แสงแฟลชจากกล้องนับสิบตัวกระพริบวาบติดต่อกันจนเกิดเป็เสียง แชะ! ที่ดังระงมไม่ขาดสาย ในห้องแถลงข่าว ดนุพงษ์ ชายนักธุรกิจวัยห้าสิบปี ศีรษะโล้นเลี่ยน ใบหน้าอวบอูม ยืนบนเวที ดวงตาแหลมเล็กหลังกรอบแว่นสั่นระริกด้วยแรงโทสะ ชุดสูทสีดำรัดตึงจนแทบปริแตกตามจังหวะการหายใจที่กระชั้นถี่ของเขา
“ผมจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ต้องชดใช้”
ดนุพงษ์ตวาดลั่นพลางชี้นิ้วกร้าวใส่เลนส์กล้อง ความเคียดแค้นจากการสูญเสียเม็ดเงินหลักหมื่นล้าน จากแผนการสกปรกที่ถูกวางไว้จากปีศาจนักควบรวมธุรกิจ
“คุณมีหลักฐานยืนยันไหมคะว่าคุณอดิศรคือผู้อยู่เื้ัเื่ทั้งหมด” นักข่าวสาวคนหนึ่งถามพลางยื่นไมโครโฟนเข้าไปใกล้
ดนุพงษ์เค้นยิ้มเหยียด มือที่สั่นเทาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาชูกลางแสงแฟลช
บนหน้าจอแสดงคลิปวิดีโอของ อดิศร รัตนาธาร ชายหนุ่มรูปงามที่กำลังนั่งสนทนากับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทกันต์ตระลักษ์ในร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง
“นี่ไงครับหลักฐาน …อดิศรแอบไปดีลลับหลังกับบริษัทกันต์ตระลักษณ์ ก่อนจะกุหลักฐานเท็จขึ้นมาสร้างความเสียหายให้กับบริษัท ลำนำ พานีนอกจากนี้เขายังหลอกใช้นักศึกษาฝึกงานตาดำๆ ให้เดินเื่กลั่นแกล้ง ใส่ร้ายธุรกิจผม!”
เขากวาดตามองเหล่านักข่าวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยไฟแค้น “อดิศรคือบุคคลอันตราย... เป็ปีศาจที่ทำลายชีวิตคนอื่น คนชั่วช้าแบบนี้ มันควรมีที่ยืนในสังคมเดียวกับเราได้ยังไงครับ!”
หลังจากการแถลงข่าวสะท้านวงการครั้งนั้น ชื่อของ อดิศร รัตนาธาร ก็ระเหยหายไปจากวงการธุรกิจ กิจการน้อยใหญ่ของเขาถูกเทขายทอดตลาดอย่างรวดเร็วราวกับขยะไร้ค่า และผู้ที่เข้ามาช้อนซื้อไปทั้งหมดก็คือ หยงชาง นายทุนจีนผู้มีอิทธิพลกว้างขวางภายใต้ร่มเงาของ CK กรุ๊ป ั์ใหญ่ระดับเอเชีย
“แกได้ข่าวคุณอดิศรบ้างไหม” นักศึกษาสาวร่างท้วมเอ่ยถามเพื่อนร่วมรุ่นที่รู้จักกับชายผู้นั้นเป็อย่างดี
“เงียบไปเลย... ฉันขาดการติดต่อกับเขาไปั้แ่วันนั้นแล้ว” หญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้มตอบพลางถอนใจ
"เห็นว่าทุกธุรกิจของอดิศรโดน CK กรุ๊ปเทคโอเวอร์ไปหมดเลยนี่ จากนั้นเขาก็หายหน้าไปเลย… "
