ใบหลิวเปลี่ยนสีไปสองผลัดแล้วนับจากคืนที่ฝนตกในป่าหรงซิ่ว
ฤดูร้อนปีที่สามมาถึงโดยไม่รอให้ผู้ใดพร้อม ต้นไม้ใหญ่ริมลานฝึกของตระกูลหลินแผ่เรือนยอดกว้างออกไปบดบังแดดบ่ายไว้เกือบหมด ร่มเงาที่ทอดลงบนพื้นดินเคลื่อนตัวช้าๆ ตามแสงที่เปลี่ยนไป
และบนกิ่งสูงสุดของต้นไม้นั้น มีร่างหนึ่งพิงหลังนั่งอยู่อย่างสบาย ราวกับกิ่งไม้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับร่างเขาโดยเฉพาะ มือข้างหนึ่งถือตำรา มุมปากคาบใบไม้ หลินเย่พลิกหน้าช้าๆ สายตากวาดผ่านตัวอักษรโดยไม่ขยับท่า
ปกหนังของตำราเล่มนั้นเก่าและด้านลงกว่าวันที่รับมา หน้ากระดาษบางหน้าพับเป็รอยจากการเปิดซ้ำ มันกลับมาอยู่บนโต๊ะข้างเตียงเขาในเช้าวันที่แปด วางอยู่ใต้ชุดสีขาวกับป้ายหยก โดยที่ไม่มีใครเอ่ยถึงมันสักคำ ทั้งคนที่เอาไปและคนที่เอามาคืน
ลมบ่ายพัดพริ้วทำให้ปอยผมสะบัดมาข้างหน้า ทว่าเขาไม่ปัด ปล่อยให้ลมทำตามใจ
"หลินเย่ ได้เวลาฝึกซ้อม"
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากโคนต้น คุ้นเคยและตรงอย่างคนที่ไม่เคยคิดจะให้มันฟังดูอ่อนโยน
เขาปิดตำรา ดีดใบไม้ออกจากปาก แล้วลุกขึ้นยืนบนกิ่งไม้ก่อนจะก้าวออกไปในอากาศ ร่างตกลงมาสองจั้งโดยไม่กางแขน ไม่ส่งเสียง ลงพื้นด้วยปลายเท้าก่อนแล้วกระจายน้ำหนักออกไปตามขาจนเงียบสนิท ฝุ่นใต้เท้าฟุ้งขึ้นเพียงนิดก่อนจะตกกลับลงไป
หลินตงมองลงมาที่น้องชายด้วยสายตาที่ประเมินทุกอย่างในการะโนั้นพร้อมกัน ทั้งระยะ จังหวะ การลงน้ำหนัก และเสียงที่ไม่มี
"ท่านพี่ เมื่อวานก็ซ้อมกันหนักแล้วมิใช่หรือ"
เขาพูดขณะเดินเข้ามา น้ำเสียงไม่ได้ขอร้อง ทว่าก็ไม่ได้โต้แย้ง หลินตงยื่นสันนิ้วออกมาดีดหน้าผากเขาเบาๆ
"เ้าต้องเตรียมตัวเข้าแข่งงานอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของสิบตระกูล จะขาดซ้อมได้เช่นไร"
"ขอรับ" เขายกมือขึ้นลูบกระหม่อมเล็กน้อย
หลินตงมองหน้าเขาสักครู่ก่อนจะหันออกไปที่ลานฝึก นับจากวันที่หลินเย่กลับมาจากป่าหรงซิ่ว มีความเงียบก้นบึ้งอยู่ในดวงตาของเขาที่ไม่เคยหายไปจริงๆ ไม่ใช่ความเ็ป ไม่ใช่ความโกรธ หากเป็บางอย่างที่ต่างออกไป นางไม่เคยถาม และเขาก็ไม่เคยพูด
ทั้งสองเว้นระยะห่างออกจากกันสิบก้าว
ลานฝึกที่ว่างเปล่ารับแสงบ่ายที่ส่องผ่านเรือนยอดลงมาเป็ลำ หลินตงยืนในท่าพักที่ดูเหมือนไม่ระวังตัว ทว่าไม่มีช่องว่างแม้เพียงจุดเดียวให้จับได้ มือทั้งสองข้างห้อยอยู่ข้างลำตัว น้ำหนักถ่ายเทลงบนขาซ้าย สายตาจับอยู่ที่หลินเย่อย่างสงบนิ่ง
