ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    ข้าน้อยมิมีแซ่ขอรับ 2


    “หยุดเลย!” ฉันบอกให้คนเหล่านั้นหยุดตะโกนสักที ในนี้มันยิ่งก้องๆอยู่ด้วย แก้วหูจะแตก!เงียบกริบ เออดี ค่อยสบายหูหน่อยคราวนี้ฉันลองขยับตัวอีกครั้ง เห็นว่าเริ่มขยับได้บ้างแล้วก็ค่อยโล่งใจหน่อย นึกว่าจะเป็นง่อยจริงๆซะแล้วฉันพยายามจะลุกขึ้น แต่ก็เหมือนคนอ้วนที่ลุกไม่ขึ้นเพราะติดพุง เลยล้มหงายๆอยู่หลายที‘ให้ชายผู้นี้ช่วยสิ’เออจริง ฉันกลอกตาให้กับความโง่ของตัวเองหนึ่งครั้ง ก่อนจะมองมายังชายที่ดูเหมือนว่าจะได้สติแล้ว กำลังนั่งคุกเข่าอยู่เหมือนคนอื่นๆ แต่ตานี่จ้องฉันเหมือนปลาบปลื้มอะไรสักอย่าง อย่างน้อยก็ไม่ก้มหน้าก้มตาเหมือนที่เหลือก็ถือว่าใช้ได้“เจ้าช่วยพยุงข้าที” ต้องขอบคุณความทรงจำของยัยนี่มากจริงๆ ที่ทำให้ฉันสามารถพูดคุยอย่างที่คนที่นี่ได้อย่างปกติ“ขะ…พ่ะย่ะค่ะ” เขาตอบรับด้วยคำราชาศัพท์อย่างลนลาน ก่อนจะรีบลุกขึ้นประคองฉันให้ลุกขึ้นนั่งและนั่นทำให้ฉันรู้ความจริงอีกอย่างหนึ่ง คือที่ฉันลุกไม่ขึ้นนั้นเป็นเพราะเครื่องประดับบนหัวทั้งหลายแหล่ของฉันนี่แหละ ขนาดมีคนช่วยประคองคอไว้ยังรู้สึกหนักขนาดนี้ ถ้าฉันยังคงดื้อดึงจะลุกเองฉันคงคอหักตายพอดี โอ๊ย...ปวดคอเท่านั้นยังไม่พอ เมื่อนั่งได้แล้วฉันยังสังเกตเห็นชุดที่ฉันใส่อยู่ มันสวยมากก็จริงแต่มันเยอะมาก แบบว่ามันมากเกินไปใส่หลายชั้นไม่พอยังหนาและยาวรุ่ยร่ายอีกด้วย เห็นได้จากชายชุดยาวจนคลุมแท่นทองไปจนถึงพื้นเฮ้ยๆๆๆ นี่มันทองจริงนี่ ทองอันเบ้อเริ่ม พอมองทอดสายตาไปก็เห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม แต่ที่สะดุดตาที่สุดก็คือ กองเงินกองทองที่กองวางเรียงรายอยู่รอบๆ สุดยอด ไม่น่าล่ะถึงมีโจรมาปล้น เป็นฉันก็ปล้น เหอะๆ‘ทั้งหมดนี่ของเธอหมดเลยเหรอ’ซูเจินส่ายหน้าเล็กน้อย ‘ของเจ้า’ได้ยินอย่างนั้นฉันก็อดเอามือลูบๆแท่นทองที่นั่งอยู่ไม่ได้ นี่ยกให้ฉันทั้งหมดเลยสินะ แหมน่ารักจริงๆ“พระนางซูเจินพ่ะย่ะค่ะ?” ชายคนที่ประคองฉันนั่งเอ่ยถาม คงเห็นฉันมัวแต่มองทอง เอ่อ...มัวแต่มองเหม่ออยู่‘เธอไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ไม่ใช่เหรอ? ทำไมเขาถึงพูดราชาศัพท์กับเธอ?’