องมากเกินไป

            “เจ้าจงทำลายการบ่มเพาะของตัวเองซะ แล้วคุกเข่าขอโทษศิษย์พี่ทั้งสองของข้า แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!”

            เย่เฟิงเผยสีหน้าเย็นเยียบราวกับว่า แค่มองอีกฝ่ายปราดเดียวก็ทำให้อีกฝ่ายใจเต้นรัวได้แล้ว

            “อะไรนะ?” ผู้คนรอบข้างได้ยินเช่นนั้นต่างก็ตกตะลึง แม้พลังของชายผู้นี้จะเทียบกุ่ยเตาไม่ได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็รู้ฐานะของเขาเป็นอย่างดี

            “ชายผู้นี้ต้องบ้าไปแล้ว แม้แต่ต่อหน้าคนของตระกูลเฉินก็ยังกล้ากำเริบเสิบสาน ถ้าตระกูลเฉินเกิดพิโรธขึ้นมา เขาจะมีที่ยืนในสำนักยุทธ์ได้หรือ?” คนจำนวนไม่น้อยครุ่นคิดในใจขณะมองเย่เฟิงด้วยสายตาต่างกัน

            ฉินเยียนหราน เฉิงเฟย และฉู่หานนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น พวกเขานึกไม่ถึงว่าเจ้าหมอนี่จะบ้าบิ่นได้ขนาดนี้

            ตระกูลเฉินแห่งเมืองหลวงมีฐานะสูงศักดิ์ ตำแหน่งในสำนักยุทธ์ก็ยังไม่ธรรมดา จึงไม่มีผู้ใดกล้ายั่วยุ

            ทว่าเย่เฟิงต้องการให้ลูกหลานสายตรงของตระกูลเฉินที่อยู่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 9 ทำลายการบ่มเพาะตัวเอง ต่อจากนั้นคุกเข่าขอโทษศิษย์พี่ทั้งสองของเขา เพียงเพราะชายผู้นี้ยุยงกุ่ยเตา ซ้ำยังไม่ให้เกียรติเฉิงเฟย

            ชายหนุ่มตระกูลเฉินนิ่งงัน สีหน้าบ่งบอกว่ารับไม่ได้ ก่อนกล่าวว่า “ข้าคือคนของตระกูลเฉิน แต่เจ้าก็ยังกล้าสั่งให้ข้าทำเช่นนี้เนี่ยนะ? เพลิงพิโรธของตระกูลเฉินไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะรับได้!”

            “ใช้ตระกูลเฉินมาขู่ข้า ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าเป็นใคร ยั่วโมโหข้า ข้าก็จะให้เจ้าได้ชดใช้ด้วยราคาแสนเจ็บปวดเช่นเดียวกัน! ช่างน่าขันนักที่เจ้ายังไม่รู้สถานการณ์ของตัวเอง!” เย่เฟิงกล่าวดูแคลน จากนั้นเห็นเย่เฟิงเดินออกมา ก่อนจะไปเยือนที่เบื้องหน้าชายหนุ่มคนนั้นในพริบตา

            ชายหนุ่มตระกูลเฉินตื่นตกใจ แต่จากนั้นพลังปราณปะทุออกจากร่างเพื่อที่จะต่อต้านเย่เฟิง แต่เขายังไม่ทันทำอะไรก็รู้สึกว่ามีกลิ่นอายคมกริบตรึงร่างเขา ทำให้เขาไม่กล้าขยับเขยื้อน

            นาทีต่อมาปลายหอกเย็นเฉียบก็จี้ที่ลำคอของเขา ตราบใดที่เขาขยับตัวเพียงนิดเดียว ปลายหอกนั่นก็สามารถทะลวงลำคอของเขาได้ทันที

            “ถ้าเจ้าอยากตาย ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะฆ่าเจ้าอีกคน!” เย่เฟิงกล่าวเสียงเย็น ในขณะที่หอกมังกรเงินประกายพร้อมพุ่งออกไปตลอดเวลา


    คล้ายกับเรื่องชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต ที่คุณอ่าน