หลินเย่ยืนอยู่ที่ระยะนั้นสักครู่ ในหัวไม่มีการคำนวณหรือวางแผน มีเพียงการรับรู้ รับรู้ระยะห่าง รับรู้ว่าปราณของหลินตงนิ่งและลึก และรับรู้ว่านางกดระดับของตนเองลงมาแล้วบางส่วน เพื่อให้การซ้อมครั้งนี้เกิดประโยชน์
มือขวาของหลินตงขยับก่อน ไม่ใช่ฟาด ไม่ใช่พุ่ง หากเป็การสั่นเพียงเล็กน้อยที่นิ้วกลาง ซึ่งบอกว่านางกำลังจะออกท่าแรกของหมัดพยัคฆ์ซ่อนคม
หลินเย่เดินหน้าเข้าไป หมัดแรกตรงและเร็ว ไม่ประดับประดา หลินตงเบนออกทางซ้ายด้วยท่วงท่าที่คล่องราวกับเคลื่อนอยู่ในน้ำ ปราณสีน้ำเงินจางๆ เคลือบบนฝ่ามือที่ปัดออกมาพร้อมกัน
แรงปะทะที่เกิดขึ้นนั้นสั้นและชัด ดันหลินเย่ออกไปครึ่งก้าว ข้อมือชาวูบ บอกว่าปราณที่ฝังอยู่ในการปัดนั้นหนักหน่วงยิ่งกว่าที่ท่าทางผิวเผินจะแสดงออกมา
เขาไม่หยุด ขากดรับแรง ดึงกลับ แล้วหมุนกาย ท่าที่สองออกมาจากมุมที่ต่างออกไป ต่ำกว่า เร็วกว่า
หลินตงรับด้วยแขนซ้าย หมุนแรงส่งออกไปด้านข้าง แล้วปล่อยปราณออกมาตามมือขวาเป็คลื่นบางๆ
หลินเย่รู้สึกถึงมันก่อนที่จะโดน ความหนักในอากาศที่แผ่มาจากทิศของมือขวานั้น เขาะโถอยออกสองก้าว ลงพื้นและยืนนิ่ง
ทั้งสองหยุดชั่วขณะ ลมหายใจสม่ำเสมอ ไม่มีผู้ใดหอบ
ท่าต่อมาดุดันขึ้น หลินตงเริ่มใส่ปราณมากขึ้น เสียงที่เกิดขึ้นเมื่อหมัดผ่าอากาศดังชัดและหนักกว่าเดิม ร่างของนางเคลื่อนราวกับว่าอากาศต้องหลีกทางให้มันผ่านไป
หลินเย่สู้ตามกระบวนท่าหมัดพยัคฆ์ซ่อนคมที่หลินตงสอน บทที่หนึ่ง โครงสร้าง บทที่สอง จังหวะ บทที่สาม น้ำหนัก บทที่สี่ เจตจำนง
ทุกบทที่เรียนมาตลอดสามปีไหลออกมาตามลำดับอย่างที่มันควรจะเป็ ไม่มีการกระตุก ไม่มีการขาด่ ทว่ามันยังไม่พอที่จะตามหลินตงได้ทัน
ทุกครั้งที่คิดว่าเห็นช่องว่าง นางก็ปิดมันก่อนที่มือจะไปถึง มันเป็กำแพงที่เคลื่อนที่ได้และคาดเดายาก เพราะมันไม่ได้เคลื่อนตามกฎ หากเคลื่อนตามสัญชาตญาณที่ฝึกฝนมาจนกลายเป็ธรรมชาติ
เขาถอนตัวออกจากการปะทะชั่วครู่ หายใจออก ปล่อยทุกอย่างให้ว่างลง
แล้วจึงเริ่มใหม่
ครั้งนี้ในหัวไม่มีหมัดพยัคฆ์ซ่อนคม มีเพียงภาพหนึ่งที่อยู่กับเขามาตลอดสามปี
ภาพของชายร่างแ่าที่หมุนเอวในจังหวะที่ดาบกวาดออก ไม่ได้ฟาด หากหมุนรับแรงแล้วเบนทิศ การเคลื่อนไหวที่ไม่ได้มาจากแรงกล้ามเนื้อ หากมาจากโครงกระดูกที่ถ่ายเทน้ำหนักอย่างถูกต้อง