“หึ... พวกนายทุนหัวหมอ” หญิงสวมแว่นเค้นเสียงหัวเราะประชดในลำคอ “ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาเพื่อความมั่นคั่ง จนไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนขนาดไหน คนพวกนี้เข้ามากอบโกยแล้วก็สูบทรัพยากรในบ้านเราไปจนหมด …หึ! ฉันว่าคุณอดิศรคงไม่หายไปแบบสูญเปล่าหรอก เผลอๆ ตอนนี้เขาอาจกำลังหาทางเอาคืนอย่างสาสมกับที่ทำให้เขาไม่เหลืออะไร และฉันก็จะคอยเชียร์ให้เขากลับมาทำลายล้างคนพวกนี้ให้จมดินให้ได้”
ในแวดวงธุรกิจ อดิศรถูกขนานนามว่าเป็ ปีศาจร้ายแห่งการลงทุนชีวิตของเขาขับเคลื่อนด้วยความทะเยอทะยานที่ไร้ขีดจำกัด การได้มาซึ่งความรุ่งโรจน์คือซากปรักหักพังของคู่แข่งและรอยแค้นที่สลักลึกในใจของผู้ที่ถูกเขาเหยียบย่ำ แม้แต่คนสนิทที่เป็ดั่งมือซ้ายขวา หากหมดประโยชน์เมื่อใด เขาก็พร้อมจะสะบัดทิ้งอย่างไม่ใยดี
หนึ่งในเื่อื้อฉาวที่ยังถูกโจษจันไม่รู้ลืม คือการใช้ความรักเป็การสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง เขาคบหากับนางเอกแถวหน้าเพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์และปูทางสู่แสงสปอตไลท์ เมื่อได้ในสิ่งที่้า เขาก็สลัดหล่อนทิ้งท่ามกลางเสียงก่นด่าของคนทั้งประเทศ
ทว่าอดิศร... กลับไม่ใส่ใจต่อคำต่อว่า เพราะผลกำไรที่ได้รับกลับมาคุ้มค่าเกินกว่าที่จะนำกลับมาใส่ใจ
........................................................
Character Profile: อดิศร
จากนิยาย : เธอคือดอกไม้ของเขา
เขานักธุรกิจร้ายเ้าแผนการ และเธอนักศึกษาฝึกงานที่ไม่ยอมเป็เบี้ยหมากในเกมของเขา หลังถูกหลอกใช้ทำลายคู่แข่งทางธุรกิจ! แต่โชคชะตาเล่นตลก ส่งเธอมายังดินแดนแห่งรัก สวนส้มของพ่อเขาเอง!
...........................................
ย้อนหลังแบบรวบรัด จากที่มาเริ่มแรกของอดิศรจาก “นิยายเธอคือดอกไม้ของเขา”

อดิศร รัตนาธาร นักธุรกิจหนุ่มผู้ถูกขนานนามว่าเป็ปีศาจร้ายแห่งวงการควบรวมกิจการ ยึดธุรกิจโรงแรมและรีอสอร์ตริมธารไพรสนของดนุพงษ์ด้วยวิธีการสกปรก
"ดีจริงนะ... ฉันไม่อยู่แค่ไม่กี่อาทิตย์ ห้องทำงานเดิมถูกรีโนเวทจนไม่เหลือซาก" ดนุพงษ์กวาดสายตาสำรวจ
"ท่านประธาน... อ้อ! ไม่ใช่สิ อดีตประธาน…คงคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ผมเลยช่วยสงเคราะห์... ทุบทำลายมันทั้งหมดเลยครับ" อดิศรเล่นลิ้นพลางเลิกคิ้วอย่างยียวน
"ใจคอคับแคบ ไม่คิดจะทักทายปราศรัยกันหน่อยหรือ มาถึงก็ใส่ไม่ยั้งเลยนะ" ชายชรากัดฟันแน่นเพื่อข่มอารมณ์
