ตอนที่ 5ปกป้องคนของตัวเอง (1)
เหลือทนจริงๆ กล้ามาแย่งอาหารของลูกศิษย์เขาเรอะ! ไอ้หมอนี่ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วรึไง
หลินเฉินปรายตามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเยือกเย็นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่บ่งบอกว่า ‘คนแปลกหน้าอย่าได้มาแหย็ม’ และแค่ปรายตามองครั้งเดียวก็ทำให้คนผู้นั้นขนลุกไปทั้งตัว
“มองอยู่นั่น! มองอะไรไม่เคยเห็นคนหล่อรึ” คนผู้นี้...ใครกัน ทำไมสายตาถึงได้น่ากลัวแบบนี้ แต่จะทำตัวอ่อนแอไม่ได้เผิงหยางฮุยฝืนพูดตอกกลับ
หลินเฉินแค่นหัวเราะเ็าในใจ ‘อย่างนายเนี่ยนะยังมีหน้าเรียกว่าหล่อคนอื่นเห็นแล้วอยากจะหัวเราะเยาะจนฟันร่วง อย่าเพิ่งพูดถึงตัวหลินเฉินเอาแค่หน้าตาฉือม่อคนเดียว ก็เพียงพอที่จะโค่นล้มนายไปได้หลายขุมแล้ว!’ผู้าุโหลินเฉินที่เอ็นดูฉือม่อเหมือนลูกชายอดไม่ได้ที่จะเทียบนักเลงตรงหน้ากับลูกศิษย์ตัวเองสุดท้ายก็พบว่าเทียบกันไม่ติดเลยสักนิด
ฉือม่อไม่อยากทำให้กลายเป็เื่ใหญ่หากอีกฝ่าย้าแค่เสี่ยวหลงเปาไส้มันปู ก็ย่อมประนีประนอมกันได้ยิ่งไปกว่านั้นอาจารย์ของเขาก็อยู่ตรงนี้ด้วยเขาไม่อยากให้เื่มันใหญ่โตไปมากกว่านี้ จะได้ไม่ส่งผลกระทบไปถึงตัวอาจารย์
เขาลุกขึ้นทำความเคารพเผิงหยางฮุย จากนั้นก็เงยหน้าพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบที่ไม่อาจนิ่งมากไปกว่านี้ได้แล้ว “หากศิษย์พี่้าเพียงเสี่ยวหลงเปาไส้มันปูละก็เชิญท่านนำไปเถิดขอรับ”
‘อะไรนะ! เ้าเด็กนี่โง่หรือ เสี่ยวหลงเปาไส้มันปูที่อร่อยขนาดนี้เขาจะยกให้ไอ้ระยำนั่นง่ายๆ เหรอ น่าโมโหเป็บ้า! ยิ่งไปกว่านั้นเ้าเด็กนี่ยังไม่ได้กินเลยสักคำด้วย’
เขารู้สึกได้ถึงสายตาเย็นะเืด้านหลังฉือม่อหันกลับไปมอง ก็เห็นอาจารย์กำลังจ้องแผ่นหลังของเขาอย่างเหี้ยมโหดอยู่พอดีแววตานั้นจ้องเขม็งราวกับจะขุดหลุมขนาดใหญ่ให้ได้ถึงจะยอมเลิกราเขาชะงักและรับรู้ความหมายในทันที มุมปากพลันยกยิ้มเริงร่าเบิกบานดุจทานตะวันกลางแสงอาทิตย์อย่างไม่รู้ตัว
จากนั้นหลินเฉินก็เห็นเพียงริมฝีปากของอีกฝ่ายขยับเล็กน้อยและเอ่ยขึ้นไม่กี่คำเบาๆเขาแค่มองก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเอ่ยอะไร
‘อาจารย์ ไม่ต้องเป็ห่วงไปขอรับ’
‘ใครเป็ห่วงเ้ากัน! ข้าแค่เสียดายเสี่ยวหลงเปาเข่งนั้นต่างหากเล่า’ หลินเฉินหันหน้า เบนสายตาออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นอาจารย์หันหน้าหนีรอยยิ้มบนใบหน้าฉือม่อก็เลือนหายไปทันทีราวกับว่าคนที่ยิ้มอย่างเบิกบานใจเมื่อครู่นั้นไม่ใช่ตัวเขาเขาเคลื่อนสายตาไปจับจ้องคนตรงหน้าด้วยสีหน้าและแววตาเยือกเย็น