‘ข้าถูกอวยยศเป็นฮองเฮาในองค์ฮ่องเต้รัชสมัยถัดมา’ซูเจินตอบด้วยสีหน้ารังเกียจ เพิ่งรู้ว่าต่อให้สวยแค่ไหนก็น่าเกลียดได้นะเนี่ย“พูดธรรมดาก็พอข้าไม่ได้เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์” ฉันพูดเรียบๆเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของซูเจิน ว่าไม่ได้ต้องการยศศักดิ์ที่อวยให้หลังจากเธอตายไปแล้ว“แต่พระองค์…”“ข้าไม่ได้ต้องการ” ฉันพูดขัดก่อนที่เขาจะแย้งอะไร“ขอรับ” เขาตอบก่อนจะก้มหน้าลงพอลองมองดูดีๆแล้วชายคนนี้ก็หน้าตาดีใช่ย่อย ถ้าเป็นที่โลกเดิมก็คงเหมือนพวกเน็ตไอดอลแนวใสๆน่ารักๆล่ะมั้งว่าแต่พวกคนที่อยู่ข้างหลังจะสั่นกันไปถึงไหน ขนาดก้มหน้าเอาหน้าผากแตะพื้นอยู่ยังรู้เลย ส่วนคนที่นั่งอยู่กับพื้นข้างๆก็สั่นน้อยๆ แต่เก็บอาการได้ดีกว่า แถมยังพูดคุยกับเธอได้อีกแต่จะสั่นกลัวก็ไม่แปลก เห็นศพลุกขึ้นมานั่งคุยด้วยได้นี่ไม่เป็นบ้าไปเสียก่อนก็นับว่าเก่งแล้ว หากเป็นโลกนี้คงพูดว่า“ไม่เลว”‘คนผู้นี้สาบานว่าจะรับใช้เจ้าไปจนตาย’ห๊ะ ฟื้นมาไม่ทันไรก็มีคนมาสาบานรับใช้แล้ว?“เจ้าสาบานจะรับใช้ข้าใช่หรือไม่?”ชายผู้นั้นเงยหน้ามองสตรีโฉมสะคราญทันที ก่อนจะก้มหน้าลงอีกครั้งเมื่อเห็นว่าตนถูกมองอยู่ก่อนแล้ว จะไม่ให้เขาตกใจได้อย่างไร เขาเพียงเอ่ยในใจเท่านั้นหาได้พูดออกไปไม่“ขอรับ”“เช่นนั้นเจ้ามีชื่อแซ่ว่าอย่างไร บอกนามให้ข้ารู้ได้หรือไม่?” จือเหลียงพยักหน้าพร้อมยิ้มอย่างดีใจ เขาสังเกตได้ว่าตั้งแต่พระนางพูดกับเขา พระนางก็ใช้น้ำเสียงอ่อนโยนมาโดยตลอดหาได้ตะคอกเสียงแข็งใส่เขาไม่ ด้วยความที่เขานั้นเป็นคนฉลาดหลักแหลมและช่างสังเกต ทำให้รู้ได้ว่านายใหม่ของตนนั้นเป็นต้องเป็นคนที่เอาใจใส่ลูกน้องเป็นอย่างดีแน่ถ้าถามว่าแล้วที่ผ่านมาทำไมเขาถึงได้ดูอ่อนแอและไม่ทันคนเช่นนั้น ก็ต้องบอกว่าเป็นเพราะเขาแกล้งทำเท่านั้น ยอดไผ่โอนเอนลู่ตามลมเท่านั้นจึงจะอยู่รอด“ข้าน้อยมีนามว่าจือเหลียง แซ่กะ…” ข้าชะงักก่อนจะหันไปมองยังคน ‘แซ่เกา’ ที่อยู่ด้านหลัง เห็นเขาเงยหน้าขึ้นมามองด้วยแววตาวิงวอนและลุ้นระทึก จือเหลียงหรี่ตามองเล็กน้อยก่อนจะหันหน้ากลับมามองตอบพระนางอย่างแน่วแน่“ข้าน้อยมิมีแซ่ขอรับ”เงียบชี่~สักพักฉันก็ได้ยินชื่อของจือเหลียงจากคนที่เขาหันไปมองในตอนแรกแผ่วเบา เพราะว่ามันเงียบมากต่อให้เสียงนั้นจะเบาแค่ไหนมันก็ได้ยิน และอย่างที่บอกไปในนี้เสียงมันก้องฉันหันมองสลับระหว่างชายคนนั้นกับจือเหลียงไปมาอย่างสงสัยและงุนงง ไม่เข้าใจว่าพวกเขามีเรื่องอะไรกัน สาบานได้ว่าฉันเห็นเขาจ้องมองแผ่นหลังของจือเหลียงด้วยสายตาสำนึกผิดสุดชีวิต สำนึกผิด?