"เพราะทุกวินาทีของผมมีมูลค่าเกินกว่าจะเสียไปกับการสนทนาที่ไร้สาระ"
แต่ดนุพงษ์กลับเอาคืนโดยการแย่งชิงทัวร์รายใหญ่ที่เป็แหล่งรายได้หลักของโรงแรมอดิศร ให้มาดีลบริษัทตัวเอง
"ได้ข่าวว่าสัญญาของริมธารไพรสนกับบริษัทไนน์ตี้ไนน์ทัวร์จะหมดลงเดือนหน้า... แต่เสียใจด้วยนะที่เขาตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับแก เพราะเขาตกลงเซ็นสัญญากับโรงแรมชมธาราเรียบร้อยแล้ว"
ดนุพงษ์ยกมือขึ้นป้องปากกระซิบด้วยท่าทางกวนอารมณ์ "อ้อ ลืมบอกไป... โรงแรมชมธาราน่ะของฉันเอง กำลังจะเปิดตัวเดือนหน้า แกก็เตรียมจัดการกับตัวเลขดิ่งลงเหวได้เลย... ก่อนที่โรงแรมนี้จะกลายเป็แค่รีสอร์ตกระจอกๆ ที่ไม่มีใครสนใจ"
………………………
อดิศรจึงวางแผนเข้าไปเจรจากับ กันต์ เ้าของบริษัทตกแต่งภายที่กำลังดูแลโรงแรมใหม่ของดนุพงษ์ โดยยื่นข้อเสนอเงินมหาศาลเพื่อดึงตัวกันต์ให้ทิ้งงานของดนุพงษ์มาหาเขา
“เข้าเื่เลยดีกว่าครับคุณศร... ทำไมคุณถึงเปลี่ยนใจกลับมาหาบริษัทผม ทั้งที่สัญญาก่อนหน้านี้ถูกปัดตกไปแล้ว” กันต์ถามตรงไปตรงมา
อดิศรกระตุกยิ้ม “งานนี้ต้องเสร็จภายในเดือนนี้เท่านั้น และถ้าคุณรับปากว่าทำได้... ผมยินดีเพิ่มงบประมาณให้คุณถึงสี่เท่าจากราคาที่คุณเสนอมา”
กันต์ถึงกับชะงัก “เดือนเดียวมันเป็ไปไม่ได้หรอกครับ ผมต้องพูดตามตรง ผมยังมีสัญญาค้างกับโรงแรมอีกแห่งที่ต้องเร่งส่งงานเหมือนกัน”
“ผมยินดีจ่ายค่าปรับและค่าเสียเวลาทั้งหมดที่คุณ”
“แต่ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทผมล่ะครับ” กันต์แย้ง
อดิศรลดเสียงลงต่ำ“ผมรู้ว่าคุณ้าแหล่งทุนเพื่อโปรเจกต์หนึ่ง และผมสามารถทำให้คุณเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ได้... ลองชั่งน้ำหนักดูสิครับว่าอะไรคุ้มค่ากว่ากัน”
“แต่... ผมจะยกเลิกสัญญากับที่ดื้อๆ ไม่ได้หรอกครับ”
อดิศรนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะคลี่ยิ้มเย็นๆ ที่มุมปาก “อื้ม...ถ้าเกิดว่าข้อผิดพลาดที่ไม่ได้เกิดจากคุณ แต่เกิดจากโครงสร้างอาคาร…พอจะทำให้คุณยกเลิกสัญญาได้ไหมล่ะครับืหากโครงสร้างมีปัญหาจนงานตกแต่งภายในต้องล่าช้าออกไปเพื่อรอการแก้ไข คุณก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ และผมก็ได้รับแจ้งมาว่า... อาคารที่นั่นกำลังถูกร้องเรียนเื่มาตรฐานงานก่อสร้าง อีกไม่กี่วันข้างหน้า จะมีหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบจนการก่อสร้างต้องหยุดชะงักไป….”