หลักการเดียวกับที่หลินตงสอน ทว่าแสดงออกมาในรูปแบบที่ต่างออกไป หลินเย่เดินหน้าเข้าไปอีกครั้ง
ท่าแรกออกมาตามหมัดพยัคฆ์ซ่อนคมตามปกติ หลินตงรับและเบนออกดังที่คาด ท่าที่สองก็เช่นเดียวกัน
หลินตงเริ่มอ่านจังหวะ เริ่มรู้ว่าท่าที่สามจะมาจากทางใด
ทว่าท่าที่สามไม่มา
มือขวากวัดออกในมุมที่ต่ำกว่าปกติ ข้อศอกนำหน้ามือ น้ำหนักลงที่ขาขวาพร้อมกับการหมุนเอวในทิศตรงข้ามกับที่หมัดพยัคฆ์ซ่อนคมสอนไว้
โครงสร้างของหมัดพยัคฆ์ที่ฝึกมาสามปี กับวิถีการถ่ายแรงที่เห็นในคืนนั้น รวมเข้าด้วยกันในจังหวะเดียว
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เพียงท่า หากเป็บางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวหลินเย่ในชั่วเสี้ยวอึดใจนั้น เย็นและตรง ไม่เหลือกลิ่นของการซ้อมอยู่เลยแม้แต่น้อย
มันคือเจตจำนงของคนที่เคยเห็นมาแล้วว่าจุดใดในร่างกายมนุษย์ที่ทำให้ล้มลงได้จริงๆ ข้อศอกมุ่งตรงเข้าหาซี่โครงซ้ายของหลินตง
นางไม่ได้คาดคิดไว้
ปราณของนางปะทุออกมาอย่างฉับพลัน ดาบที่แขวนอยู่ที่เอวถูกชักออกมาในชั่วกะพริบตา ปราณสีน้ำเงินหุ้มใบดาบบางๆ กันเอาไว้ในทันที
เสียงแขนกระทบสันดาบดังขึ้นสั้นๆ แรงสะท้อนผลักทั้งสองออกจากกัน หลินตงถอยหลังสองก้าว หลินเย่ถอยหลังสามก้าว
บนแขนซ้ายของหลินตงที่รับสันดาบไว้ปรากฏรอยแดงจางๆ
ลานฝึกเงียบลง
นางยืนนิ่งอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง สายตาทอดลงไปที่รอยแดงบนแขนของตนเอง แล้วจึงหันมาที่หลินเย่ด้วยสายตาที่เย็นลงกว่าเดิมเล็กน้อย ไม่ใช่ความโกรธ หากเป็การรับรู้ว่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นไม่ควรจะเกิดขึ้นได้ในการซ้อม
"เ้าเด็กคนนี้... คิดจะบั่นชีวิตพี่สาวตนเองหรืออย่างไร"
หลินเย่รีบประสานมือคารวะ
"ขออภัยขอรับ ท่านพี่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ"
หลินตงเดินเข้ามา ยกสันนิ้วขึ้นจิ้มกลางหัวของเขาเบาๆ
"วิชานั้นเ้าฝึกฝนมาจากที่ใดกัน"
"ข้าเพียงจดจำมา"
"จดจำ" นางเอียงหัวเล็กน้อย เดินวนรอบเขาสักก้าวก่อนจะหยุดลงตรงหน้า "เ้าเห็นมาจากที่ใด"
"ข้าเห็นผ่านๆ จริงๆ ขอรับ"
สายตาของหลินตงจับอยู่ที่ใบหน้าของเขาสักครู่ อย่างคนที่รู้ตัวว่าไม่ได้รับความจริงทั้งหมด ทว่าก็ไม่เค้นต่อ
