ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความสุขและอิ่มเอมใจ ทั้งคู่ได้ทำการรักษาชาวบ้านทุกคนจนลืมวันและเวลา กระทั้งพวกมันมารู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่แสงของตะวันใกล้จะหมดลงแล้ว
“ตาย!! พวกเราต้องตายแน่ๆ” อี้หวินกล่าวออก สองเท้าของมันวิ่งไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง
“บ้าจริงๆ เหตุใดตะวันถึงได้ตกลงจากฟ้าเร็วถึงเพียงนี้ได้” ฉางกงก่นด่าต่อดวงอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้า
“พวกเราจะกลับไปทันหรือไม่?” อี้หวินกล่าวออกด้วยความกลัว
“ศิษย์พี่อย่าได้กังวลไป ถ้าอาจารย์จะลงโทษ ข้าจะรับไว้แต่เพียงผู้เดียว ไม่ยอมให้ท่านมาเดือดร้อนด้วยแน่” แม้จะกล่าวออกไปแบบนั้น แต่ทว่าใบหน้าของฉางกงนั้นเต็มไปด้วยความกังวลและความกลัว
ในระหว่างที่เด็กทั้งสองกำลังเร่งฝีเท้ากลับบ้านด้วยความเร็ว ความกังวลและความกลัวทำให้พวกมันทั้งสองมิได้สนใจสิ่งอื่นรอบข้างเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาของพวกมันปรากฎแต่เส้นทางข้างหน้า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้งสองมองข้ามสิ่งสำคัญที่เรียกว่าความปลอดภัย
เงาสีดำทมิฬขนาดมหึมาได้ตามติดพวกมันสองคนไปอย่างเงียบเฉียบ จนเมื่อเห็นว่าเหยื่อได้ก้าวเข้าไปในพื้นที่อันเป็นจุดรกร้างถูกปกคลุมด้วยต้นไม้หนาทึบ มันจึงได้เปิดปากส่งเสียงขู่คำรามออกมา จากนั้นมันได้เปลี่ยนเป็นเสียงกู่ก้องในลำคอ
โฮ่กกกก!!! พร้อมกันนั้นร่างอันใหญ่โตราวๆ10จิ้ง*(33เมตร)ปกคลุมไปด้วยขนสีดำก้าวย่างออกมาจากความมืดมิดหน้าทึบของต้นไม้ใหญ่ มันเผยให้เห็นร่างกายและเขี้ยวสีขาวที่ถูกย้อมด้วยโลหิตจนกลายเป็นสีแดง น้ำหนักคาดคะเนด้วยตาไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นจิน(5000กิโลกรัม)
ทันทีที่เห็นร่างขนาดใหญ่ของอสูรร้าย ใบหน้าของฉางกงและอี้หวินแข็งค้างไปในทันที“ระ...หรือว่านั้นจะเป็นเจ้าถิ่นของป่าแห่งนี้ อสูรระดับปีศาจ หมียักษ์นิลกาฬ!!! ”
ด้วยความเร่งร้อนที่กลัวว่าจะถูกอาจารย์ลงโทษ ทำให้เด็กทั้งสองไม่ได้ระวังตัวและปล่อยให้อสูรร้ายระดับปีศาจตามหลังมาโดยไม่ทันรู้ตัว
“แย่ละสิ!! มันเห็นเราเป็นอาหารที่หลงเข้ามาในถิ่นของมัน!!!” อี้หวินกล่าวออก
ฉางกงหันมองไปยังอสูรร้ายด้วยแววตาตื่นตระหนก “ศิษย์พี่ แล้วพวกเราจะเอาอย่างไรดี? ตัวข้าอยู่ในดินแดนแห่งเทพสงครามขั้นกลาง ส่วนท่านอยู่ในแดนแห่งเทพสงครามขั้นปลาย ถ้าพวกเราร่วมมือกันย่อมมีโอกาสที่จะเอาชนะอสูรปีศาจระดับ2ได้อยู่ที่ราวๆ1ใน10ส่วน”