………………………
อดิศรหลอกใช้ ปุณนรักษ์ นักศึกษาฝึกงานสาว ให้เซ็นชื่อเป็พยานในเอกสารร้องเรียนโครงสร้างอาคารของดนุพงษ์ โดยที่ปุณนรักษ์ไม่รู้เลยว่าลายเซ็นนั้นคือจุดเริ่มต้นของหายนะที่จะทำลายชีวิตคนนับร้อยและส่งผลให้ดนุพงษ์ล้มละลาย
“ผมให้ทุนการศึกษาคุณหนึ่งแสนบาท... ”
ปลายนิ้วเรียวเลื่อนเช็คเงินสดใบหนึ่งมาวางตรงหน้าเธอ
“คุณอดิศร... มอบทุนให้หนูยอดนี้จริงๆ หรือคะ” เธอถามเสียงแ่
“ผมอยากให้คุณนำเอกสารชุดนี้ไปส่งที่บริษัทออกแบบภายในกันต์ตระลักษ์ครับ” อดิศรวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะ
“แค่ส่งเอกสาร... แล้วทุกอย่างก็จบใช่ไหมคะ”ปุณนรักษ์เอ่ยถาม อดิศรวางมือทาบไว้บนซองเอกสารแล้วชำเลืองมองเล็กน้อย
“แต่ในเอกสารนั้น... ยังขาดลายเซ็นพยานอีกหนึ่งที่ครับ” เขากล่าว ปุณนรักษ์ชะงักมือที่กำลังจะหยิบซองนั้น จ้องมองเขาด้วยความหวาดระแวง
“อย่าทำหน้าเหมือนผมจะลากคุณไปลงนรกแบบนั้นสิครับ พยานน่ะ... ตามกฎหมายไม่มีส่วนต้องรับผิดชอบอะไรหรอกครับ แค่เซ็นเป็หลักฐานเฉยๆ ไม่ต้องห่วงว่าจะมีปัญหามาถึงตัวคุณภายหลัง”
“แค่เซ็นชื่อเป็พยาน... แค่นั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ” ปุณนรักษ์ถามย้ำ
“ยังมีเอกสารร้องเรียนอีกฉบับครับ… เื่โครงสร้างอาคารที่ไม่ได้มาตรฐาน... ของคู่แข่งผมเอง”
“เอกสารร้องเรียน... หรือคะ”
อดิศรหรี่ตาลง “งานนี้สำคัญมาก และผมไม่้าให้ใครรู้… เพราะคุณกับผม... เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และคุณเองก็คงไม่อยากสร้างเื่เดือดร้อนให้ตัวเองทั้งที่ยังเรียนไม่จบ... ใช่ไหมครับ”
………………………
ปั้ง!
เสียงฝ่ามือกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเครื่องแก้วสั่นระฆัง ดนุพงษ์ปรากฏตัว ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอาฆาต ดวงตาสั่นระรัวราวกับจะกินเืกินเนื้อคนตรงหน้า
"ไอ้ศร! เื่ทั้งหมดมันเป็ฝีมือแกใช่มั้ย"
อดิศรนั่งนิ่ง พลางหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาซับที่มุมปากอย่างใจเย็น "อ้าว... แวะมาทานอาหารเที่ยงหรือครับคุณดนุพงษ์ เห็นว่ากำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมเปิดโรงแรมใหม่ งานราบรื่นดีไหมครับ"
"แกยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอ! แกใช่ไหม... ที่ส่งเื่ร้องเรียนว่าโครงสร้างตึกของฉันไม่ได้มาตรฐาน" ดนุพงษ์ยกนิ้วชี้หน้าสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
"การเลือกบริษัทก่อสร้าง... มันเป็อำนาจการตัดสินใจของท่านเองไม่ใช่หรือครับ หรือท่านจะบอกว่า... ฝ่ายจัดซื้อของท่านทุจริตจนแอบรับบริษัทที่เสนอราคาต่ำกว่าตลาดเข้ามาเอง แต่ก่อนจะอนุมัติ... ท่านก็เป็คนเซ็นชื่อกำกับเป็คนสุดท้ายไม่ใช่หรือครับ"
"ถ้าไม่ใช่แกจะเป็ใคร จู่ๆ ทางตรวจสอบอาคารก็ได้รับเื่ร้องเรียนพร้อมหลักฐาน จนสั่งยุติการก่อสร้างทันที แล้วบริษัทกันต์ตระลักษ์ก็ยกเลิกสัญญากับฉันเพื่อไปทำสัญญากับแก แผนการสกปรกแบบนี้... ถ้าไม่ใช่แกแล้วจะเป็ไอ้หน้าไหน!"