"ก็ได้ หากเ้าไม่ยอมบอก" นางหันออกไป "ทว่าอย่าใช้ท่านั้นอีกในการซ้อม หากข้าชักดาบไม่ทัน เ้าจะต้องอธิบายกับตระกูลเองว่าเหตุใดพี่สาวของเ้าถึงซี่โครงแตก"
หลินเย่ลูบหลังหัวเบาๆ
"ทว่า" นางหยุดก่อนจะหันกลับมาครึ่งตัว "ท่าที่เ้าใช้นั้น หากฝึกให้ถูกทาง มันอาจทำให้หมัดพยัคฆ์ซ่อนคมของเ้ากลายเป็วิชาที่อยู่คนละระดับกับที่ข้าสอนให้"
นางไม่ได้อธิบายต่อ เดินออกไปหาต้นไม้และนั่งลงพักตามปกติ
หลังครึ่งก้านธูปผ่านไป ทั้งสองนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่ หลินเย่หยิบขวดเล็กออกมาจากกระเป๋าข้างเอว เทเม็ดโอสถฟื้นฟูออกมาสองเม็ด ยื่นให้หลินตงหนึ่งเม็ดก่อนจะหยิบอีกเม็ดใส่ปากตนเอง
"เ้าหลอมเองหรือ"
"ขอรับ ฝีมือยังไม่ถึง ทว่าพอใช้งานได้"
หลินตงรับเม็ดโอสถใส่ปากโดยไม่พูดอีก หยิบกระติกน้ำขึ้นมาดื่มก่อนจะส่งให้หลินเย่ เขารับมาดื่มเงียบๆ น้ำเย็นที่ไหลผ่านลำคอตัดกับความร้อนของอากาศบ่าย
"คิดเห็นเช่นไรกับงานแข่ง"
"ข้าไม่ใคร่รู้ความเท่าใดนัก รู้ตัวอีกครา ท่านพี่ก็ลงชื่อข้าเข้าร่วมแข่งเสียแล้ว"
หลินตงหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่บ่อยนักที่เสียงเช่นนี้จะออกมาจากลำคอของนาง
"ด้วยฝีมือเท่าที่มี ยามนี้ข้าคาดว่าเ้าพอจะเบียดเข้าติดหนึ่งในร้อยได้อยู่"
หลินเย่ส่ายหัวเล็กน้อย ไม่ใช่ความถ่อมตัว หากเป็การประเมินที่เขาเชื่อมากกว่าสิ่งที่หลินตงบอก ในสิบตระกูลใหญ่ย่อมมีผู้ที่ฝึกฝนมาในสภาพที่ดีกว่าเขาอีกมากมายนัก
"แล้วท่านเล่า ตอนที่ท่านเข้าแข่ง ท่านได้อันดับที่เท่าไร"
"สองร้อยสามสิบหก"
"จากผู้เข้าแข่งทั้งหมดกี่คนขอรับ"
"พันกว่าคน"
หลินเย่นิ่งรับข้อมูลนั้น โลกภายนอกตระกูลหลินนั้นกว้างใหญ่กว่าที่เห็น เขารู้มาตลอด ทว่าการได้ยินตัวเลขทำให้มันจับต้องได้มากกว่าเพียงความรู้สึก
"ข้าเคยคิดว่าตนแข็งแกร่ง คิดว่ามีพร์" หลินตงพูดเบาๆ เสียงไม่มีความอาย มีเพียงความจริงที่ยอมรับไปนานแล้ว "ทว่าเมื่อได้เจอกระบี่ของนาง ข้ากลับพ่ายแพ้ย่อยยับ"
"กระบี่"
"ใช่ กระบี่ที่ท่วงทำนองลื่นไหลราวกับสายน้ำ คมกระบี่ที่ไร้ช่องโหว่ มองเผินๆ ดูงดงาม ทว่าทุกความงามนั้นล้วนมีเหตุผลด้านการต่อสู้ซ่อนอยู่เื้ัทั้งสิ้น"
"อันดับหนึ่งของรุ่น หลานเหม่ยหลิน"
"พ่ายให้แก่อันดับหนึ่งนับว่าไม่เสียเที่ยว อย่างน้อยท่านพี่ก็มีเื่ไว้เล่าอวดผู้อื่นได้"
หลินตงหันมามองเขาด้วยสายตาที่อยู่กึ่งกลางระหว่างจะดีดหัวกับจะหัวเราะ แล้วก็หันออกไป