ได้ยินเช่นนั้น อี้หวินรีบวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ตรงหน้า “ดูเหมือนว่า มันจะติดตามพวกเรามาตั้งแต่ที่เราย่างกายเข้ามาในพื้นป่าแห่งนี้แล้ว ตลอดทางพวกเราก็เร่งฝีเท้าเต็มกำลัง ไม่ได้ผ่อนความเร็วลงเลย แต่ทว่ามันก็ยังสามารถตามเรามาได้ทัน เห็นได้ชัดว่าความเร็วของมันมีเหนือกว่าพวกเราสองคนมาก ถ้าคิดจะหนีโอกาสที่พวกเราจะรอดเป็นศูนย์”
“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือกแล้ว” ฉางกงตัดสินใจตามสิ่งที่คิด มันเร่งเร้าพลังปราณออกมาจากร่างกาย
ได้ยินเสียงของศิษย์น้อง อี้หวินส่ายศีรษะห้ามไม่ให้ลงมือ “เรายังเหลืออีกหนึ่งวิธี ที่ทำให้โอกาสรอดกลายเป็น10ใน10ส่วน ศิษย์น้องเจ้าหนีไปก่อน ตรงนี้ข้าจะถ่วงเวลาและตามไปสมทบทีหลังเอง”
ฉางกงหาได้สนใจ มันโคจรลมปราณไว้ที่ฝ่ามือ และกล่าวออก“วิธีแบบนั้นข้านะรอด แต่ท่านนะตายแน่ เลิกคิดได้ ไม่มีทางที่ข้าจะทิ้งศิษย์พี่ไว้คนเดียว ถ้าอยู่ก็อยู่ด้วยกัน ถ้าตายก็จะตายด้วยกัน”
อี้หวินเป็นคนเลี้ยงฉางกงมาตั้งแต่กำเนิด มันจึงรู้จักนิสัยใจคอของศิษย์น้องคนนี้เป็นอย่างดี ความดื้อรันดึงดันแม้แต่อาจารย์ยังต้องยอมให้ เมื่อฉางกงตัดสินใจที่จะไม่หนี ย่อมไม่คิดเปลี่ยนใจ ประกอบกับเวลาคิดที่กระชั้นชิดเข้ามา อี้หวินจึงทำได้เพียงแต่เร่งเร้าลมปราณเทวะอุดรออกมาปกคลุมร่างกาย “น้องเล็กเจ้าอย่าได้ห่างจากข้าเป็นอันขาด”
“ศิษย์พี่ ท่านนั้นแหละที่ต้องระวังตัวให้ดี” ฉางกงกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม ลมปราณเทวะอุดร ถูกใช้ออกมาพร้อมกับการลงมืออย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มวัยห้าปีสะบัดมือใช้ออกด้วยฝ่ามือภูตอุดรทันที
หากมีผู้ใดผ่านมาและได้เห็นภาพตรงหน้านี้ ถึงจะนำไปเล่าต่อก็ไม่มีใครเชื่อถืออย่างแน่นอน การที่เด็กหนุ่มสองคนมีอายุรวมกันไม่ถึง15ปี แต่กลับสามารถเผชิญหน้ากับอสูรปีศาจขั้น2ที่มีพลังเทียบเท่ากับราชันเทพสงครามอย่างห้าวหาญเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อเกินไป
อี้หวินไม่รอช้าท่าเท้าภูตมายาแปดทิศ หนึ่งในกระบวนท่าของลมปราณเทวะอุดรถูกนำออกมาใช้ ร่างของอี้หวินทะยานอยู่เหนือศีรษะของหมียักษ์กลืนอสูรจากนั้นมันเปลี่ยนปราณเทวะอุดรเป็นเข็มแหลมและสะบัดออกไปหมายจะให้แทงทะลุร่างของอสูรร้าย
เพียงแค่หนึ่งการตวัดอุ้งตีนของหมีร้าย ปราณเทวะอุดรของฉางกงเหลือเพียงแต่สายลม
อี้หวินโบกมือเรียกใช้งานแหวนมิติ ขวดโอสถสีขาวใสปรากฏอยู่ในหว่างนิ้วทั้งสอง จากนั้นมันได้สะบัดมือปลดปล่อยของเหลวด้านในให้กระจายไปตามสายลม ชโลมเข้ากับร่างกายของอสูรร้าย อึดใจต่อมาของเหลวได้รวมตัวเป็นม่านกระจกใส กักขังหมียักษ์นิลกาฬเอาไว้