………………………..
ปุณนรักษ์ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ "แล้ว... หลังจากนี้คุณดนุพงษ์จะเป็ยังไงต่อคะ"
"ก็ล้มละลายน่ะสิ ต้องเลื่อนเปิดโรงแรม งบซ่อมโครงสร้างก็คงบานปลายจนคุมไม่อยู่ พนักงานที่จ้างมาก็ต้องเคว้งเพราะถูกยกเลิกสัญญา ไหนจะหนี้ธนาคารที่กู้มาอีกล่ะ งานนี้คงหมดเนื้อหมดตัว ไปไม่รอดแน่ๆ"
……………………….
เมื่อปุณนรักษ์ได้รับรู้ความจริง จึงตัดสินใจหลอกอดิศรว่าแม่ป่วยหนักเพื่อขอย้ายที่ฝึกงานหนีไปไกลถึง สวนส้มภัณธศร ทว่าความสงบสุขนั้นสั้นนัก เมื่ออดิศรปรากฏตัวขึ้นที่หน้าโฮมสเตย์ของเธออีกครั้ง
"รถใครมาจอดน่ะ" กรขยี้ตาพลางเพ่งมองผ่านม่านฝุ่นหนาทึบด้วยความสงสัย
"สวัสดีค่ะ โฮมสเตย์ภัณธศรยินดีต้อนรับค่..."
ปุณนรักษ์ค้อมตัวลงไหว้... ทันทีที่เธอเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มนั้นแข็งค้าง
"เงียบเชียบดีนะ..."
ดวงตาของปุณนรักษ์เบิกกว้าง ขณะที่ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีดำคือ…อดิศรปีศาจร้ายในคราบเทพบุตรปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเธอในตอนนี้
………………………..
“เื่ที่คุณให้ฉันไปสืบ... เรียบร้อยแล้วนะคะ”
ภาพถ่ายชุดหนึ่งออกมา คือรูปของดนุพงษ์ ชายวัยกลางคนที่กำลังก้าวลงจากรถหรูด้วยท่าทีรีบร้อน
“เขาไม่ได้หนีออกนอกประเทศจริงๆ สินะ” อดิศรปรารภ
“ใช่ค่ะ เขายังอยู่ในประเทศ... และดูเหมือนกำลังกบดานเพื่อวางแผนทำการใหญ่อย่างที่คุณอาจจะคาดไม่ถึงเลยล่ะ”
“การใหญ่งั้นหรือ”
“โปรเจกต์ที่มีนอมินีจีนหนุนหลังค่ะ” ภาพชายผิวขาวตาชั้นเดียวในชุดสูทสีดำที่กำลังจับมือกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในจีน
“นอมินีคนที่ว่า... มีอำนาจแค่ไหน” อดิศรถาม
“ตัวเป้งระดับเอเชีย ทางนั้นเดินเกมแยบยลกว่าที่คิดนะคะคราวนี้”
“เกมที่ว่านั่นคืออะไร” อดิศรทวนถามด้วยเสียงทุ้มต่ำแฝงความกดดัน
“พวกเขาจะเข้าทางเ้าพ่อชัชวินค่ะ”
…………………….