"ก็ยังดีที่ตระกูลเห็นฝีมือข้าอยู่บ้าง จึงรับเข้าเป็ทหารประจำตระกูล"
นางเงียบไปสักครู่
"ทว่าเป้าหมายของงานแข่งนั้นไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ฝีมือ"
น้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย พอจะบอกว่าสิ่งที่จะพูดต่อไปนั้นสำคัญยิ่งกว่าทุกอย่างที่ผ่านมา
"เป้าหมายที่แท้จริงคือหอคัมภีร์จวื้อซิงเกอ"
นิ้วของหลินเย่ที่วางอยู่บนเข่ากดลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
"หอคัมภีร์ที่รวบรวมวิชากว่าหนึ่งหมื่นวิชาจากทั่วทุกทวีป" หลินตงพูดต่อ "ผู้ที่เข้าถึงร้อยอันดับแรกจะได้สิทธิ์อ่านคัมภีร์ขั้นพื้นฐาน ห้าสิบอันดับแรกจะถูกคัดเลือกโดยผู้าุโของสำนักใหญ่"
นางหยุดสักครู่ ปล่อยให้ถ้อยคำนั้นจมลงในความเงียบ
"และห้าอันดับสุดท้ายของสิบสุดยอด จะได้เป็ศิษย์สายตรงของเ้าสำนักผู้เลื่องชื่อบนทวีปชิงหรง"
"พวกเขาแข็งแกร่งเพียงใด เ้าสำนักเ่าั้"
"คงเรียกได้ว่าเป็ยอดคนเหนือคนอีกทีหนึ่ง" หลินตงพูดตรงๆ "ข้าเองก็ไม่เคยเห็นกับตา ทว่าที่ได้ยินมานั้น เวลาพวกเขาปรากฏตัวมักะเืฟ้าดิน ไม่ใช่คำพูดเกินจริง หากเป็เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อปราณระดับนั้นรั่วออกมาโดยไม่ตั้งใจ"
บทสนทนาค่อยๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงลมและเสียงใบไม้แทนที่
"สองเดือน" หลินตงพูดขึ้นก่อนจะลุกขึ้นยืน "นั่นคือเวลาที่เหลืออยู่ก่อนการแข่งจะเริ่ม ฝึกให้ดีกว่านี้"
"ขอรับ"
หลินเย่ประสานมือลาหลินตงแล้วเดินออกจากลานฝึก เขาเดินตามเส้นทางของสายรองที่คุ้นเคย พื้นดินใต้เท้าเหมือนเดิม กลิ่นอากาศเหมือนเดิม ต้นไม้ที่ผ่านไปทุกวันเหมือนเดิม
เบื้องหน้าคือประตูตระกูลหลิน เขาหยุดอยู่ที่นั่นสักครู่ มองไปที่ประตูนั้นนานกว่าที่เคยมอง โดยปกติเขาเดินผ่านไปโดยไม่หยุด ทว่าวันนี้ฝีเท้าหยุดลงเองโดยไม่ได้สั่ง
สองเดือน
ตัวเลขนั้นลอยอยู่ในหัวพร้อมกับตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่อยู่มาตลอดสามปีและไม่เคยลืม กู่เหวยบอกไว้ว่าสามปี และเวลาที่เหลือจากสามปีนั้นก็ยาวกว่าสองเดือนไม่เท่าไรนัก
งานแข่งครั้งนี้จึงไม่ใช่การพิสูจน์ฝีมือ มันคือประตูบานสุดท้ายที่ยังเปิดอยู่ก่อนที่หม้อยาใบนั้นจะถึงคราต้องใช้งาน
แล้วฝีเท้าก็ออกเดินอีกครั้ง เย็นและเรียบอย่างเดิมทุกวัน