“ได้โอกาสละ” ฉางกงใช้จังหวะนี้พุ่งร่างเข้าประชิดอสูรร้ายด้วยความกล้า คราวนี้มันรวมปราณเทวะอุดรไว้ที่ฝ่ามือ “กระบวนท่าฝ่ามือภูตอุดร” ถูกใช้ออกมาและซัดเข้าใส่ร่างขนาดยักษ์ของอสูรร้ายถึงสามครั้ง
ตูม ตูม ตูมมม!!! การโจมตีประสานของทั้งคู่ ทำให้หมียักษ์นิลกาฬต้องส่งเสียงร้องอันโหยหวนออกมา
เพลิงโทสะปรากฏอยู่นัยน์ตาของอสูรร้าย การถูกเหยื่อหันคมเขี้ยวกลับมาทำร้าย ได้เพิ่มพูนความโกรธแค้นเกรี้ยวกราดให้แก่มัน หมียักษ์ยกอุ้งมือขึ้นมาและทุบไปยังม่านพลังของอี้หวิน พริบตาเดียวม่านพลังพลันแตกสลาย ร่างของอสูรร้ายถูกปลดปลอยจากพันธนาการทันที
ดวงตาของเด็กหนุ่มทั้งสองเบิกกว้าง ทั้งคู่รู้ดีว่า โอสถที่ใช้กักขังศัตรูตรงหน้า เป็นโอสถสวรรค์ที่อาจารย์ของพวกมันสร้างขึ้น หากแต่กลับไม่สามารถต้านทานโทสะของอสูรร้ายได้
อี้หวินพึมพำออกมา “เป็นเพราะระดับการบ่มเพาะที่แตกต่างกันถึงหนึ่งดินแดน ทำให้ข้าไม่สามารถดึงพลังของโอสถสวรรค์คุ้มกายออกมาได้”
เวลาเดียวกันนั้นฉางกงตะโกนขึ้นสุดเสียง “ศิษย์พี่ลืมเรื่องพวกนั้นไปก่อน มันโจมตีเข้ามาแล้ว”
โฮ่กกก!! ร่างของหมียักษ์มีน้ำหนักถึงหมื่นจิน ทว่าด้วยกล้ามเนื้อขาอันทรงพลังทั้งสี่ข้างกลับช่วยให้มันเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วคล่องแคล่วผิดไปจากขนาดตัว
เพียงพริบตาเดียวร่างอันมหึมาก็ได้มาปรากฏอยู่เบื้องหน้าของฉางกงทันที อุ้งมืออันใหญ่โตตะปบไปยังร่างอันบอบบางที่ยังไม่โตเต็มวัยของเด็กคนหนึ่ง
“บ้าจริง!!” ฉางกงสบถออก จากนั้นมันปลดปล่อยลมปราณเทวะอุดรทั้งหมดในร่างกายออกไปข้างหน้า จนกลายเป็นกลุ่มก้อนประหนึ่งเกราะป้องกัน เข้ารับแรงกระแทกจากอุ้งมือของอสูรร้าย
ตูมมม!!! แม้ปราณเทวะอุดรจะสามารถช่วยลดทอนความรุนแรงลงได้ แต่ด้วยแรงกระแทกที่เหลือ ส่งร่างของฉางกงให้ลอยกระเด็นไปไกลประดุจว่าวที่สายป่านขาด!!!
“น้องเล็ก!!!” อี้หวินตะโกนออกด้วยความโกรธแค้น มันเหยียบอากาศด้วยท่าเท้าราชาอุดร การเคลื่อนไหวของอี้หวินประดุจสายลม เพียงพริบตาเดียวมันก็ได้เคลื่อนตัวไปอยู่เหนือศีรษะของอสูรร้าย อี้หวินโคจรปราณเทวะอุดรในร่างออกมาและสร้างมันให้กลายเป็นมีดสั้นขนาดเท่าฝ่ามือ“คมศาสตราแห่งอุดรเทวะ” สิ้นเสียง เด็กหนุ่มได้แทงสวนออกไปอย่างรวดเร็วและทรงพลัง แฝงด้วยความดุดันทั้งหมดที่มีอยู่!!!
แน่นอนว่านี้คือความโกรธแค้นที่อี้หวินมีต่ออสูรร้าย ตัวมันและฉางกงแม้จะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่ทว่าตั้งแต่จำความได้ ทารกน้อยฉางกงก็อยู่บนหลังของมันมาตลอดการเดินทางกับท่านอาจารย์ ดังนั้นความสัมพันธ์ของเด็กน้อยทั้งสองคน จึงเปรียบประดุจพี่น้องที่คลานตามกันมา