ณ ริมแม่น้ำอันกว้างใหญ่ อดิศรในชุดสูทกำมะหยี่สีน้ำตาลก้าวเข้าสู่ "Love Cry Gallery" ร้านไวน์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟ
“สวัสดีครับคุณชัชวิน ยินดีที่ได้พบครับ” อดิศรทักทายเ้าพ่อชัชวิน เทียนนาณพ
ชัชวินวางแก้วไวน์ลง “เทรนด์พลังงานไฟฟ้ากำลังมาแรงก็จริง... แต่ข้อมูลที่คุณสืบมาอาจจะคลาดเคลื่อนไปนิด สิ่งที่ผม้าคือพลังงานที่ไม่มีขีดจำกัด พลังงานที่จะทำให้ผมกลายเป็เ้าตลาดโลกแต่เพียงผู้เดียว”
อดิศรหุบยิ้มลงเล็กน้อย“แต่คุณคงไม่ลืมใช่ไหมครับ ว่าการจะขึ้นเป็เ้าตลาดพลังงานโดยไร้พันธมิตร อันตรายแค่ไหน”
ชัชวินฉีกยิ้มเ้าเล่ห์“แต่ถ้าได้เป็แม่น้ำทั้งสายล่ะ... นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผมปรารถนา มันทั้งยิ่งใหญ่และง่ายต่อการควบคุมแต่เพียงผู้เดียว”
“แต่มันไม่ง่ายอย่างที่พูดหรอกครับ เกมนี้อันตรายเกินไป”
“น่าแปลกนะครับ นักธุรกิจสมัยนี้หวังจะเกาะชายเสื้อผู้มีอำนาจเพื่อปีนขึ้นสู่จุดสูงสุด” ชัชวินวางแก้วไวน์ลง“ลองเอาไปคิดให้ดีว่านัดพบผมวันนี้ คุณพร้อมหรือยังที่จะก้าวเข้ามาในโลกของผม หรือถ้าเห็นว่าเสี่ยงเกินจะรับไหว ก็แค่ถอยออกไปเสียแต่วันนี้”
……………………………………
แสงแฟลชจากกล้องนับสิบตัวกระพริบวาบทดนุพงษ์ยืนบนเวที
“ผมจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ต้องชดใช้”
“คุณมีหลักฐานยืนยันไหมคะว่าคุณอดิศรคือผู้อยู่เื้ัเื่ทั้งหมด” นักข่าวสาวคนหนึ่งถามพลางยื่นไมโครโฟนเข้าไปใกล้
ดนุพงษ์เค้นยิ้มเหยียด มือที่สั่นเทาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาชูกลางแสงแฟลช
บนหน้าจอแสดงคลิปวิดีโอของ อดิศร รัตนาธาร ชายหนุ่มรูปงามที่กำลังนั่งสนทนากับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทกันต์ตระลักษ์ในร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง
“นี่ไงครับหลักฐาน …อดิศรแอบไปดีลลับหลังกับบริษัทกันต์ตระลักษณ์ ก่อนจะกุหลักฐานเท็จขึ้นมาสร้างความเสียหายให้กับบริษัท ลำนำ พานีนอกจากนี้เขายังหลอกใช้นักศึกษาฝึกงานตาดำๆ ให้เดินเื่กลั่นแกล้ง ใส่ร้ายธุรกิจผม!”
……………………….
อดิศรก้าวเท้าเข้ามาในห้องประชุมยามเช้าด้วยความตึงเครียด “ผมต้องขออภัยสำหรับเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด และขอยืนยันว่าผมกำลังเร่งสืบสวนหาข้อเท็จจริงในเื่นี้อย่างเร่งด่วนครับ”
“ในเมื่อหลักฐานมันทนโท่ขนาดนั้น ใครจะเชื่อว่าคุณไม่ได้ใช้แผนสกปรกกลั่นแกล้งบริษัทลำนำพาทีจนเสียหายหมื่นล้าน ชื่อเสียงของเราป่นปี้หมดแล้ว”
“ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย และจะไม่ให้กระทบถึงผลประโยชน์ของบริษัทเด็ดขาดครับ” เขาเอ่ยสั้นๆ ทว่ากรรมการหญิงอีกท่านกลับยกมือขึ้นขัดกลางอากาศ
“แค่จัดการมันไม่พอหรอกค่ะ เราต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจของคุณ ต่อให้คุณจะเป็หุ้นส่วนใหญ่ แต่ธรรมาภิบาลของบริษัทต้องอยู่เหนือทุกคน” หล่อนหรี่ตาลงอย่างจับผิด
………………..