“ถ้าเช่นนั้นต่อไปนี้แซ่ของเจ้าคือ แซ่เว่ย นามจือเหลียง” พอฉันพูดไปเท่านั้นแหละ โอ้โห ทุกสายตาหันมามองฉันแทบจะทันทีเพียงแต่สายตานั้นแตกต่างกันไปจือเหลียงนั้นมองฉันอย่างตกตะลึงแต่ก็ฉายแววดีใจ แต่สายตาของอีกคนนั้นมองฉันด้วยแววตาตัดพ้อน้ำตาคลอเบ้า เอ้า! ฉันทำอะไรผิดล่ะทำไมมองฉันอย่างนั้น? ส่วนคนที่เหลือมองฉัน ไม่สิ มองจือเหลียงด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ?‘ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?’ ฉันถามซูเจินที่กำลังหัวเราะจนตัวงออยู่กลางอากาศ ถึงคนอื่นจะมองไม่เห็นเธอแต่ก็เกรงใจฉันหน่อยเหอะ เสียงหัวเราะของเธอมันดังก้องอยู่ในหัวฉันวิ้งๆอยู่เนี่ย เสียงหัวเราะช่างดูสะใจมากจริงๆ‘หรือเขาห้ามให้คนอื่นใช้แซ่ของตัวเอง?’ คนที่นี่เขาถือกันหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจซูเจินยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตาที่หางตาเล็กน้อย ก่อนจะลอยไปยืนด้านหลังของจือเหลียง‘ก็มิใช่เรื่องผิด คนรับใช้สนิทหรือคนเก่าแก่ในตระกูลก็สามารถใช้แซ่เดียวกับนายตนได้ หากผู้เป็นนายอนุญาตและเอ่ยตั้งให้’อ้าว แล้วทำไมมองฉันแบบนั้น? หรือเป็นเพราะว่าตกใจที่ฉันมอบแซ่ให้ทั้งๆที่เพิ่งรู้จักงั้นเหรอ“ข้าอนุญาตเจ้า จือเหลียงเพราะเจ้าสาบานจะรับใช้ข้า ต่อไปนี้เจ้าจะเป็นคนของตระกูลเว่ยไม่ต้องตกใจไป” ฉันเอ่ยปลอบ แต่…แต่ทำไมถึงมีปฏิกิริยาแบบนั้นกันเล่า! คนที่น้ำตาคลอเบ้าอยู่ก็ไหลพรากลงมาอย่างกับทำนบแตก คนที่เหลือก็หมอบราบไปกับพื้นส่วนซูเจินงอตัวหัวเราะกลิ้งไปกลิ้งมาบนอากาศแล้วส่วนฉันอ้าปากเหวออย่างงงๆ‘ฮ่าๆๆๆๆ เจ้านี่ช่างตลก ข้าเลือกคนมิผิดจริงๆ’‘อะไรอ่ะ? ฉันทำอะไรผิดกันแน่บอกที’ซูเจินหยุดหัวเราะ แล้วหันมามองฉันด้วยสีหน้าที่กลั้นขำสุดชีวิต ชาตินี้ฉันจะรู้เรื่องไหมเนี่ย ชีวิต…‘มิผิดๆ เจ้าสองคนนั้นทะเลาะกันใหญ่โตแต่เจ้ารู้หรือไม่ว่า เจ้านี่’ ซูเจินลอยมาชี้ที่จือเหลียง ก่อนจะลอยไปชี้ที่ชายอีกคน ‘และเจ้านี่’ ซูเจินกัดฟันกลั้นขำอีกครั้ง‘เป็นพี่น้องแท้ๆกัน’เป็นพี่น้องแท้ๆกันเป็นพี่น้องแท้ๆกันเป็นพี่น้องแท้ๆกันWhat!! ฉันเบิกตากว้างทำหน้าเหวอยิ่งกว่าเดิมสองคนนั้นเป็นพี่น้องกันก็ต้องใช้แซ่เดียวกัน แต่ฉันกลับมามอบแซ่ให้อีกคนตอนที่กำลังทะเลาะกันฉิบหาย! ไม่ใช่ว่าฉันทำให้ครอบครัวคนอื่นเขาแตกแยกกันหรอกเรอะ!