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ข้าก็ขอรับเสี่ยวหลงเปาเข่งนั้นเอาไว้ลิ้มรสแทนศิษย์น้องแล้วกันนะ”เผิงหยางฮุยเตรียมจะก้าวเดินไป แต่อยู่ดีๆ ลูกน้องข้างกายก็เดินมากระซิบสองสามคำใบหน้าเผิงหยางฮุยเปลี่ยนสีไปในฉับพลัน
หากบอกว่าเมื่อครู่เขาแสดงท่าทีดุดันเล็กน้อยเช่นนั้นตอนนี้ก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังเขามองอีกฝ่ายด้วยสายตาแกมประเมินแล้วเอ่ยถาม“เ้าก็คือเด็กที่ผู้าุโหลินเฉินอุ้มกลับมาสินะ”
ฉือม่อชะงัก คิดไม่ถึงว่าจะมีคนรู้จักเขาด้วยจึงรีบหันไปเอ่ยตอบ “ใช่ขอรับศิษย์พี่ ข้าชื่อฉือม่อ”
หลินเฉินเองก็โดนประโยคนั้นของเผิงหยางฮุยดึงดูดไปเช่นกันเขายกมือขึ้นมาเท้าศีรษะข้างหนึ่ง ขณะที่มืออีกข้างขยับนิ้วเคาะลงบนโต๊ะเบาๆพลางกลอกตามอง
นี่เขาทำตัวโอ้อวดซะใหญ่โตขนาดนั้นเชียวหรือตอนแรกก็เมิ่งฉิว ต่อมาก็ไอ้เด็กนี่ ตัวหลินเฉินเองคงไม่รู้เท่าไรว่าั้แ่ที่ตนอุ้มฉือม่อกลับมาในวินาทีนั้นข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วสำนักแล้วแค่วันเดียวทุกคนก็รู้กันถ้วนหน้าว่าผู้าุโหลินเฉินอุ้มเด็กคนหนึ่งกลับมา
นอกจากลูกศิษย์ที่เฝ้าประตูในวันนั้นแล้วทุกคนต่างไม่เคยเห็นว่าเด็กคนนั้นหน้าตาเป็อย่างไร เพียงได้ยินจากคำบอกเล่าของเขาว่าผอมโซใบหน้าดำเขรอะจนมองไม่ออกว่าหน้าตาเป็เช่นไร แต่จากที่เขาเห็นต้องน่าเกลียดมากแน่ๆ ไม่ได้ครึ่งของศิษย์พี่ลู่เลยด้วยซ้ำคนแถวนั้นต่างทอดถอนใจกันยกใหญ่ แม้ศิษย์พี่ลู่จะไม่ดูดีเท่าผู้าุโหลินเฉินแต่ก็นับเป็ชายหนุ่มรูปงามที่หาตัวจับยากในร้อยวันพันปีเ้าเด็กน้อยคนนี้จะไปเทียบเคียงศิษย์พี่ลู่ได้อย่างไรกัน
วันนี้พอได้เห็นคนในคำเล่าลือตัวจริงแล้ว...เ้าคนที่ปล่อยข่าวจงออกมาเสีย! เขาดำตรงไหนกัน ถึงจะผอมไปสักหน่อยก็จริงแต่ก็ไม่มีอะไรที่เชื่อมโยงกับคำว่าน่าเกลียดเลยสักนิด ที่จริงสายตาของผู้คนมากมายก็ล้วนถูกดึงดูดไปั้แ่ตอนที่คนทั้งสองเพิ่งเดินเข้ามาแล้ว
ดูท่าเด็กน้อยจะอายุราวๆ แปดถึงเก้าขวบได้ ผิวพรรณขาวผ่องใบหน้ากลมมน ั์ตาดำขลับราวไข่มุกดำ ทว่าใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นอวบอูมดูไม่น่ารักเอาเสียเลย แต่ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขาคนนั้น ดูแล้วน่าจะอายุยี่สิบสามถึงยี่สิบสี่ปีได้แม้หน้าตาจะดูธรรมดามาก แต่กลับไม่อาจละสายตาไปได้