ปุณนรักษ์ตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าบิ่นด้วยการนัดพบชัชวินเพื่อเจรจาช่วยอดิศร
“ผมเห็นผีเสื้อโบยบินอยู่ในทุ่งดอกไม้ครับ... จู่ๆ ผมก็นึกสงสัยว่า สองสิ่งนี้เป็สิ่งที่คู่กันได้จริงๆ หรือเปล่า หรือผีเสื้อก็แค่ผ่านมาเพื่อตักตวงเอาผลประโยชน์ แล้วก็บินจากไปทิ้งให้ดอกไม้เหี่ยวเฉาเพียงลำพัง”
“ผีเสื้อ... ที่ดูเหมือนเป็มิตร แต่จริงๆแล้วกลับเป็ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของดอกไม้ค่ะ”
“ทำไมถึงมองโลกในแง่ร้ายอย่างนั้นล่ะครับ ทั้งที่ผีเสื้อที่แสนสวย... ก็ย่อมต้องคู่กับดอกไม้งามไม่ใช่หรือครับ” เขาหยั่งเชิงอย่างใจเย็น ปุณนรักษ์สบตากับเขาอย่างแน่วแน่พร้อมรอยยิ้มเย็นๆที่มุมปาก
“เพราะผีเสื้อไม่ใช่ผึ้งที่จะช่วยผสมเกสรให้ดอกไม้ค่ะ” ปุณนรักษ์ตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพ “ผีเสื้อที่ดูเป็มิตร แท้จริงแล้วคือศัตรูที่จ้องจะสูบเอาผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว ไม่เพียงแค่ดอมดมเพื่อเอาน้ำหวาน... แต่กำลังเตรียมทำลายดอกไม้ดอกนั้นในเวลาอีกไม่ช้า”
“ถ้าอย่างนั้น... เราควรจะทำอย่างไรกับพวกผีเสื้อที่ร้ายกาจพวกนี้ล่ะครับ หรือว่าต้องกำจัดออกไปจากสวนดอกไม้นี้ดี”
เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ ปุณรักษ์ช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างเด็ดเดี่ยว
“กำจัดไม่ได้หรอกค่ะ เพราะมันคือวัฏจักรตามธรรมชาติ…ไม่มีทางที่ผีเสื้อจะหายไป นอกเสียจากว่า... ตรงนั้นจะไม่มีทุ่งดอกไม้เหลืออยู่”
ชัชวินนิ่งเงียบไป ใบหน้าที่เรียบเฉยทำให้ยากจะคาดเดาความรู้สึก
“ลองเปลี่ยนเป็ทุ่งหญ้าดีไหมคะ” หล่อนเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ที่มุมปาก ชัชวินได้ฟังก็ถึงกับเลิกคิ้วสูง
“ในเมื่อจุดประสงค์ของท่านคือ้าพื้นที่กว้างเพื่อการพักผ่อนและได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ทุ่งหญ้าก็มอบสิ่งนั้นให้ท่านได้ไม่ต่างกัน และท่านยังไม่ต้องแบกรับภาระในการรับมือกับปัญหาของผีเสื้อด้วยค่ะ”
ชัชวินขยับไหล่เล็กน้อยพลางกอดอก เอียงหน้ามองคู่สนทนาเล็กน้อย
“ผมไม่อ้อมค้อมแล้วนะครับ...” เขาเปิดฉากทันทีโดยไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเนิ่นนาน “ที่คุณทำมาทั้งหมดนี้ เป็เพราะคุณอดิศรวานให้คุณมาโน้มน้าวใจผมใช่ไหมครับ”
“เปล่าค่ะ หนู้าพบคุณด้วยตัวเอง โดยที่ตัวคุณอดิศรไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยทั้งสิ้นค่ะ” หล่อนตอบตามสัตย์จริง