และตัวหลักที่ถูกพูดถึงอยู่นั้นก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกันสายตาของผู้คนในโรงอาหารเหอซือซ่านต่างจับจ้องมาที่พวกเขาโดยมิได้นัดหมายเวลานี้แม้หลินเฉินจะอยากทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตนมากแค่ไหน ก็ทำต่อไปไม่ได้แล้ว
“เช่นนั้นก็ดีฉือม่อ เ้าบอกข้ามาหน่อยซิเหตุใดตอนนี้เ้าถึงมาปรากฏตัวอยู่ในยอดเขาฉางเจี้ยนได้เล่า” ในสถานการณ์ปกติผู้คนที่อยู่ระหว่างสองยอดเขาจะไม่รบกวนซึ่งกันและกันฉะนั้นการที่ฉือม่อมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ย่อมทำให้พวกเขาสงสัยมากจริงๆ
ตอนนี้หลินเฉินนึกเสียใจเป็อย่างมากหากรู้แต่แรกคงเอาลูกกลอนแปลงโฉมให้ฉือม่อกินไปด้วยแล้วคิดไม่ถึงว่าวันนั้นที่ฉือม่อซบอยู่ในอ้อมกอดเขาแบบนั้น จะยังมีคนมองออกอีกแม้ภายหลังทุกคนก็ต้องรู้เื่นี้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ควรมารู้เอาตอนนี้นี่!
ต้องโทษไอ้หมอนั่นคนเดียวเลย ถ้าไม่ใช่เพราะมันทุกคนก็ไม่มีทางรู้ ในขณะเดียวกัน จู่ๆลูกน้องที่เข้าไปกระซิบกับเผิงหยางฮุยคนนั้นก็รู้สึกหนาวเยือกจนตัวสั่นเขาเหลือบมองด้านนอกทีหนึ่งก็พบว่าสภาพอากาศก็ดูปกติดีแต่เหตุใดเขาถึงได้หนาวเย็นขึ้นมาเล่า
ฉือม่อสับสนขึ้นมาทันใด หากจะบอกว่าอาจารย์พาเขามาก็ไม่ได้จริงไหม‘ไม่ ไม่ได้! แบบนี้จะพลอยทำให้อาจารย์ต้องลำบากไปด้วย’ เมื่อเห็นฉือม่อขมวดคิ้วครุ่นคิดเผิงหยางฮุยก็ขยับริมฝีปากยิ้มเยาะ
ที่จริงเขาต่างหากที่สงสัยในตัวฉือม่อมากที่สุดในงานพิธีรับศิษย์ก่อนหน้านี้ เขาเคยกราบไหว้หลินเฉินเป็อาจารย์อีกฝ่ายกลับปฏิเสธเขาอย่างไม่ลังเล หลินเฉินแห่งสำนักเชวี่ยอวิ๋นชื่อเสียงเรียงนามนี้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรในแต่ละวันจะมีผู้คนเดินทางมาสำนักเชวี่ยอวิ๋นเพื่อกราบไหว้ให้หลินเฉินรับเป็ศิษย์จำนวนนับไม่ถ้วนซึ่งเขาก็เป็หนึ่งในนั้น ทว่าตลอดหลายปีมานี้ หลินเฉินไม่เคยรับผู้ใดเป็ศิษย์เลยสักคน
เขาแค่ไม่เข้าใจว่าตนเองสู้เ้าเด็กคนนี้ไม่ได้ตรงไหนนอกจากหน้าตาอีกฝ่ายจะดูดีกว่าหน่อย...แต่นั่นจะไปมีประโยชน์อะไรบนโลกนี้วัดกันด้วยความสามารถ หน้าตานั้นไม่มีประโยชน์เลยสักนิดมิหนำซ้ำเ้าหมอนี่ยังเป็คนที่ผู้าุโอุ้มกลับมาเองกับมือด้วยอีก
พูดง่ายๆ ก็คือ เขาอิจฉาฉือม่อนั่นเอง
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/270f92ed871ddcac593159d4b48f26a8