ชัชวินยกยิ้ม เอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางเลิกคิ้วสูง “งั้นก็แปลว่า... ระหว่างผมกับอดิศร ต้องมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันอย่างนั้นสิ”
ปุณนรักษ์สบตาแน่นิ่ง
“ถ้าผมให้โอกาสคุณอดิศร ผมก็ต้องได้สิ่งตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อสิครับ” ชัชวินถามหล่อนด้วยความนัยอีกครั้ง ปุณนรักษ์ขมวดคิ้ว
“คะ…”
ชัชวินหัวเราะในลำคอเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าที่เริ่มถอดสีของหล่อน “จะเรียกว่าข้อแลกเปลี่ยนถึงจะถูก... ในเมื่อคุณขอให้ผมช่วยเ้านายของคุณ คุณก็ต้องมีบางสิ่งมาแลกเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนาสิครับ”
รอยยิ้มเยือกเย็นนั้นเชือดเฉือนใจคนฟัง จนปุณนรักษ์ลอบกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก
“ข้อแลกเปลี่ยน... งั้นหรือคะ”
“ปกติผมไม่ทำประโยชน์ให้ใครฟรีๆ หรอกนะครับ” ชัชวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ทว่ากลับทำให้คนฟังรู้สึกชาไปทั้งตัว “บางคนยอมแลกกระทั่งชีวิตเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ปรารถนา บางคนก็ยอมแลกด้วยเงินทองและตำแหน่ง...”
เขาสวนสายตามองสบตาหญิงสาวที่นิ่งค้าง “แล้วคุณล่ะ... มีข้อแลกเปลี่ยนอะไรที่น่าสนใจพอจะเสนอดีล่ะครับ”
ข้อเสนอนั้นทำปุณนรักษ์ไม่อาจขยับริมฝีปากได้เลย แววตาที่จ้องมองมาเยือกเย็นราวกับยมทูตที่รอพรากิญญา
“งั้นผมจะคิดข้อแลกเปลี่ยนให้แล้วกัน” ชัชวินยกมุมปากพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ผมค่อนข้างชื่นชอบ... เวลาคนที่ปรารถนาดีต่อกันต้องจากลากันน่ะครับ”
ปุณนรักษ์นิ่งงัน ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นรอยยิ้มที่ค่อยๆ เลือนหายไปจากใบหน้าของชัชวิน กลายเป็ความอำมหิตที่มาแทนที่ “ถ้าเงื่อนไขของผมคือ... คุณกับเขาห้ามพบเจอกันอีก คุณจะยอมแลกไหมล่ะครับ”
………………………..
"ถ้าหากคุณคิดถึงผม ก็ทิ้งข้อความไว้ได้ ผมจะพยายามตอบคุณนะ"
เสียงของอดิศรยังคงก้องสะท้อนอยู่ในภาพความทรงจำ ที่ได้บอกกับเธอก่อนที่เขาจะหายไป หญิงสาวเปิดข้อความสนทนากับเขาที่ได้พูดคุยกันไม่นานมานี้ เป็เพียงคำบอกเล่าสั้น ๆ ที่เขาทิ้งไว้
การรอคอยใครสักคนด้วยความรักนั้น ใน่วินาทีแรกช่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่อยากรู้อยากเห็นถึงจิตใจที่มั่นคง แต่ทว่าการรอคอยที่ถูกกัดเซาะด้วยกาลเวลานั้นกลับถูกกลืนกินไปด้วยความหวั่นไหว
นานแค่ไหนแล้วนะ หนึ่งเดือนงั้นหรือ หรือว่ากำลังย่างเข้าเดือนที่สาม แต่ฉันไม่มีวันลืมหรอก นี่กำลังย่างเข้าเดือนที่หกแล้วต่างหาก